เจนใหม่ ‘บางกอกเคเบิ้ล’ รุกธุรกิจสายไฟรับดาต้าเซ็นเตอร์
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
กว่า 8 ปี บนเส้นทางการทำงานของผู้บริหารรุ่นใหม่ แม้จะเป็นการย่างก้าวเข้าสู่ธุรกิจครอบครัว แต่ถือเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยบทเรียนจากความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเทคโนโลยี ท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านั้น “บางกอกเคเบิ้ล” หนึ่งในผู้ผลิตสายไฟรายใหญ่ที่สุดของไทย กลับสามารถพลิกความท้าทายให้เป็นโอกาส
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายพงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) ถึงเส้นทางการขับเคลื่อนธุรกิจสายไฟฟ้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและความพร้อมในการขยายบทบาทสู่โครงสร้างพื้นฐานพลังงานยุคใหม่ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ และ AI ในอนาคต
8 ปีฝ่าโควิด-บาทผันผวน
นายพงศภัคเล่าให้ฟังว่า หลังเรียนจบตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจครอบครัวทันที พร้อมรับหน้าที่ “พนักงานคนแรก” ของบริษัทใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งในเครือบางกอกเคเบิ้ล ซึ่งตอนนั้นประสบการณ์น้อยมาก แต่ถือเป็นโอกาสดีที่ได้เรียนรู้ทุกอย่าง ตั้งแต่บริหารธุรกิจตลอดซัพพลายเชน ไปจนถึงงานด้านวิศวกรรม ภายใน 2-3 ปี บริษัทใหม่ในเครือเริ่มลงตัว มียอดขายแตะ 1,000 ล้านบาท และมีพนักงานกว่า 100 คน สะท้อนให้เห็นศักยภาพของธุรกิจสายไฟไทยในช่วงก่อนและหลังโควิด-19
แต่สิ่งที่ท้าทายและได้บทเรียนมากที่สุด คือ “ความผันผวนของค่าเงิน” ซึ่งเราเห็นค่าเงินผันผวนหนักมาก ทั้งแข็งทั้งอ่อนอย่างรวดเร็ว ยิ่งตั้งแต่โควิด ตลาดยิ่งแกว่ง ทำให้เราต้องเรียนรู้การบริหารความเสี่ยงผ่านเครื่องมือการเงิน นำระบบป้องกันความเสี่ยงมาปรับใช้จริงในบริษัท ซึ่งช่วยเราได้มากในวันนี้
ตอนนั้นเราเหมือนคนแรกที่ทำธุรกิจต้องเริ่มทำทุกอย่าง ต่อมาก็เดินหน้าหาตลาดใหม่ เปลี่ยนผ่านหลากหลายวิวัฒนาการ ซึ่ง 8 ปีที่ผ่านมาถือว่านานมาก เพราะก่อนโควิดจนถึงหลังโควิดเหนื่อยมาก เราใช้แนวคิดในการบริหารความเสี่ยงที่สำคัญในโลกยุคปัจจุบันที่มักจะเกิดความเปลี่ยนแปลงและมีเรื่องที่ไม่คาดฝันอยู่ตลอดเวลา หรือ VUCA มาช่วยให้เราและพนักงานบริหารความเสี่ยงรวมถึงบริหารธุรกิจให้ง่ายมากขึ้น
รุกเชื่อมไฟฟ้าในอาเซียน
ธุรกิจสายไฟในวันนี้ไม่ได้เติบโตเพียงเพราะกระแสดาต้าเซ็นเตอร์และ AI เท่านั้น แต่ยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ความต้องการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้ายังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีการคาดการณ์ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์จะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นราว 19-22% ระหว่างปี 2025-2030 ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคของพลังงานสะอาดมากขึ้นในปี 2030 ยิ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุน เพราะดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากต้องการพลังงานสะอาดในราคาที่สามารถแข่งขันได้ เพื่อตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนขององค์กร
สิ่งที่เราเห็นชัดเจน คือ นักลงทุนจำนวนหนึ่งยังรอความชัดเจนเรื่องระบบสายส่งและความพร้อมของโครงข่ายไฟฟ้า ก่อนจะตัดสินใจลงทุนระยะยาว ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมอย่าง สายส่งไฟฟ้ารูปแบบใหม่ High Voltage Monophasic Pulsed Current (HVPC) ที่สามารถเพิ่มแรงดันไฟฟ้าได้ถึง 2 เท่าโดยไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างสายส่งเดิม ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับโหลดไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นโซลูชั่นที่ตอบความต้องการของกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคตได้เป็นอย่างดี
นอกจากจะตอบโจทย์ลูกค้าแล้ว HVPC ยังมีศักยภาพเป็น “แต้มต่อ” สำคัญในการพัฒนา ASEAN Power Grid ซึ่งกำลังเป็นวาระร่วมของหลายประเทศในภูมิภาค ตัวอย่าง เช่น สิงคโปร์ ที่มีพื้นที่จำกัดและจำเป็นต้องนำเข้าไฟฟ้า การเชื่อมโยงระบบจากไทย ผ่านมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ จะช่วยสร้างระบบซื้อขายพลังงานที่มีเสถียรภาพ มีประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสธุรกิจข้ามพรมแดนได้มากขึ้น
แน่นอนว่าการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าระดับภูมิภาคคงไม่เกิดขึ้นในเวลาอันใกล้ เพราะต้องอาศัยความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างหลายประเทศ แต่เชื่อว่าความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในไทย ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์ จะผลักดันให้ความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นเร็วขึ้นกว่าที่คาดไว้ นอกจากนี้ ปัจจุบันอาเซียนยังเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตของธุรกิจสายไฟสูงที่สุดในโลก อัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ราว 5.8% ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศที่เข้าสู่ระดับพัฒนาแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่อาเซียนถูกยกให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ด้วยศักยภาพของตลาดและพลังการเติบโตที่ยังมีอีกมากในอนาคต
ตั้งเป้าอาเซียนโต 20%
เราได้กำหนดแผนการลงทุนในช่วง 3 ปี (2569-2571) โดยวางโครงสร้างยุทธศาสตร์สำคัญไว้ 3 เสาหลัก ได้แก่ 1) ขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับดีมานด์ที่ขยายตัวรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการผลิตประมาณ 60,000 ตันต่อปี โดยโครงสร้างการผลิตแบ่งออกเป็นสายทองแดง ราว 2 ใน 3 ของกำลังผลิตทั้งหมด และที่เหลือคือ สายอะลูมิเนียม 2) การพัฒนาบุคลากรเพื่อสร้างองค์กรที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่
3) Digital & AI Transformation ครอบคลุมทั้งกระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน บางกอกเคเบิ้ลวางแผนยกระดับเทคโนโลยีในโรงงานและระบบปฏิบัติการด้วย AI และดิจิทัล เช่น นำ AI มาช่วยด้านผลิต การจัดการคลังสินค้า วางแผนซัพพลายเชน และคุณภาพผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ บริษัทยังขยายการใช้ AI ในกระบวนการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต ลดความผิดพลาดในสายการผลิต และช่วยเพิ่มความสม่ำเสมอของคุณภาพสินค้า ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการแข่งขันกับผู้ผลิตระดับสากล ทั้งนี้ บางกอกเคเบิ้ลตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากตลาดต่างประเทศเป็นอย่างน้อย 20% ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยมุ่งเน้นการขยายตลาดในภูมิภาคที่มีความต้องการโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เป็นต้น
ปีหน้าทยอยส่งดาต้าเซ็นเตอร์
นายพงศภัคกล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้จะเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนความล่าช้าในด้านนโยบายและงบประมาณภาครัฐ แต่บางกอกเคเบิ้ลยังคงมองเห็นโอกาสการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทตั้งเป้าการเติบโตปี 2569 ไว้ที่ 10% โดยในปีนี้ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 18,000-19,000 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แม้ความล่าช้าของบางโครงการอาจส่งผลให้การรับรู้รายได้บางส่วนขยับไปเป็นปีหน้า แต่โดยภาพรวมมั่นใจว่า Pipeline งานที่มีอยู่จะช่วยสร้างการเติบโตต่อเนื่องในช่วงปีถัดไป
ในส่วนของการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุด ปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นการลงทุนที่ชัดเจนมากขึ้น และหลายโครงการได้ทยอยเข้าสู่กระบวนการก่อสร้างและส่งมอบแล้ว แม้บริษัทจะยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อดาต้าเซ็นเตอร์ที่ร่วมงานได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านสัญญา แต่ยืนยันได้ว่าในไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัทมีการส่งมอบงานอย่างต่อเนื่อง และมีการเร่งรัดแผนงานเพื่อรองรับดีมานด์ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมาก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เจนใหม่ ‘บางกอกเคเบิ้ล’ รุกธุรกิจสายไฟรับดาต้าเซ็นเตอร์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net