โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

2 บิ๊กรพ.เอกชน หนุนนโยบายยกเครื่องสาธารณสุขไทย-เลิกโมเดลฟรี

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในเรื่องนโยบายของพรรคการเมืองที่กำลังอยู่ในช่วงหาเสียง จากมุมมองส่วนตัวเฉพาะเรื่องสาธารณสุขและนโยบายด้านสุขภาพ อยากให้มีรูปแบบทิศทางการปฏิรูปนโยบาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้ใช้บริการด้านสุขภาพของไทย ที่ไม่ควรใช้เพียงเงินภาษีของคนกลุ่มหนึ่งมาดูแลคนส่วนใหญ่เพียงอย่างเดียว

ประเด็นนี้โดยส่วนตัวมองว่าระบบปัจจุบัน อาจมีความไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่เสียทั้งภาษีเงินได้และถูกหักเงินประกันสังคมด้วย ระบบสาธารณสุขของไทยควรปรับความคุ้มครองและดูแลผู้ป่วยกลุ่มเสียภาษีให้ดีขึ้น ส่วนคนไม่เสียภาษีควรมีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ และควรดูแลสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น ให้สามารถใช้ศักยภาพในการทำงานและสร้างรายได้ได้อย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนเงินเข้าระบบ

“ยกตัวอย่างจากที่เห็นโมเดลในไต้หวันซึ่งคล้ายกับของไทย ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการจ่ายและดูแลสุขภาพตนเอง รัฐบาลเน้นให้ประชาชนไม่รอรับบริการฟรีเพียงอย่างเดียว แต่สนับสนุนให้ทุกคนทำงานและมีส่วนร่วมในระบบประกัน มีกำลังจ่ายเพื่อให้ได้รับการดูแลที่มีคุณภาพสูง”

ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่ม โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH กล่าวว่า ในมุมมองส่วนตัวสำหรับเรื่องนี้ในนโยบายด้านสาธารณสุขที่สามารถทำได้จริง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญน่าจะมี ดังนี้

1. การปฏิรูประบบสาธารณสุขทั้งระบบ (Systemic Reform) เนื่องจากปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพของไทยยึดโยงอยู่กับ 3 กองทุนหลัก คือ กองทุน 30 บาท (หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า), กองทุนประกันสังคม และกองทุนข้าราชการ ซึ่งรัฐบาลไม่ควรใช้กองทุนเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการกดค่าใช้จ่าย (Cost Drive) เพียงอย่างเดียว จนทำให้โรงพยาบาลที่เข้าร่วมต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนหรือขาดสภาพคล่อง

2. การบริหารจัดการ 3 กองทุนหลัก เช่น กองทุนประกันสังคม ต้องมีนโยบายปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้สูงขึ้น และปรับราคาค่าตอบแทนให้เหมาะสมเป็นมาตรฐานสากล ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อโรงพยาบาลที่รับสิทธิประกันสังคม

ส่วนกองทุน 30 บาท ที่ถือเป็นความท้าทายเรื่องงบประมาณ และเป็นกองทุนใหญ่ที่สุดและดูแลคนมากที่สุดปัจจุบันมีผู้ใช้สิทธิมากถึง 48 ล้านคน (รวมแรงงานนอกระบบกว่า 30 ล้านคน) ควรมีนโยบายที่ความเหมาะสมของจำนวนคนภายใต้การดูแลของรัฐ

โดยโครงการนี้สร้างภาระทางการเงินจนโรงพยาบาลของรัฐต้องหันไปทำ "พรีเมี่ยมคลินิก" เพื่อหาเงินมาจุนเจือระบบ ขณะที่การควบรวมกองทุนในมุมมองส่วนตัวเห็นว่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจากแหล่งที่มาของเงิน (Source of fund) นั้นมาจากทิศทางที่แตกต่างกัน

3. การส่งเสริม Healthcare เป็น Megatrend นโยบายรัฐบาลควรสนับสนุนให้สอดคล้องกับทิศทางของโลกที่ Healthcare เป็นเมกะเทรนด์ โดยเฉพาะหลังจากการมีรัฐบาลใหม่ ควรกำหนดทิศทางที่ชัดเจน เพื่อหนุนเสริมระบบสุขภาพไทยให้แข็งแกร่งขึ้น

4. การปรับปรุง "ค่าหัวเหมาจ่าย" (Capitation) สำหรับโรงพยาบาลเอกชนที่รับสิทธิประกันสังคม นโยบายที่ต้องการคือการปรับเพิ่มค่าหัวเหมาจ่ายให้สะท้อนต้นทุนจริง หากกองทุนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปรับเบี้ยประกัน การปรับราคาในส่วนนี้จะช่วยลดภาระของโรงพยาบาลและทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องควักเงินจ่ายเอง มื่อต้องการใช้บริการห้องพิเศษหรือบริการเสริมอื่นๆ

อย่างไรก็ดี เชื่อมั่นว่าภาพรวมในปี 2569 จะดีกว่าปี 2568 หากนโยบายมีความชัดเจน หากภาครัฐหยุดการกดราคากลางที่ทำให้โรงพยาบาลขาดทุน, นอกจากนี้จะต้องปรับราคาค่าตอบแทนให้เป็นธรรมและเป็นสากลมากขึ้น, ดูแลสภาพคล่องของโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการภาครัฐ และสร้างความชัดเจนในสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ หลังได้เพิ่มเงินสมทบประกันสังคม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...