พท.เป้าหมายรัฐบาล ประคอง “ชินวัตร”!
เมืองไทย 360 องศา
นาทีนี้ทุกพรรคการเมืองกำลังเข้าสู่โหมดการหาเสียงของทุกพรรคการเมือง เพื่อแย่งชิงกันเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งตามการคาดการณ์ของบรรดานักสังเกตการณ์ทั้งหลายมองตรงกันว่า คราวนี้จะเป็นการแข่งขันระหว่าง “สองขั้ว” คือ ขั้วที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับอีกขั้วหนึ่งที่นำโดย พรรคประชาชน มี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นแกนนำ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายณัฐพงษ์ ก็ย้ำแบบนั้น
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า ในเมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศชัดว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาชน
“ผมก็ขอย้ำอีกครั้งว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการจัดตั้งรัฐบาลแข่งกัน ระหว่างรัฐบาลประชาชน กับรัฐบาลภูมิใจไทย ผมยืนยันอีกครั้งว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่อง 112 ตามที่คุณอนุทินอ้างทั้งสิ้น พอได้แล้วกับนิทานหลอกลวงประชาชน เพื่อกักขังประเทศให้อยู่กับอดีต”
เราต้องการประเทศไทยที่ไม่เทา เท่ากัน และทันโลก พรรคประชาชนจะพยายามชนะการเลือกตั้งด้วยเสียงของประชาชน ชนะให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคอันดับ 2 ได้จัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคอันดับ 1 อีก เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ คือโอกาสสุดท้ายที่จะพาประเทศไทยพ้นจากวิกฤต ที่เผชิญอยู่รอบด้าน
พรรคประชาชน พร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหากได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน เพื่อต่อสู้กับเครือข่ายทุนเทาไม่ให้เข้ายึดครองประเทศอันเป็นที่รักของเรา
ขณะที่ท่าทีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ระบุว่า พรรคประชาชนไม่มีนโยบายในการแก้ไข มาตรา 112 แล้ว โดยนายอนุทิน ย้อนถามว่า “ท่านหัวหน้าเท้งพูดแล้วหรอ ยืนยันได้หรือเปล่าไม่รู้ เหมือนว่าตัวท่านพูดว่า พรรคประชาชนไม่แก้มาตรา 112 ด้วย โอ้โห ขอบพระคุณมากครับ” พร้อมกับยกมือขึ้นไหว้ และกล่าวอีกว่าขอบพระคุณท่านจริงๆ ประเทศเรา ยิ่งเป็นความสบายใจของพี่น้องประชาชน
เมื่อถามว่าถ้าเป็นแบบนี้พรรคภูมิใจไทย ร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาชนได้ ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยพูดอยู่คำเดียวว่า ไม่ร่วมรัฐบาลและกิจกรรมใดๆ กับพรรคหรือกลุ่มใดที่แตะ มาตรา 112
ถามย้ำว่าการที่เขาประกาศอย่างนี้ แสดงว่าอนาคตก็เป็นไปได้ ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อยู่ที่พี่น้องประชาชน ตอนนี้ถ้าถามอะไรที่เกี่ยวกับผลของการเลือกตั้งหรือว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง ตนว่าคนที่อยู่ในที่นี้เราเข้าใจตรงกันว่าเราจะพูดอะไรก่อนพี่น้องประชาชนตัดสินไม่ได้ อันนี้ต้องขอจริงๆ นี่คือสิ่งที่เรายึดมั่นและดำเนินการมาโดยตลอด เพราะพูดไปไม่เกิดประโยชน์ถ้าพี่น้องประชาชนไม่ให้
ด้าน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่ง ของพรรคเพื่อไทย กล่าวเสริมว่า มีส่วนหนึ่งเราชื่นชมในเรื่องเกี่ยวกับสันติสุข และเรื่องการที่พี่น้องประชาชนตรงชายแดน จะได้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติ เป็นส่วนที่เราก็พยายามที่จะช่วยในเรื่องนี้ และเป็นเรื่องที่ต้องให้กำลังใจกัน
ส่วนได้พูดคุยเรื่องการจับมือร่วมรัฐบาลครั้งหน้าหรือไม่ นายยศชนัน ย้ำว่า เป็นการให้กำลังใจกันในเรื่องนี้ สำหรับเรื่องจับมือได้พูดไปตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วว่าเป็นเรื่องที่เราต้องถามพี่น้องประชาชน หากใครสามารถทำนโยบายไปในแนวทางเดียวกับเราได้ เราก็ยินดีที่จะร่วมงานด้วยในอนาคต
นั่นเป็นท่าที และความเห็นของบรรดาแกนนำพรรคการเมืองหลักที่ลงชิงชัยในสนามการเมืองคราวนี้ อย่างไรก็ดีคราวนี้อยากโฟกัสไปที่พรรคเพื่อไทยก่อน เพราะไม่ว่าอย่างไรถือว่าพวกเขาน่าจะเป็น “ตัวแปรหลัก” หลังการเลือกตั้ง ไม่ว่าขั้วไหนจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือว่า “แย่งกันตั้งรัฐบาล” ระหว่างสองขั้วที่เหลือดังกล่าว หากพรรคที่ได้เสียงมาเป็นอันดับสอง พยามหาเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อให้ได้เสียงมากเกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎรตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความว่า พรรคที่ชนะมากที่สุดอันดับหนึ่ง ไม่แน่เสมอไปว่าจะได้เป็นรัฐบาล หรือเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งตัวอย่างเคยมีให้เห็นมาแล้ว เมื่อปี 2566 ที่พรรคก้าวไกล ในขณะนั้นมีเสียงมากที่สุด แต่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว อาจมี“เบื้องหลัง” ซับซ้อน นั่นคือ “เจ้าของพรรค” ตัวจริง ไม่ต้องการให้เป็นก็ตาม เนื่องจากต้องรอตัวเองที่จะกลับมาหลังปี 2570
วกมาที่พรรคเพื่อไทย ที่เวลานี้แม้ว่าจะอยู่ในสถานะตกต่ำมากที่สุด หลังจากที่พวกเขาได้เป็นรัฐบาลครั้งหลังสุดมานานกว่าสองปี ตั้งแต่ยุค นายเศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องมาถึงน.ส.แพทองธาร ชินวัตร โดยเฉพาะการที่นายทักษิณ ชินวัตร เจ้าของพรรคตัวจริงผลักดันให้ “ลูกสาวคนเล็ก” เข้ามา ถือว่าเป็นความผิดพลาดทางการเมืองอย่างร้ายแรง
เพราะคงไม่คาดคิดว่า ด้วยวุฒิภาวะ ความรู้พื้นฐานที่ถูกตั้งคำถาม และยิ่งเมื่อเจอภาวะวิกฤตแบบคาดไม่ถึง ก็ยิ่งซ้ำเติมเข้าไปใหญ่ และยิ่งเมื่อต้องเจอกับ “คลิปอังเคิล” ที่ต้องจำตราตรึงไปจนตาย ทุกอย่างก็เลยวิกฤตดำดิ่งแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าอยู่ในสถานะเลวร้ายแบบไหน ก็ต้องยอมรับว่า พรรคเพื่อไทยและครอบครัว ชินวัตร ของนายทักษิณ ชินวัตร ยังถือว่ารากฐานยังแน่น จนหลายคนยอมรับว่า การเลือกตั้งคราวนี้ พวกเขาก็จะยังมีส.ส.ไม่ต่ำกว่า 70-80 คน หรือขาดเหลือบวกลบกว่านี้ไม่เกิน 10 ที่นั่ง นั่นถึงได้ถูกจัดอยู่ในสถานะ “พรรคตัวแปรหลัก” ที่จะชี้เป็นชี้ตายให้ขั้วไหนระหว่างขั้วที่หนึ่ง หรือขั้วที่สอง ได้เป็นรัฐบาล
แน่นอนว่า สำหรับพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะครอบครัว “ชินวัตร” นาทีนี้ ย่อมต้องการเป็นรัฐบาล ต้องการเป็นส่วนสำคัญในรัฐบาลต่อไป เพราะการเป็น “ตัวแปร” ดังกล่าวย่อมมี “อำนาจต่อรอง” สูงมาก ขณะเดียวกัน การมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่ง ยังเป็นคนในครอบครัว นั่นก็หมายความว่า พวกเขาจะยังไม่ยอมปล่อยมือง่ายๆ แน่นอน แม้ว่าในส่วนของ “ถุงเงิน” จะแยกออกไปเป็นอีกกลุ่ม แต่ถือว่าทุกอย่างทำแบบ “ได้สัดส่วน” แต่เป้าหมายคือ ต้องร่วมถืออำนาจในมือให้ได้ เพื่อประคองสถานะเอาไว้ก่อน!!
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO