ไฟเขียวนำเข้านมผง 9 หมื่นตัน เอกชนแห่ชิงโควตา โคนมไม่ขวางแลกดีลซื้อน้ำนมดิบ
ตามที่คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) ได้มีการประชุมครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 และมีมติเห็นชอบปริมาณการจัดสรรโควตานำเข้านมผงขาดมันเนย ปี 2569 เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ได้รับการจัดสรรโควตานำเข้าตามกรอบข้อตกลงขององค์การการค้าโลก(WTO) โดยให้ติดตามประกาศจากกรมการค้าต่างประเทศเพื่อดำเนินการนำเข้าต่อไป
ส่วนการนำเข้าภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีไทย- ออสเตรเลีย (TAFTA) และความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP)ให้นำเข้าตามปริมาณที่แจ้ง โดยกรมการค้าต่างประเทศจะลงปริมาณในระบบและให้ผู้ประกอบการดำเนินการนำเข้าตามปริมาณที่ได้รับต่อไป
แหล่งข่าวจากที่ประชุมมิลค์บอร์ด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เมื่อพิจารณาคำขอนำเข้านมผงของผุ้ประกอบการแม้จำนวนรายจะลดลงเหลือ 70 ราย จากปีแรกมีทั้งหมด 90 ราย จากการนำเข้าใน 3 กรอบข้อตกลง ข้างต้นมีปริมาณรวมกว่า 9 หมื่นตัน โดยภายใต้กรอบความตกลง TAFTA และ TNZCEP กำหนดปริมาณจัดสรรนมผงขาดมันเนย รวม 47,576.5 ตัน โดยแบ่งการนำเข้าเป็น 2 งวด ได้แก่ ครั้งที่ 1 ช่วงเดือนมกราคม–พฤษภาคม จำนวน 23,788.25 ตัน สำหรับครั้งที่ 2 ช่วงเดือนมิถุนายน–ธันวาคม
สำหรับการนำเข้านมผง ใน 2569 พบว่า บมจ.ฟรีสแลนด์คัมพิน่าฯ ขอนำเข้าสูงสุด 1.3 หมื่นตัน รองลงมา บจก. เอฟแอนด์เอ็น แดรีส์ฯ 1.05 หมื่นตัน , บจก. ซีพี-เมจิ 7,550 ตัน เป็นต้น แบ่งเป็นตามข้อตกลง WTO ปริมาณ 43,286ตัน, ตามข้อตกลง AFTA 6,515.75 ตัน และตามข้อตกลง TNZCEP17,272.50 ตัน รวมทั้งหมด 67,074.25 ตัน เป็นรอบแรกที่จะต้องนำเข้าในช่วงมกราคมถึงเดือนมิถุนายน และรอบ 2 ยังเหลือ 23,788.25 ตัน ในกรอบการค้าเสรีไทย- ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) รวมทั้งปี 90,862.5 ตัน
แหล่งข่าวจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม กล่าวว่า ในที่ประชุมมิลค์บอร์ด ทางผู้ประกอบการนมและ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ได้ระบุถึงปัญหาการขาดสภาพคล่อง ทำให้เป็นหนี้กับเกษตรกรประมาณ 1,000 ล้านบาท และหนี้ต่อเจ้าหนี้การค้าอีก 2,000 ล้านบาท แต่ยังยืนยันว่าจะรับซื้อนมจากเกษตรกรปริมาณ 219 ตัน/วัน แบ่งเป็นภาคสหกรณ์ 165 ตัน และส่วนที่เหลือเป็นฝ่ายเอกชน นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่นำเข้านมผงในกลุ่มที่ 2 ประกาศพร้อมยืนยันซื้อนมผงที่ผลิตในประเทศ
“เมื่อน้ำนมดิบของเกษตรกรขายได้แล้วก็ถือจบแล้ว จึงเป็นที่มาในการไม่ขัดขวางการนำเข้านมผงในปี 2569 อย่างไรก็ดี ต่อไปนี้ไทยต้องมีโรงงานนมผงเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ต้นทุนสามารถแข่งขันได้ เนื่องจากปัจจุบันไทยมีเพียงโรงเดียว และต้นทุนสูงมาก หากดำเนินการจริงจะต้องมีระบบแยกครีมขาย ซึ่งในเบื้องต้นการเจรจาจบลงจริง แต่ก็ต้องพิจารณาความจริงใจของภาคอุตสาหกรรมที่ช่วยเหลือรับซื้อน้ำนมดิบและนมผงที่แปรรูปจากน้ำนมดิบเกษตรกรไทยด้วยว่าจะรับซื้อจริงหรือไม่”
ขณะที่แหล่งข่าวอุตสาหกรรมนม ได้ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า จากในอดีตน้ำนมดิบในประเทศมีปริมาณรวม 3,500-3,800 ตัน/วัน ทำไมน้ำนมดิบไม่ล้นตลาด แต่ปัจจุบันมีน้ำนมดิบปริมาณรวมแค่ 3,050 ตันต่อวัน แต่ล้นตลาด ขณะที่ภาครัฐมีงบประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาททุกปีในโครงการอาหารเสริม(นม) โรงเรียนประจำในทุกรัฐบาล โดยไม่ต้องร้องขอเหมือนสินค้าเกษตรอื่นๆ ดังนั้นวิธีการแก้คือให้ผูกเอ็มโอยูในการรับซื้อนมครั้งละ 3-4 ปี ทั้งนี้การทำให้นมล้นตลาดมองว่าเป็นดีมานด์เทียมที่ต้องการปั่นกระแสให้เกิดโรงงานนมผงในประเทศเพิ่มหรือไม่
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,162 วันที่ 1 - 3 มกราคม พ.ศ. 2569