‘เอไอ’เขย่าโลกระลอกใหม่ 'ไอบีเอ็ม' ชี้ จาก ‘เทคล้ำ’ สู่ ‘กลไกทำเงิน’ - จับตาจุดเสี่ยง ’ฟองสบู่’
หากจะกล่าวว่าปี 2568 ที่ผ่านมาเป็นปีแห่งปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI คงไม่เกินเลยนัก เพราะถือเป็นปีที่ AI เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตมนุษย์มาก อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในแทบทุกแง่มุม ทั้งชีวิตประจำวัน ไปจนถึงเรื่องเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์การเมืองโลก ขณะที่ ปี 2569 ปีนี้จะเป็นปีที่ AI ถูกทดสอบในฐานะ “ของจริง” ที่ต้องสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ เศรษฐกิจ และนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม
ปี 2569 อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสลัดภาพจำเดิมๆ ของ AI ในฐานะโครงการนำร่องหรือเครื่องมือช่วยเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนให้ภาระงานที่ต้องทำซ้ำๆ เข้าสู่ยุคที่ AI กลายเป็นกลไกที่สำคัญในการผุดโมเดลธุรกิจใหม่ สร้างแหล่งรายได้ใหม่ และกำหนดความได้เปรียบในการแข่งขันในยุคดิจิทัล
สิ่งนี้สอดคล้องกับผลศึกษาที่ 95% ของผู้บริหารระดับสูงทั่วโลกมองว่า ภายในปีนี้ AI จะสามารถสร้างรายได้กลับคืนมาทดแทนเงินที่ลงทุนไปได้ (self-fund) อย่างน้อยบางส่วน
รายงาน APAC AI Outlook 2026 : Transferable Value Across Industries ที่ร่วมพัฒนาโดยสถาบันการศึกษาคุณค่าทางธุรกิจของไอบีเอ็ม หรือ IBV สะท้อนเทรนด์ AI ผ่านเลนส์ธุรกิจใน 5 อุตสาหกรรมหลักของภูมิภาค ครอบคลุมการเงิน โทรคมนาคม การผลิต พลังงาน และภาครัฐ รวมถึงแรงขับเคลื่อนด้าน AI ทั้ง 5 เรื่องที่มองไปไกลกว่า Generative AI หรือ Agentic AI
“จูฮี แมคคลีแลนด์” Managing Partner ของไอบีเอ็ม คอนซัลติ้ง เอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า องค์กรต่างๆ กำลังก้าวข้ามผ่านช่วงแห่งการทดลองไปสู่การสร้าง AI ที่มีการกำกับดูแลที่ดี สามารถอธิบายที่มาที่ไปได้ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความสำคัญทั้งในระดับชาติและระดับองค์กร ตั้งแต่การใช้โมเดลแบบอธิปไตย (Sovereign Models) ไปจนถึง AI ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังควอนตัม ภายใต้ระบบนิเวศ AI ที่ก้าวล้ำและน่าเชื่อถือ เหล่านี้กำลังปูทางให้องค์กรเติบโตได้อย่างมียุทธศาสตร์และยั่งยืน
‘เอไอ’ทรานส์ฟอร์ม5กลุ่มอุตฯเอเชีย
รายงาน APAC AI Outlook 2026 ได้เปิดเผยแนวโน้มสำคัญในการนำ AI ขับเคลื่อน 5 อุตสาหกรรมหลักของภูมิภาคในปีนี้ อย่างมีนัยสำคัญ
เริ่มที่ “กลุ่มการเงินและการธนาคาร” มองการนำ AI ไปช่วยพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่อย่าง “trust-as-a-service” นำจุดแข็งบริหารความเสี่ยง และการกำกับดูแลเชิงรุกช่วยเปิดแหล่งรายได้ใหม่ สร้างความต่างในการแข่งขัน หรือ “ซูเปอร์แอป” ที่ขับเคลื่อนด้วย AI มอบคำแนะนำแบบเรียลไทม์ที่เฉพาะเจาะจงกับแต่ละบุคคล ผ่านการสนทนาที่ลื่นไหลและเป็นธรรมชาติเสมือนมนุษย์ ขณะที่ AI agents จะทำงานร่วมกับระบบเดิมได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบการทำงานโดยไม่ต้องปรับรื้อระบบใหม่
ถัดมา คือ “กลุ่มการผลิต” จะเปลี่ยนผ่านจากระบบแยกส่วนไปสู่ซัพพลายเชนอัจฉริยะ และการผลิตอัตโนมัติเชิงคาดการณ์ที่ AI สามารถคาดการณ์ปัญหาเครื่องจักร ปรับการดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแบบเรียลไทม์ พร้อมก้าวสู่ Mass Personalization ในวงกว้างด้วย AI ขั้นสูงและเทคโนโลยี ดิจิทัล ทวินที่พัฒนาสินค้าได้รวดเร็วและคุ้มต้นทุน
“กลุ่มโทรคมนาคม” ผู้ให้บริการจะมองถึงการดึง Agentic AI เข้ามาดูแลเครือข่าย ระบบสนับสนุนการปฏิบัติการ และการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าแก้ไขปัญหาเร็วขึ้น ขณะที่ ระบบนิเวศ AI จะแปลงข้อมูลเป็นมุมมองเชิงลึกเรียลไทม์ และบริการดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มความร่วมมือแบบข้ามอุตสาหกรรมจะนำสู่รายได้ก้อนใหม่
ต่อมา คือ “กลุ่มพลังงาน” จะได้เห็น AI ช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ทำให้ระบบมีความอัจฉริยะ ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มเสถียรภาพโครงข่าย บูรณาการพลังงานหมุนเวียน จะได้เห็น Green AI ที่ AI ช่วยลดใช้พลังงานและคาร์บอนของตัวเองผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพฮาร์ดแวร์ เวิร์กโหลด และระบบระบายความร้อน ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับตัวได้เอง ครอบคลุมตั้งแต่ชิป ระบบปฏิบัติการ ไปจนถึงการติดตามการปล่อยคาร์บอน ช่วยให้ AI สร้างคุณค่าโดยไม่เพิ่มภาระพลังงานเกินจำเป็น
สุดท้าย “กลุ่มบริการภาครัฐ” AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ ความคล่องตัว ให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาคการเงิน เกษตรกรรม สาธารณสุข และการศึกษา ได้ในราคาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ขณะที่ปี 2569 หน่วยงานรัฐจะให้ความสำคัญกับ AI ที่มีความรับผิดชอบ ปลอดภัย มีจริยธรรม และโปร่งใส ผ่านกรอบการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง เพื่อลดความเสี่ยงและเสริมสร้างความไว้วางใจจากสังคม
5 เทรนด์ใหญ่เอไอเคลื่อนธุรกิจ
รายงานไอบีเอ็ม ยังได้สรุป 5 เทรนด์เทคโนโลยี AI ที่จะขับเคลื่อนองค์กรในภาคธุรกิจหลักทั้งห้า ประกอบด้วย 1.Internet of AI : Generative AI และ Agentic AI จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักองค์กร โมเดลพื้นฐานและโมเดลเฉพาะทาง จะทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การกำกับดูแล และนวัตกรรมในระดับใหญ่
ขณะเดียวกัน AI จะเคลื่อนจากดาต้าเซนเตอร์แบบรวมศูนย์ ไปสู่ระบบกระจายที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัว AI จะสามารถเรียนรู้ผ่านสมาร์ตโฟน IoT และอุปกรณ์เอดจ์ด้วยหน่วยความจำแบบถาวร การประมวลผลบนอุปกรณ์ และการออกแบบที่เน้นความเป็นส่วนตัว
2.AI ในฐานะตัวเร่งการเติบโต ประสิทธิภาพถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่แท้จริงของ AI จะเกิดขึ้นเมื่อ AI สร้างความต่างในการแข่งขัน พลิกโฉมโมเดลธุรกิจ และสร้างผลิตภัณฑ์ บริการ หรือแหล่งรายได้ใหม่ ทำให้ AI เปลี่ยนจากศูนย์ต้นทุนเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืน
3.ROI จาก AI ที่เชื่อถือได้ องค์กรที่ลงทุนด้านจริยธรรม AI สูง มีแนวโน้มสร้างกำไรและ ROI จาก AI ได้ดีกว่าอย่างต่อเนื่อง
4.อธิปไตยเอไอ (Sovereign AI) จะดำเนินไปควบคู่กับโมเดลเอไอระดับโลก โดยโมเดลท้องถิ่นและโครงสร้างพื้นฐานแบบ Sovereign จะเติบโต เพื่อตอบโจทย์อธิปไตยข้อมูล ความหลากหลายทางภาษา บริบทวัฒนธรรม และความมั่นคงของประเทศ สะท้อนการเปลี่ยนโครงสร้างภูมิทัศน์ AI โลก
5.Quantum & AI เมื่อควอนตัมคอมพิวติงเข้าใกล้จุด “Quantum Advantage” หรือเริ่มมีความได้เปรียบ เทคโนโลยีนี้จะมีศักยภาพเร่งการฝึกโมเดล AI ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพ การสุ่มตัวอย่าง และการจำลองระบบซับซ้อน กลับกัน AI ก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเวิร์กโฟลว์ควอนตัม ทั้งด้านอัลกอริทึม การแก้ข้อผิดพลาด และจัดสรรทรัพยากร
บทสรุปสำหรับธุรกิจเอเชีย-ไทย
จูฮี ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คือ นวัตกรรม AI ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ภายในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งอีกต่อไป
"เราเริ่มเห็นความก้าวหน้าในธุรกิจโทรคมนาคม ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาคการผลิต และต้นแบบจากภาคการผลิตเองก็กำลังถูกนำไปต่อยอดในภาคพลังงาน คุณค่าที่เรียนรู้ และการถ่ายทอดข้ามอุตสาหกรรมได้นี้เองช่วยเร่งความพร้อมด้าน AI ทั่วทั้งภูมิภาค ช่วยให้องค์กรก้าวกระโดดข้ามวงจรการพัฒนาแบบเดิมๆ สะท้อนให้เห็นว่าผู้นำองค์กรกำลังขยายผลการใช้ AI อย่างมีเป้าหมาย และมุ่งเน้นไปที่การเติบโตที่วัดผลได้จริง”
หากปี 2024 คือปีแห่งการ “ตื่นตัว” และปี 2025 คือปีแห่งการ “เร่งสร้าง” ปี 2026 จะเป็นปีที่ธุรกิจผู้ชนะ คือ ผู้ที่เปลี่ยน AI ให้กลายเป็นกำไรและความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง
จาก Gen AI สู่ยุค Agentic AI
ขณะที่ หนึ่งในเทรนด์ที่น่าจับตามองอย่างมาก คือ การขยับจาก Generative AI ซึ่งทำหน้าที่ “ช่วยคิด ช่วยสร้าง” ไปสู่ยุคของ Agentic AIที่สามารถวางแผน ตัดสินใจ และดำเนินการได้เอง
จากนี้ AI จะไม่ได้หยุดอยู่แค่การตอบคำถามหรือสร้างคอนเทนต์ แต่เริ่มเข้ามารับบทบาทเป็นผู้จัดการกระบวนการ ทำงานแทนมนุษย์ในงานที่มีความซับซ้อนและต่อเนื่องมากขึ้น
เซลส์ฟอร์ซ ระบุว่า ตลาด AI ในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ผลการวิเคราะห์จากภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 32.33% และมีแนวโน้มที่จะมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 233,000 ล้านบาทภายในปี 2574
การปฏิวัติทางเทคโนโลยีด้วย Agentic AI เปิดโอกาสการเติบโตครั้งสำคัญให้แก่องค์กรไทย ด้วยการเสริมศักยภาพการทำงานของบุคลากรผ่าน AI agents ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ยกระดับกระบวนการดำเนินธุรกิจ และพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น
เอไอต้นทุนจำเป็นของการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม ปี 2568 เห็นได้ชัดว่าการมี AI ใช้งานไม่ใช่ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ แต่กลายเป็น “ต้นทุนจำเป็น” ของการอยู่รอด องค์กรที่ไม่ลงทุนด้าน AI จะเริ่มเสียเปรียบทั้งด้านความเร็ว ต้นทุน และความสามารถในการตัดสินใจ ขณะที่องค์กรที่ลงทุนช้าหรือไม่เป็นระบบ จะเผชิญปัญหาการตามไม่ทันคู่แข่งมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับองค์กรภาครัฐ
จากการสำรวจของ การ์ทเนอร์ พบว่า ภายในปี 2569 นี้ 80% ของผู้บริหารงานด้านสารสนเทศในองค์กรภาครัฐจะเพิ่มงบประมาณไปกับ GenAI ขึ้นอีก 38% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงแรงกดดันในการขยายการใช้งาน GenAI ที่เพิ่มขึ้น สำหรับนำเสนอบริการสาธารณะที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ภาพนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในระดับองค์กร แต่ขยายไปถึงระดับประเทศ ประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล บุคลากร และกรอบกำกับดูแลที่พร้อม ย่อมดึงดูดการลงทุนและนวัตกรรมได้มากกว่า ประเทศที่ยังมอง AI เป็นเพียงเครื่องมือเสริม จะเสี่ยงต่อการถูกทิ้งไว้ข้างหลังในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก
กูรูเทคไทยชี้เอไอปี 69 สมรภูมิยังดุ
ด้าน ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการสถาบัน IMC วิเคราะห์ว่า เมื่อมองภาพรวมตลาด AI ช่วงรอยต่อปี 2025 ถึง 2026 กำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ แม้กูเกิล จะกลับมาผงาดในแง่เทคโนโลยี แต่ในแง่ของแบรนด์และการรับรู้ของผู้บริโภค คำว่า ChatGPT ยังคงเป็นคำสามัญประจำบ้านที่คนทั่วไปใช้เรียก AI ด้วยฐานผู้ใช้งานกว่า 700 ล้านคนต่อสัปดาห์ และส่วนแบ่งตลาดแชตบอตผู้บริโภคที่สูงถึง 75% ทำให้ OpenAI ยังคงมีความได้เปรียบมหาศาลในเชิงธุรกิจ
แต่บัลลังก์นี้ก็ไม่ได้มั่นคงถาวร เพราะคู่แข่งอย่างกูเกิล เริ่มหายใจรดต้นคอเข้ามาทุกที สังเกตได้จากจำนวนผู้ใช้แอป Gemini ที่พุ่งขึ้นมาแตะหลัก 650 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 450 ล้านคน
แล้วการแข่งขันนี้มีผลกระทบกับคนไทยอย่างไร แม้ผลทดสอบภาษาไทยอย่างเป็นทางการจะยังไม่เปิดเผย แต่สามารถคาดการณ์ได้ว่า Gemini 3.0 น่าจะหนึ่งในโมเดลที่ทำได้ดีที่สุดในภาษาไทย เพราะ กูเกิล มีคลังข้อมูลภาษาไทยมหาศาลจาก Search และ YouTube การที่โมเดลเข้าใจวิดีโอและภาพด้วยจะช่วยให้มันเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมและภาษาถิ่นได้ดีกว่า
จับตาโมเดลเอไอภาษาไทยTyphoon
ขณะเดียวกัน โมเดลสัญชาติไทยเอง ก็เริ่มสร้างพื้นที่ของตัวเอง เช่น Typhoon ที่พัฒนาต่อยอดมาเพื่อทำงานเฉพาะทางที่โมเดลต่างชาติยังทำได้ไม่ดีเท่า โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับเอกสารภาษาไทยที่มีความซับซ้อน เช่น ตาราง ฟอร์มราชการ หรือเข้าใจภาษาท้องถิ่น
ดังนั้น ยุคนี้จึงไม่ใช่ยุคของการยึดติดกับ AI ตัวใดตัวหนึ่งอีกต่อไป ธุรกิจและนักพัฒนาที่ฉลาดจะใช้วิธีผสมผสานโมเดลหลายตัว
สุดท้ายสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ คือ สงครามเงินทุน และการพัฒนาที่รวดเร็วอย่างบ้าคลั่ง คาดการณ์ว่าบริษัท เทคโนโลยีขนาดใหญ่จะทุ่มเงินรวมกันกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์ปี 2026 เพื่อชิงความเป็นหนึ่ง รอบการเปิดตัวผลิตภัณฑ์หรือโมเดลใหม่ที่เคยยาวนาน 6-7 เดือน จะถูกย่อลงเหลือเพียงไม่กี่เดือนหรืออาจเป็นไม่กี่สัปดาห์
ขณะที่ ทิศทางเทคโนโลยีจะมุ่งไปสู่ AI Agent หรือผู้ช่วยอัจฉริยะที่สามารถคิดและลงมือทำแทนมนุษย์ได้จริง ไม่ใช่แค่ตอบคำถาม ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโค้ดอัตโนมัติ การจองตั๋ว หรือการจัดการงานเอกสารที่ซับซ้อน
โอกาสศก.หรือฟองสบู่ครั้งใหญ่
ขณะที่ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ยังคงมีความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI อย่างต่อเนื่องจากปี 2568 มาจนถึงปี 2569 เพราะนักลงทุนได้ทุ่มเม็ดเงินลงทุนในระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ความเป็นจริงแทบไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า เม็ดเงินเหล่านี้จะสร้างผลตอบแทนกลับมาได้ตามที่คาดหวังหรือไม่
บริษัทเทคโนโลยีที่ใช้จ่ายเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ไปกับชิปขั้นสูงและศูนย์ข้อมูล ไม่เพียงเพื่อรองรับการใช้งานแชตบอตอย่าง ChatGPT, Gemini และ Claude ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังเพื่อเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า นั่นคือการเคลื่อนย้ายกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากมนุษย์ไปสู่แมชีน ค่าใช้จ่ายสุดท้ายอาจพุ่งไปถึงระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ โดยแหล่งเงินทุนมาจากทั้งเวนเจอร์แคปิตอล หนี้ และช่วงหลังยังรวมถึงโครงสร้างการเงินแบบวนลูปที่แปลกใหม่ ซึ่งสร้างความกังวลในหมู่นักลงทุนวอลล์สตรีท
‘จีน’ ในสมรภูมิชิปและเอไอ
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ และส่งผลต่อถึงปีนี้คือ การที่ “จีน” ก้าวขึ้นเป็นตัวแปรสำคัญสมรภูมิ AI โลก นับตั้งแต่เปิดตัวแชตบอตสัญชาติจีนอย่าง DeepSeek ท่ามกลางข้อจำกัดด้านชิปขั้นสูงจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ จีนเลือกเดินเกมต่างออกไปโดยมุ่งพัฒนา AI ที่เน้น “ประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ” มากกว่าการไล่ตามโมเดลขนาดยักษ์ของตะวันตก
DeepSeek ถูกมองว่าเป็น “สัญญาณเตือน” ต่ออุตสาหกรรม AI โลก หลังโมเดลของจีนสามารถแข่งขันได้ในหลายด้านด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ การปิดล้อมส่งออกชิปและเทคโนโลยีชิปขั้นสูงจากสหรัฐและชาติพันธมิตร ทำให้จีนต้องเร่งเครื่องพัฒนาห่วงโซ่อุปทานเอไอของตนเองอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการพัฒนาชิปขั้นสูง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนได้ผนวก AI เข้าเป็นแกนหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ผลักดันการใช้งานจริงในอุตสาหกรรม เมืองอัจฉริยะ และภาครัฐ นักวิเคราะห์มองว่า การแข่งขันด้าน AI ระหว่างจีนและสหรัฐกำลังเปลี่ยนจาก “ใครมีโมเดลใหญ่กว่า” ไปสู่ “ใครนำ AI ไปใช้ได้กว้างและคุ้มค่ากว่า”