เปิดสูตรรัฐบาล-แกนนำต้อง 150 ขึ้น นโยบายเศรษฐกิจกินได้ชี้ขาดชัยชนะ
30 วันก่อนเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิลงทะเบียนเลือกล่วงหน้า 2.4 ล้านคน “สติธร ธนานิธิโชติ” นักรัฐศาสตร์ จุฬาฯ วิเคราะห์ปัจจัยชี้ขาดไม่ใช่แคนดิเดตนายกฯ 3 พรรคใหญ่เปิดตัวไม่เร้าใจ ชี้เกมตัดเชือกอยู่ที่นโยบายต้องกินได้ เผยตัวเลขคาดการณ์ พรรคอันดับ 1 ต้องมี 150 เสียง เปิดสูตรจัดตั้งรัฐบาลมัดรวมภูมิใจไทย-เพื่อไทย-กล้าธรรม คืนทำเนียบ อีกขั้วต้องลุ้นให้พรรคประชาชนยืนพื้น 150 เสียงจับขั้วเพื่อไทย บวกพรรคเล็ก จับตาประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์คืนชีพ ปิดฉาก “พรรคทหาร”
กกต.สรุปยอดเลือกตั้งล่วงหน้า
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปยอดจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง 17 วัน ระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568-วันที่ 5 มกราคม 2559 รวมจำนวน 2,410,425 คน โดยมีผู้ขอลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง 8,247 คน มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งจำนวน 2,262,643 คน ผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรจำนวน 139,535 คน
ขณะที่จำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิที่ออกเสียงประชามตินอกเขตออกเสียงประชามติและนอกราชอาณาจักรรวม 3 วัน ที่เปิดให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 3-5 ม.ค. 2569 โดยมีประชาชนลงทะเบียนรวม 1,598,056 คน โดยเป็นผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตออกเสียงจำนวน 1,502,390 คน และมีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรจำนวน 95,666 คน
แคนดิเดตนายกฯไม่เร้าใจ
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ศึกเลือกตั้ง 30 วันสุดท้ายว่า จะต้องวัดกันที่ความแตกต่างของบุคคลที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี การเลือกตั้งปี 2566 มีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรคก้าวไกล กับฝั่งพรรคเพื่อไทย มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ฝ่ายเดิมยังมีลุงตู่ ลุงป้อม (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) แคนดิเดตนายกฯ
ย้อนไปเลือกตั้งปี 2562 มีกระแสลุงตู่ฟีเวอร์ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) คนไม่เลือกลุงตู่ก็ไปเลือกพรรคอื่น คือพรรคอนาคตใหม่ ที่มีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นแคนดิเดตนายกฯ เมื่อเทียบกันจะมีความแตกต่างตัวบุคคล ทำให้คนตัดสินใจเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งเพราะตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
แต่การเลือกตั้งปี 2569 ปัจจัยแคนดิเดตนายกฯดูเบาลง เพราะแคนดิเดตนายกฯแต่ละพรรคไม่เด่นไปกว่ากัน ฝั่งพรรคภูมิใจไทย มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยกระดับขึ้นมา แต่กระแสไม่เท่ายุค พล.อ.ประยุทธ์ ฝั่งพรรคประชาชนมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ศิริกัญญา ตันสกุล และวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็ไม่พีกเท่ายุคนายธนาธร หรือนายพิธา
ตัวเลือกอื่น ๆ เช่น เพื่อไทย มี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ก็มีประมาณหนึ่ง แต่ไม่โดดเด่นมากเท่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ส่วนตัวเลือกที่ไม่มีโอกาสเป็นนายกฯ เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตพรรคประชาธิปัตย์
นโยบายใหม่ปัจจัยชี้ขาด
ดร.สติธรในฐานะนักคณิตศาสตร์การเมืองวิเคราะห์ว่า ปัจจัยแคนดิเดตนายกฯจะกลายเป็นปัจจัยรองอย่างน่าตกใจ และจะมีปัจจัยที่ใหม่คือเชิงอุดมการณ์ จุดยืนที่จะทำให้คนที่ยังไม่ตัดสินใจลงคะแนนให้ใครจะต้องมาเลือก เป็นจุดยืนของใครของมัน เช่น ถ้ารักชาติ อุดมการณ์อนุรักษนิยม ก็เลือกฝั่งหนึ่ง แต่ถ้าอีกฝ่ายอุดมการณ์ต้องการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปก้าวหน้า ก็เลือกพรรคส้ม ขณะที่คนตรงกลางระหว่าง 2 ขั้วยังไม่มีปัจจัยที่ทำให้เขามาเลือก
ดังนั้น สุดท้ายกลับไปปัจจัยคือนโยบาย ที่ฟังแล้วปฏิบัติได้จริง ซึ่งมีหลายเรื่องปนกัน เศรษฐกิจ ปากท้อง ความมั่นคง แล้วปัจจัยแบบนี้จะไปพ่วงกับตัวบุคคลที่จะมาทำงาน
“กระแสจึงมาอยู่ที่ว่า ทำไมพรรคภูมิใจไทยเปิดตัว 3 รัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์, นายเอกนิติ นิติทันฑ์ประภาศ) แล้วทำไมดูได้ เพราะสเกลไปลงที่ระดับนโยบายที่พอเห็นภาพ เช่น เรื่องต่างประเทศ ใช้คนเป็นตัวชู แนวนโยบายของรัฐบาลมีนายสีหศักดิ์เป็นแบรนด์ ถ้าเรื่องค้าขายมีนางศุภจี ด้านเศรษฐกิจมหภาคก็จะเห็นนายเอกนิติ
ส่วนพรรคประชาชนปรับกลยุทธ์มาสู้ด้วยการเปิดตัวว่าที่รัฐมนตรี เพื่อให้คนเห็นภาพว่าหน้าแบบนี้จะทำเรื่องนี้ เพื่อให้คนเห็นภาพ เช่นการเปิดตัว รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน เป็นว่าที่ รมว.ยุติธรรม มาบอกว่าจะมาปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม กฎหมาย องค์กรอิสระ ได้หน้านักกฎหมายมาโชว์ สุดท้ายวัดพลังให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตัดสินใจ” ดร.สติธรกล่าว
แคมเปญล้างทุนเทาบี้พรรคสีเขียว
อาจารย์จากรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า นโยบายที่พรรคการเมืองชูแคมเปญ “ไม่เอาสีเทา” ในโค้งแรกทำท่าว่าจะเด่น แต่สุดท้ายภาพแคมเปญนี้ก็เบลอ เพราะทุกพรรคใช้วิธีไม่เอาเทา จะปราบเทากันทุกพรรค และกลายเป็นเหมือนมีพรรคที่รับกระสุนไว้พรรคเดียว คือพรรคสีเขียว ตอนนี้พอพูดถึงเทา คนก็จะนึกถึงพรรคสีเขียว คนไม่คิดถึงพรรคอื่น ซึ่งพรรคสีเขียวรับไปเขาก็ไม่สนใจ เพราะเขาไม่ใช่พรรคกระแส ทำให้พรรคอื่นลอยตัว
“ที่พรรคประชาชนบอกว่ามีเราไม่มีเทา ก็ไม่เด่น มีเราไม่มีเทายังไงก็อธิบายยาก ไม่มีใครเด่นจริงจังเรื่องเทา แทนที่จะเป็นกระแสว่าเราจะปราบเทากันยังไง มันจึงถูกกลบ ทั้งที่ในตอนแรกคิดว่าน่าจะเป็นตัวชี้ขาดกันได้ ว่าใครชัดเจนปราบเทามากกว่าอาจจะได้กระแสไป แต่ปรากฏว่าทำไม่ได้ เพราะตัดกันไม่ขาด”
ดร.สติธรเปรียบเทียบกับเลือกตั้ง 2 ครั้งว่า เลือกตั้ง 2566 เรื่องแก้ไม่แก้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มีส้มพรรคเดียวที่พูดชัด พรรคอื่นกั๊ก พอโยนคำถามไปทุกเวทีดีเบตจึงมี Impact กับความรู้สึกคนว่าพรรคนี้ขัด หรือเรื่องเดิมที่เคยเป็นจุดตัดคือ คำถามจะร่วมรัฐบาลกับพรรคนี้พรรคนั้นได้ไหม ในปี 2566 ใครร่วมพรรคลุงอาจจะไม่ได้กระแส ไม่ร่วมพรรคลุงกลายเป็นพรรคที่ชัดเจนแล้วได้คะแนน
แต่การเลือกตั้งรอบ 2569 พรรคที่ทำท่าไม่ร่วมพรรคเทาแล้วยังไงต่อ สร้างภาพว่าพรรคเทามีอยู่พรรคเดียว และพรรคสีเขียวก็ไม่ใช่พรรคใหญ่อีก เมื่อถามว่าร่วมรัฐบาลกับใครได้ ก็ไม่มีใครกล้าพูดชัด แดง (พรรคเพื่อไทย) ออกตัวได้ทุกสี น้ำเงิน (พรรคภูมิใจไทย) ท่าทีขึงขังแต่ก็ไม่ปิดโอกาสส้ม ส้ม (พรรคประชาชน) บอกว่าไม่ร่วมใครเลย โหวตเราให้ได้ 250 เสียง ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะมันไม่เป็นจริง สุดท้ายก็ต้องมีความชัดเจนอยู่ดีว่าจะร่วมรัฐบาลใครได้ ด้วยเงื่อนไขอะไร
ปรากฏการณ์เลือกคนที่รักใน สส.เขต
ดร.สติธรวิเคราะห์ว่า ถ้ากระแสยังเบลอ ๆ แบบนี้ สิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดคือนโยบายที่ประชาชนดูแล้วเป็นจริงได้ ผ่านการมีตัวบุคคล ผู้รับสมัคร สส.ที่ทำให้พรีเซนต์ได้ แล้วโหวตเตอร์เชื่อมือ ก็โหวตพรรคนี้ ได้เหมือนกัน หรือคนก็อาจจะไปเลือกผู้สมัคร สส. คนที่ชาวบ้านรักในระบบเขตไปเลย แปลว่าพรรคไหนที่มีคนหน้าชัด ๆ ในพื้นที่ คนเห็นหน้าเห็นตาผู้สมัคร อาจจะได้เปรียบ โดยคนไม่ดูว่าสังกัดพรรคอะไรด้วยซ้ำ เพราะภาพใหญ่ทั้งนโยบายรวมถึงแคนดิเดตนายกฯ ไม่ชัดเจนเพียงพอ
“ยังไม่นับปรากฏการณ์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ที่กลับมาลงเลือกตั้งครั้งนี้ คนคงเลือก สส.บัญชีรายชื่อเยอะ แต่บัตร สส.เขต คนคงไปไล่ดูว่าหน้าตาผู้สมัครใช้ได้ไหม โดยไม่สนว่าเป็นพรรคประชาธิปัตย์หรือเปล่า เช่นเดียวกับภาคเหนือ ภาคอีสาน ก็อาจเกิดเช่นนี้ได้ ถ้าปัจจัยกระแสภาพรวมเบลอแบบนี้ สุดท้ายคนก็จะเลือกในรูปแบบนี้ โดยเลือกคนที่รักใน สส.เขต หากเป็นเช่นนี้พรรคภูมิใจไทยได้เปรียบ มีคนที่แข็งแรงในพื้นที่มากกว่าพรรคอื่น
เปิดสูตรจัดตั้งรัฐบาล
ดร.สติธรคาดการณ์สูตรการจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ถ้าวิเคราะห์การเมืองจากเวลาช่วงนี้ยังเข้าทางพรรคภูมิใจไทยอยู่ พรรคภูมิใจไทยก็จะมาที่ 1 และคู่จัดตั้งรัฐบาลที่ทำให้จัดตั้งได้ง่ายคือพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์
แต่ถ้าพรรคประชาชนพลิกกระแสกลับตอนจบมาเป็นที่ 1 ก็ต้องเป็นพรรคประชาชนบวกกับพรรคเพื่อไทย โดยที่พรรคประชาชนได้ สส. 150 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทยได้ 80-90 ที่นั่ง บวกพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคเล็ก ๆ ก็จัดตั้งรัฐบาลได้สวยงามแล้ว แต่พรรคประชาชนต้องได้ที่ 1 ก่อน
“ตอนนี้ถ้าประเมินว่าพรรคไหนได้ที่ 1 ต้องได้ 150 ที่นั่ง ถ้าพรรคภูมิใจไทยได้ 150 ที่นั่ง พรรคประชาชนต้องได้ต่ำกว่า ผลจะสลับกันแบบนี้ เพราะ 2 พรรคนี้จะไปวัดกันที่ สส.เขต ถ้าพรรคประชาชนจะแย่งการจัดตั้งรัฐบาลจากพรรคภูมิใจไทยได้ ต้องรักษา 112 เขตที่เคยชนะปี 2566 ให้ได้ ห้ามเสียให้พรรคภูมิใจไทย โจทย์ง่ายแค่นี้ แต่ที่น่ากังวลคือพรรคประชาชนจะเสียพื้นที่ให้พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีช่องว่าง 30 เขต สวนกันไปมา เพราะพรรคประชาชนได้ปาร์ตี้ลิสต์มากกว่าภูมิใจไทยอยู่แล้ว โจทย์นี้จึงวัดที่ สส.เขต” ดร.สติธรกล่าว
ปชน.เปิดตัว รมว.ต่างประเทศ
ด้านความเคลื่อนไหวการหาเสียงของพรรคการเมือง พรรคประชาชนเปิดทีมบริหารรัฐบาลประชาชน โดยเป็นคลิปสัมภาษณ์นายมุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคือนายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีต 250 สว. อดีตเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศ
ธนาธรการันตีไม่โหวตอนุทิน
ด้านนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน เดินทางไปเพื่อช่วยหาเสียงให้กับ “ปุ๊กปูน” น.ส.พุทธชาด จินตะเวช ผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี เขต 4 พร้อมกล่าวว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเลือกใครคนนั้นก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีสมาชิกวุฒิสภามาร่วมโหวตแล้ว ต่างจากการเลือกตั้งปี 2566 ที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล ถูกสกัดจนไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาชนจะไม่มีการขานชื่ออนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีอีก ตามที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ประกาศไว้
ยศชนันจอง ก.เศรษฐกิจ
ด้านนายศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากลงพื้นที่สมุทรสาคร ให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งว่า วันนี้หากเราจะมีรายได้สูง กระทรวงไหนที่เรามีความจำเป็นต้องยึดโยงเกี่ยวกับเรื่องการเงิน การเกษตร การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ จะพิจารณาเพื่อที่สามารถสานต่อไปในแนวทางที่ทำให้ประเทศมีรายได้สูงขึ้น
“ทุกเรื่องคือเรื่องของเศรษฐกิจและปากท้อง และหากพรรคเพื่อไทยได้รับโอกาสเข้าไปเป็นรัฐบาล และจัดตั้งรัฐบาล แน่นอนว่าโดยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ตนเองจำเป็นที่จะต้องดูแลเรื่องนี้โดยตรงอยู่แล้วด้วย หากตนเองได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะไม่ทิ้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แน่นอน”
ปิดฉาก “พรรคทหาร”
อีกความเคลื่อนไหวที่สำคัญคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 6 มกราคม 2568 และให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน เป็นการปิดฉากพรรคการเมืองที่ต่อเนื่องจากการรัฐประหาร 2557 ที่มีคณะนายทหารระดับสูงร่วมเป็นกรรมการบริหารพรรค และผ่านการลงเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดสูตรรัฐบาล-แกนนำต้อง 150 ขึ้น นโยบายเศรษฐกิจกินได้ชี้ขาดชัยชนะ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net