IAA คาดเป้า SET แตะ 1,389 จุด จับตาเลือกตั้ง-รัฐบาลใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจ
IAA คาด SET Index สิ้นปี 69 ปิดที่ 1,389 จุด ได้แรงหนุนจากปัจจัยการเมืองในประเทศและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เป็นตัวแปรสำคัญใน Q1 พร้อมเสนอแนะรัฐบาลคลอดมาตรการ "คนละครึ่ง-แก้หนี้" ควบคู่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นดึงเงินทุนไหลเข้า
6 มกราคม 2569 นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผยผลสำรวจมุมมองการลงทุนปี 2569 จากสมาชิกนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนรวม 24 สำนัก โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดัน ส่งผลให้การเติบโตของ GDP ปี 2569 อยู่ในระดับต่ำกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า
ทั้งนี้ สมมติฐานหลักของผลสำรวจระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปี 2569 อยู่ที่ 64 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ GDP ไทยปี 2569 มีผู้คาดการณ์ต่ำสุดที่ 1.4% และสูงสุดที่ 2% โดยมีค่าเฉลี่ย 1.67% ปรับลดลงจากการสำรวจเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งอยู่ที่ 1.9% ส่วนอัตราผลตอบแทนไร้ความเสี่ยง (Risk Free Rate) ที่ใช้ในการประเมินมูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.82% และ Risk Premium ของตลาดหุ้นไทยเฉลี่ย 7.85%
สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนจนถึงสิ้นปี 2569 ปัจจัยบวกสำคัญคือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศ โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 91.3% มองว่าเป็นแรงหนุน รองลงมาคือทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ 82.6% และปัจจัยการเมืองในประเทศ 60.9%
ขณะที่ปัจจัยลบหลักยังคงเป็นภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งมีผู้ตอบ 60.9% มองว่าเป็นแรงกดดัน ตามด้วยการเมืองต่างประเทศ 56.5% และเศรษฐกิจโลก 50%
ปัจจัยที่นักวิเคราะห์ให้น้ำหนักเป็นพิเศษในไตรมาส 1 ปี 2569 ได้แก่ การเมืองในประเทศ โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งและความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รวมถึงสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ
ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ณ สิ้นปี 2569 นักวิเคราะห์ 72.73% คาดว่าจะปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1% ขณะที่ 13.64% มองว่าอาจลดลงเหลือ 0.75% และอีก 13.64% คาดว่าจะทรงตัวที่ 1.25% จากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 1.25% (ข้อมูล ณ วันที่ 6 มกราคม)
ส่วนกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดในปี 2568 คาดเฉลี่ยที่ 86.13 บาทต่อหุ้น ใกล้เคียงกับผลสำรวจครั้งก่อน และคาดว่าในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 91.17 บาทต่อหุ้น ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางบวก คาดว่าจะปิดสิ้นไตรมาสแรกที่ระดับ 1,322 จุด และตลอดทั้งปีแกว่งตัวในกรอบ 1,187–1,427 จุด ก่อนปิดสิ้นปี 2569 ที่ 1,389 จุด
ในด้านกลยุทธ์การลงทุน นักวิเคราะห์แนะนำให้กระจายพอร์ตการลงทุน โดยจัดสรรสัดส่วนเงินสดและเงินฝากระยะสั้น 9.17% กองทุนตราสารหนี้ 21.75% หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 30.63% หุ้นหรือกองทุนหุ้นไทย 19.92% ทองคำหรือกองทุนทองคำ 10.46% กองทุนอสังหาริมทรัพย์หรือ REIT 7.63% และสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น Bitcoin หรือ ตราสารหนี้ระยะสั้น 0.46%
สำหรับการลงทุนต่างประเทศ แนะนำกองทุนตราสารหนี้สหรัฐฯ รวมถึงกลุ่ม AI-Technology และ Healthcare ตลอดจนการลงทุนแบบคัดเลือกในเอเชีย เช่น จีน ฮ่องกง อินเดีย และญี่ปุ่น โดยหลักทรัพย์ต่างประเทศและทองคำในรูปแบบ DR ที่ได้รับการแนะนำตรงกันตั้งแต่ 7 สำนักขึ้นไป ได้แก่ AAPL80, BIDU80 และ NVDA80
ส่วนการลงทุนในหุ้นไทย แนะนำเพิ่มน้ำหนักในกลุ่มค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม ธนาคาร ท่องเที่ยว การแพทย์ เทคโนโลยี และการสื่อสาร ขณะที่ควรลดน้ำหนักในกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
หุ้นไทยที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 5 สำนักขึ้นไป ได้แก่ ADVANC, CPALL, GULF, KTB และ MTC ขณะที่หุ้นที่ควรหลีกเลี่ยงคือหุ้นบางบริษัทในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ราคาปรับขึ้นเกินพื้นฐาน และหุ้นกลุ่มพลังงาน
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจอย่างคุ้มค่างบประมาณ ทั้งการเร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเชิงโครงสร้าง การออกเกณฑ์ TISA ที่ชัดเจน การกระตุ้นกำลังซื้อ การส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน การใช้กลไกร่วมลงทุนรัฐ–เอกชน (PPP) รวมถึงการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งมวลชน การบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาอุตสาหกรรม New S-Curve เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว