"ศุภจี" ชี้ลงนามขายข้าวรัฐบาลสิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร
"ศุภจี" ชี้ลงนามขายข้าวรัฐบาลสิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร บอกแม้ไม่มากแต่เป็นจุดเริ่มต้นยกระดับสินค้าเกษตรไทย เล็งขยายไปยังสินค้า-ภูมิภาคอื่น ตั้งเป้า 20 โครงการ ภายใต้นโยบายครม.เศรษฐกิจ ยันติดตามราคาสินค้าใกล้ชิดช่วงน้ำท่วม คาด นบข.คุยนัดแรกสัปดาห์หน้า
วันที่ 9 พ.ย. 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการต่อยอด ภายหลังลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOC) ด้านการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสิงคโปร์ 1 แสนตัน ว่าการเซ็นสัญญากับสิงคโปร์ เป็นการเซ็นสัญญาแบบรัฐต่อรัฐครั้งแรก ซึ่งสิงคโปร์ซื้อข้าวจากไทยอยู่แล้วในรูปแบบที่เอกชนซื้อเอง มีปริมาณที่ไม่สามารถกำหนดได้ตายตัว ขึ้นอยู่กับอุปสงค์อุปทานในแต่ละปี แต่การเซ็นครั้งนี้ มี 2 ระยะ คือเซ็นแบบรัฐต่อรัฐครั้งแรก และการเซ็นในลักษณะการให้ความมั่นคงมากกว่าการขายข้าวปกติ เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่ยังพึ่งพาการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีสิ่งที่ควบคุมไม่ได้หลายอย่าง เช่น ปัจจัยด้านภูมิอากาศ ภูมิรัฐศาสตร์ โรคระบาด ทำให้หลายระเทศที่ต้องนำเข้าอาหารหรือวัตถุดิบมีความกังวลว่าจะสามารถดูแลประชากรอย่างไร จึงใช้ประเด็นนี้ในการบอกว่าประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมและมีสินค้าเกี่ยวกับอาหารมากมายเป็นวัตถุดิบให้ได้ เราจึงบอกว่าถ้าเช่นนั้นจะเลือกคุยกับพันธมิตรที่เราจะให้ความมั่นคงทางอาหารเมื่อเกิดความเสี่ยง สิงคโปร์ก็เห็นชอบในหลักการนี้ ดังนั้นในการเซ็นครั้งนี้ เราไม่ได้เซ็นกับกระทรวงพานิชย์ ซึ่งปกติจีทูจีส่วนมาเป็นพาณิชน์กับพาณิชย์ หรือการค้ากับการค้า แต่ครั้งนี้เราเซ็นกับกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่น่าสนใจ โดยเริ่มที่ข้าว แม้จำนวนไม่มากแต่เป็นการพิสูจน์ว่าโมเดลนี้น่าจะใช้ได้หลังเซ็นซึ่งเรื่องข้าวแล้ว ทางสิงคโปร์ก็บอกว่าอยากจะต่อไปที่สินค้าเกษตรอย่างอื่นด้วยเช่นกัน มีการคุยเรื่องเนื้อหมูสด ไก่ สินค้าเกษตรอีกหลายอย่าง และในคอนเซปต์เดียวกันนี้ เรามีโอกาสคุยกับผู้นำหลายประเทศในการประชุมอาเซียนซัมมิท และเอเปค รวมถึงการที่ตนได้ไป China International Import Expo 2025 (CIIE 2025)ที่เซี่ยงไฮ้ ได้พบผู้นำโซนตะวันออกกลาง ที่มีความสนใจเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มองว่าแม้จำนวนที่เซ็นกับสิงคโปร์จะไม่มากนัก แต่เป็นโมเดลใหม่ที่น่าจะต่อยอดได้มากกว่าเรื่องข้าว และนำไปขยายต่อในต่างประเทศได้
ส่วนมีประเทศไหนที่จะนำโมเดลนี้ไปพูดคุยต่อบ้างนั้น นางศุภจีกล่าวว่าตอนนี้พูดคุยหลายประเทศ ทั้งในอาเซียน ที่จับมือคุยกันว่ามีผลิตภัณฑ์ไหนที่มีความเหมาะสม ในตะวันออกกลาง อเมริกาเหนือ ยุโรปก็มีคุยบ้าง
ส่วนตั้งเป้าไว้หรือไม่ว่าโมเดลจะขายข้าวได้ประมาณเท่าไหร่ นางสาวศุภจีกล่าวว่ายังไม่ได้ตั้งเป้าแบบนั้น ตอนนี้เป็นการเริ่มต้น แต่จะพยายามมีเป้าที่ชัดเจนขึ้น
ส่วนนอกจากแอคชันแพลนเรื่องการขายข้าว มีเรื่องอื่นที่อยากทำก่อนครบระยะเวลา MOA หรือไม่ นางศุภจีกล่าวว่ามีหลายเรื่อง โครงการทั้งหมด 20 โครงการที่ตอบโจทย์ 7 นโยบายของเรา ซึ่งสอดประสานกับนโยบายของ ครม.เศรษฐกิจ ซึ่งใน 4 เดือนนี้ตั้งเป้าไว้ 20 โครงการ ประมาณ 70 กิจกรรม ล่าสุดคือ สุขกาย สบายกระเป๋า ซึ่งเป็นการร่วมมือของกระทรวงพาณิชย์ สมาคมโรงพยาบาลเอกชน อย. สาธารณสุข มอบทางเลือกให้ประชาชนเลือกซื้อยาในราคาที่ไม่สูงเกินไป โครงการธงฟ้า ธงเขียว การพัฒนาทักษะ SME เสริมแฟรนไชน์โมเดล ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเล็กๆเติบโตเร็วโดยไม่ต้องใช้ทุนเยอะ
ส่วนเรื่องการดูแลราคาสินค้าในช่วงน้ำท่วมนั้น นางศุภจีกล่าวว่ากระทรวงพาณิชย์ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มีการประเมินอุปสงค์ อุปทานล่วงหน้าว่าราคาสินค้าเป็นอย่างไร โดยสิ่งที่สนใจมากตอนนี้คือ ข้าว ซึ่งตอนนี้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว หรือนบข. โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งต้องคุยกันอย่างรวดเร็วว่าจะมีนโยบายอะไรออกมาช่วยเกษตรกรชาวนา ในระยะเวลาอันสั้นนี้ คาดว่าสัปดาห์หน้าจะมีการคุยกันรอบแรก
ขณะเดียวกันนางศุภจีไม่ได้ตอบคำถามว่าหากพรรคภูมิใจไทยทาบทามให้อยู่ต่อหลังทำงานครบ 4 เดือน จะตัดสินใจอย่างไร