สงครามโดรน (16) สงครามของปัจเจกบุคคล
ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
สงครามโดรน (16)
สงครามของปัจเจกบุคคล
“ความมีศีลธรรมของรัฐประชาชาติในระเบียบโลกสมัยใหม่ถูกท้าทายอย่างต่อเนื่องด้วยกิจวัตรของการสังหารเป้าหมายบุคคล ที่ปัจเจกบุคคลถูกจัดการสะสางด้วยเพียงการกดปุ่ม [การโจมตีของโดรน] เท่านั้น”
Ian G. R. Shaw
Predator Empire (2016)
การปรับเปลี่ยนบทบาทของโดรน อันเป็นผลจากความสำเร็จในการติดอาวุธปล่อยใต้ปีกนั้น ทำให้โดรนขยับจากการเป็น “นักล่า” ได้กลายเป็น “นักฆ่า” อย่างสมบูรณ์ ซึ่งหากกล่าวในทางทฤษฎีแล้ว เราได้เห็นถึงสภาวะของ “สงครามโดรน” (dronification of war หรืออีกนัยหนึ่งคือ สงครามถูกทำให้เป็นเรื่องของโดรน) ได้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
การเกิดของ “เพชฌฆาตเวหา” เช่นนี้ สะท้อนจากขีดความสามารถของโดรนในภารกิจของการล่าสังหาร ซึ่งภารกิจนี้อยู่ภายใต้คำ 3 คำ คือ “find, fix, and finish” หรืออาจแปลด้วยสำนวนไทยว่า “พบ ยิง จบ” และเมื่อรวมเข้ากับความสามารถในการบินได้ในระยะไกลแล้ว โดรนก็กลายเป็น “มือสังหารข้ามทวีป” ได้ไม่ยาก หรือในอีกด้านหนึ่งอากาศยานไร้คนขับเช่นนี้คือ “สไนเปอร์ลอยฟ้า” ที่มีพิสัยการยิงระยะไกลอย่างที่เราอาจนึกไม่ถึงเลย เพราะบุคคลเป้าหมายอาจถูกสังหารอยู่ไกลมาก และถูกจัดการด้วยเพียงการกดปุ่มสั่งจากระยะไกล
ในอดีต การสังหารบุคคลเป้าหมายอาจเป็นเรื่องของการใช้ “นักฆ่า” เพื่อจัดการกับบุคคลดังกล่าว นักฆ่าเช่นนี้มักจะเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง (เช่น สายลับที่เป็นมือสังหาร) หรืออาจเป็นเจ้าหน้าที่ทางทหารโดยตรง (เช่น ชุดล่าสังหารหัวหน้าผู้ก่อการร้าย) แต่ภารกิจนี้ในปัจจุบันเป็นเรื่องของโดรน และการใช้ “โดรนล่าสังหาร” ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของโลกนั้น กำลังถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติในเวทีระหว่างประเทศไปแล้ว
สภาวะเช่นนี้เป็นสัญญาณอีกด้านหนึ่งว่า เรากำลังเห็นรูปแบบสงครามใหม่ที่อาจต้องเรียกว่า “สงครามขนาดเล็กของปัจเจก” (individualized small war หรือในความหมายว่า สงครามขนาดเล็กที่ถูกทำให้เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล) ภาวะดังกล่าวกำลังเกิดและขยายตัวไปทั่วโลก โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของความไกลของพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เป็นเครื่องขวางกั้นเช่นในอดีตแต่อย่างใด จนอาจกล่าวในภาพมหภาคจากความเปลี่ยนแปลงของระบบอาวุธชนิดนี้ได้ว่า “โลกกำลังถูกจัดใหม่ให้เป็นพื้นที่สนามรบ”
จุดเริ่มของเพชฌฆาตเวหา
การบินในภารกิจทางทหารของโดรนนั้น อาจเทียบเคียงด้วยการย้อนกลับไปพิจารณาถึงการบินของกองทัพอากาศอังกฤษในยุคอาณานิคม ที่เครื่องบินเหล่านี้จะทำการบินในภารกิจของ “การรักษาความสงบเรียบร้อยทางอากาศ” (Air Policing) เช่นที่ ทอ.อังกฤษใช้ในตะวันออกกลางในช่วงทศวรรษที่ 1920 เป็นต้น
การใช้ “นภานุภาพ” ในการควบคุมพื้นที่เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยสำหรับจักรวรรดิอังกฤษนั้น ต้องถือว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องใหม่ เพราะเป็นการนำเอาเทคโนโลยีทางอากาศเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือของการควบคุม ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งการบินลาดตระเวน และเมื่อเกิดการกบฏขึ้น เครื่องบินเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือของการโจมตีทางอากาศได้เป็นอย่างดี ซึ่งแน่นอนว่าโดยเงื่อนไขทางเทคโนโลยีแล้ว ชนพื้นเมืองไม่อาจรับมือกับการโจมตีจากอากาศยานได้เลย เพราะเป็นเรื่องที่ใหม่มาก
ดังนั้น แนวคิดเรื่อง “การบินเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย” จึงเป็นมรดกทางความคิดที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งที่จักรวรรดิอังกฤษทิ้งไว้ให้นักคิดการสงครามทางอากาศนำมาประยุกต์ใช้ในยุคต่อมา เพื่อการควบคุมพื้นที่ทางภูมิศาสตร์โดยปัจจัยทางอากาศ และเมื่อพิจารณาถึงภารกิจของโดรนแล้ว แนวคิดนี้ดูจะสอดรับอย่างดียิ่ง หรืออาจกล่าวได้ว่าอากาศยานไร้คนขับจะทำหน้าที่เป็น “ตำรวจอากาศ” นั่นเอง
จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ เมื่อเกิดเหตุการณ์การโจมตีสหรัฐในวันที่ 11 กันยายน 2001 ทำให้รัฐบาลอเมริกันดำเนินนโยบายต่อต้านการก่อการร้ายในความหมายของ “สงครามกับการก่อการร้าย” (War on Terror) อย่างมีนัยสำคัญ และแกนหลักประการหนึ่งในสงครามชุดนี้คือ การตามล่าตัวอุซามะห์ บินลาดิน ที่เป็นผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์ ซึ่งเป็นองค์กรที่เปิดการโจมตีสหรัฐ และถือเป็นภัยคุกคามหลักในขณะนั้น
เมื่อภารกิจการตามล่าตัว (manhunting) ผู้นำอัลกออิดะห์ถูกกำหนดให้เป็นหัวใจของการตอบโต้การก่อการร้ายที่กระทำกับตึกเวิร์ดเทรด และอาคารของกระทรวงกลาโหมอเมริกันแล้ว อาจมีการเตรียมการหลายประการในการจัดการกับผู้ก่อเหตุครั้งนี้ ดังจะเห็นได้จากการตัดสินใจส่งกำลังรบเข้าไปโค่นล้มรัฐบาลทาลิบันในอัฟกานิสถานตอนปลายปี 2001 พร้อมกับประกาศการตามล่าตัวบินลาดิน ซึ่งเครื่องมือที่สามารถเข้ามารองรับความต้องการของภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ คืออากาศยานไร้คนขับ ที่มีความสามารถบินได้ไกล บินได้นาน บินได้สูง และที่สำคัญคือ สามารถทำการบินในแบบที่ติดตามเป้าหมายบุคคลได้เป็นอย่างดี
ในกรณีเช่นนี้ อาจต้องเปรียบเทียบว่าโดรนมีประสิทธิภาพในการติดตามและสะกดรอยเป้าหมายบุคคลได้ยิ่งกว่าการใช้ “สายลับสะกดรอย” เพราะโดรนจะลอยตัวอยู่เหนือเขาตลอดเวลา และรอเพียงการตัดสินใจที่จะกดปุ่มสังหาร หรือเป็นไปดังที่กล่าวว่า ชีวิตของปัจเจกในฐานะเป้าหมายของการโจมตีขึ้นอยู่กับการ “กดปุ่ม” เท่านั้น เพราะถ้าผู้ควบคุมตัดสินใจกดปุ่มตามกระบวนการสังหารคือ “พบ ยิง และจบ” อันมีนัยโดยตรงว่า บุคคลนั้นถูกจัดการ หรือ “ถูกล้างบัญชี” ไปแล้ว
กระบวนการเช่นนี้อาจอธิบายตามขั้นตอนได้ว่า เมื่อผู้ควบคุมโดรนตรวจพบเป้าหมายที่ต้องการ (find) จะมีการกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนเพื่อทำการสังหาร (fix) เมื่อสังหารเสร็จแล้ว จึงเท่ากับว่าปฏิบัติการโดรนบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว (finish) คือเป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจตามที่ต้องการ
การล่าสังหาร
ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ความสำเร็จในการติดอาวุธให้โดรนทำให้อากาศยานไร้คนขับได้รับภารกิจใหม่เป็น “เพชฌฆาตเวหา” ซึ่งก็คือการใช้โดรนในการตาม “ล่าสังหาร” ตัวบุคคลเป้าหมาย (manhunting) หรือที่เรียกในปัจจุบันว่า โดรนรับหน้าที่ในการ “สังหารบุคคลเป้าหมาย” (targeted killing)
แนวคิดเรื่อง “การสังหารบุคคลเป้าหมาย” เป็นประเด็นข้อถกเถียงอย่างมากในเวทีระหว่างประเทศ และยังไม่มีนิยามที่ถูกกำหนดขึ้น จนเป็นนิยามกลางซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย แต่โดยรวมแล้ว คำนี้หมายถึงความตั้งใจในการใช้กำลัง (อาวุธสังหาร) ของรัฐหรือของเอเย่นต์รัฐ หรือโดยกลุ่มติดอาวุธ (ในความหมายของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ) ในการสังหารบุคคลแบบเฉพาะเจาะจงตัว โดยบุคคลผู้นี้ไม่ได้อยู่ในที่จองจำ หรือที่คุมขังอย่างเป็นทางการ
ถ้าเช่นนั้น วิถีแห่งการสังหารเช่นนี้จะต่างกับการทิ้งระเบิดแบบปูพรมจากอากาศยานที่มีนักบิน (แนวคิดของสงครามทางอากาศเรื่อง “carpet bombing”) อย่างไรหรือไม่ ตัวอย่างเช่น มีความแตกต่างกันเพียงใดระหว่างการทิ้งระเบิดปูพรมจากเครื่องบินบี-52 ที่กระทำต่อเป้าหมายในเวียดนาม กับการสังหารบุคคลโดยโดรน
เราอาจตอบในมิติทางความคิดได้ว่า การทิ้งระเบิดปูพรมนั้นเป็นการทำลายเป้าหมายแบบองค์รวม ที่ไม่มีการระบุเฉพาะแบบเจาะจงต่อเป้าหมายตัวบุคคล แต่การโจมตีของโดรนนั้นเป็นการมุ่งกระทำกับตัวบุคคลที่ถูกกำหนดไว้ในแผนยุทธการโดยตรง หรืออีกนัยหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่าการโจมตีต่อเป้าหมายตัวบุคคลเช่นนี้ เป็นการทำสงครามที่ลดระดับลงกับปัจเจกบุคคลโดยตรง หรืออาจเรียกในทางทฤษฎีว่า โดรนทำให้เกิดสภาวะ “Individualization of War” เพราะปกติเป้าหมายการโจมตีทางทหารในสงครามตามแบบเป็นเรื่องของรัฐและมุ่งกระทำกับรัฐ ขณะที่ภารกิจของโดรนล่าสังหารนั้นมุ่งกระทำโดยตรงกับปัจเจก และปฏิบัติการเช่นนี้กำลังสร้างแบบแผนของ “การล่าสังหารในแบบข้ามชาติ” ด้วย (transnational manhunting)
สงครามของโดรนในรูปแบบเช่นนี้ จึงเป็นการลดระดับของเป้าหมายจากความหมายของสงครามในแบบเก่าที่เราคุ้นเคย เป้าหมายการโจมตีเป็นรัฐในมิติแบบองค์รวม เช่น รัฐบาลฝ่ายตรงข้าม กองทหารข้าศึก แต่ในยุคปัจจุบันเมื่อโดรนเข้ามาทำหน้าที่ในการล่าสังหาร เป้าหมายจึงถูกกำหนดจากพฤติกรรมของปัจเจก และเป้าหมายถูกกำหนดขึ้นจากการกระทำหรือพฤติกรรมของปัจเจก หรืออาจกล่าวได้ว่าสงครามโดรนในโลกปัจจุบันจึงมีความคล้ายคลึงกับ “ปฏิบัติการรักษาความสงบเรียบร้อย” (policing operations) มากกว่าจะเป็น “ปฏิบัติการทางทหาร” ของสงครามตามแบบที่มีลักษณะของ “ความพยายามร่วมแบบองค์รวม” (intercollective effort) ของรัฐในการทำสงคราม
นอกจากนี้ การใช้โดรนถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่จะช่วยลดผลกระทบข้างเคียงในทางลบ หรือช่วยลดความเสียหายที่เกิดโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งในทางทหารเรียกว่า “collateral damage” เช่น การโจมตีเกินกว่าเป้าหมายที่ต้องการ แต่การโจมตีของโดรนเน้นที่จะกระทำต่อตัวบุคคลโดยตรง จะไม่เกิดผลข้างเคียงเช่นนั้น กล่าวคือปฏิบัติการของโดรนเป็นแบบแผนของการสังหารบุคคลโดยตรง (individualized form of killing) ซึ่งการกระทำเช่นนี้มีส่วนโดยตรงในการลดความเสี่ยงทางทหารที่เกิดกับรัฐอีกฝ่าย เพราะเน้นการโจมตีตัวบุคคล ไม่เน้นสิ่งที่เป็นผลกระทบกับรัฐเช่นในสงครามแบบเดิม
สภาวะจากการเป็น “มือสังหาร” ของโดรนนั้น ทำให้เกิด “ความง่าย” ในการใช้โดรนออกปฏิบัติการ ดังนั้น ผลที่ตามมาอย่างชัดเจนคือ เป็นเรื่องง่ายที่จะใช้โดรนในการสังหารเป้าหมายที่ต้องการ หรือที่กล่าวล้อกันว่าในยุคสงครามต่อต้านการก่อการร้ายนั้น โดรนกำลังทำให้ทีมล่าสังหารของหน่วยข่าวกรองอเมริกัน “เสียนิสัย” ในการใช้โดรนสำหรับภารกิจเช่นนี้
สงครามของปัจเจก
แน่นอนว่าการใช้โดรนในลักษณะเช่นนี้ กำลังสร้างแบบแผนและแนวคิดใหม่ของสงคราม ดังจะเห็นได้ว่า คำว่า “การลอบสังหาร” (assassination) หรือ “การสังหารบุคคลเป้าหมาย” (targeted killing) เข้ามาเป็นคำศัพท์ในวิชาทหารร่วมสมัย หรือมีคำว่า “การสังหารบุคคลเป้าหมายที่ไม่อยู่ในสนามรบ” (nonbattlefield targeted killings) ก็เป็นภาษาอีกคำที่เข้ามาในยุคปัจจุบัน ดังจะเห็นได้ว่าร้อยละ 95 ของปฏิบัติการในปี 2013 ที่เกิดขึ้นนอกสนามรบนั้น เป็นผลจากปฏิบัติการของโดรน
นอกจากนี้ การใช้โดรนยังถูกอธิบายจากฝ่ายรัฐมหาอำนาจว่า การสังหารผู้นำการก่อการร้ายนั้น เป็นสิทธิ์ของรัฐในการ “ไล่ตามติดพัน” (hot pursuit) ในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิดในทางทหาร รัฐมหาอำนาจจึงมีสิทธิ์ที่จะปฏิบัติการเช่นนั้น แต่ทั้งหมดนี้ก็เห็นชัดว่า ขอบเขตของเป้าหมายในการโจมตีของรัฐ ลดระดับจากรัฐและกองทัพมาเป็นตัวปัจเจกบุคคล
บุคคลเช่นนี้จะไม่ถูกจำกัดด้วยระยะทางทางภูมิศาสตร์ สัญชาติ หรือข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น และชีวิตของบุคคลผู้นี้ขึ้นอยู่กับการกดปุ่มของผู้ควบคุมโดรนเท่านั้น!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงครามโดรน (16) สงครามของปัจเจกบุคคล
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly