ตลาดแรงงานไทย 3 ไตรมาสแรกปี 68 ขยายตัว 2.18% ธุรกิจอาหาร-ค้าปลีกนำโด่ง
JobThai ชี้ภาพรวม ตลาดแรงงานไทย 9 เดือนแรกปี 2568 เติบโตต่อเนื่อง มีการเปิดรับงานรวมกว่า 1.75 ล้านตำแหน่ง เพิ่มขึ้น 2.18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มยังคงมีความต้องการแรงงานสูงสุด ตามด้วยธุรกิจค้าปลีกและยานยนต์ ขณะที่ 'อิเล็กทรอนิกส์' กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงด้านอัตราการจ้างงาน
4 พฤศจิกายน 2568 - นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง และหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการจ๊อบไทย เปิดเผยถึงการวิเคราะห์ฐานข้อมูลความต้องการแรงงานและการสมัครงานทั่วประเทศใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 (มกราคม – กันยายน) โดยระบุว่า แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจ แต่ตลาดแรงงานไทยยังแสดงสัญญาณการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการเปิดรับสมัครงานรวมกว่า 1,758,029 อัตรา ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.18% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความยืดหยุ่นและการขยายตัวของภาคธุรกิจบางกลุ่ม
ในช่วงเวลาดังกล่าว มีการสมัครงานผ่านแพลตฟอร์มรวมกว่า 17.5 ล้านครั้ง โดยมีสถิติเชิงพฤติกรรมที่น่าสนใจคือ วันจันทร์เป็นวันที่มีการสมัครงานมากที่สุด และช่วงเวลา 11.00 – 12.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ผู้สมัครนิยมส่งใบสมัครมากที่สุด สถิติดังกล่าวอาจสะท้อนถึงการวางแผนการหางานที่เข้มข้นในช่วงต้นสัปดาห์
5 ธุรกิจหลักที่ต้องการแรงงานสูงสุด
จากการวิเคราะห์ข้อมูลตำแหน่งงานที่เปิดรับ พบว่าความต้องการแรงงานกระจุกตัวอยู่ใน 5 อุตสาหกรรมหลัก ซึ่งเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (168,556 อัตรา): ยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่มีความต้องการแรงงานสูงที่สุดในตลาด แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะชะลอตัว แต่การบริโภคภายในประเทศและการใช้ชีวิตนอกบ้านยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก รวมถึงการขยายตัวของบริการเดลิเวอรีและรูปแบบการบริโภคที่หลากหลาย ส่งผลให้การจ้างงานในอุตสาหกรรมนี้ยังคงแข็งแกร่ง
- ธุรกิจค้าปลีก (148,706 อัตรา): ความต้องการแรงงานในกลุ่มค้าปลีกยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีการขยายสาขาอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ร้านค้าปลีกสินค้าแฟชั่น สุขภาพ และความงาม ยังเติบโตตามเทรนด์การดูแลสุขภาพที่ได้รับความนิยมในทุกช่วงวัย
- ธุรกิจยานยนต์ (118,150 อัตรา): ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับแรงหนุนที่สำคัญจากนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งก่อให้เกิดความต้องการจ้างงานเพิ่มขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไปจนถึงตัวแทนจำหน่ายและบริการที่เกี่ยวข้อง
- ธุรกิจบริการ (116,222 อัตรา): ความต้องการแรงงานในภาคบริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มบริการเอาท์ซอร์สซิ่ง (Outsourcing) เช่น งานบริการลูกค้า (Call Center), งานจัดหางาน (Recruitment), งานบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Service) รวมถึงงานบริการด้านสุขภาพที่ขยายตัวตามสังคมสูงวัย
- ธุรกิจก่อสร้าง (96,980 อัตรา): ภาคการก่อสร้างยังคงมีดีมานด์แรงงานจากโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนอาจมีการชะลอตัวลงบ้าง
"อิเล็กทรอนิกส์" ดาวรุ่งตลาดแรงงาน
แม้ 5 ธุรกิจข้างต้นจะมีความต้องการรวมสูงสุด แต่ธุรกิจ อิเล็กทรอนิกส์ กลับเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตโดดเด่นที่สุด โดยมีการเปิดรับตำแหน่งงานกว่า 92,138 อัตรา และมีการขยายตัวสูงถึง 30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา การเติบโตนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของโลก ซึ่งยังคงเดินหน้าขยายการจ้างงานแม้จะเผชิญกับปัจจัยกดดันด้านการค้าระหว่างประเทศ
ข้อมูลการเปิดรับสมัครงานรายสายงาน แสดงให้เห็นถึงความต้องการบุคลากรในด้านปฏิบัติการและการขายเป็นหลัก ในขณะที่สถิติการสมัครงานของผู้สมัครงานกลับมีรูปแบบที่แตกต่างออกไป ดังนี้:
5 สายงานที่องค์กรเปิดรับมากที่สุด (อุปสงค์)
- งานขาย (21.38%): เป็นสายงานที่องค์กรต้องการบุคลากรสูงสุด สะท้อนถึงการมุ่งเน้นการขยายตลาดและการสร้างรายได้ของภาคธุรกิจ
- งานช่างเทคนิค (9.53%): บ่งชี้ความต้องการบุคลากรด้านการบำรุงรักษาและการปฏิบัติงานในภาคอุตสาหกรรม
- งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ (9.03%): สะท้อนดีมานด์ในภาคการผลิตที่ยังคงเดินหน้า
- งานวิศวกรรม (5.84%): ความต้องการบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการออกแบบและพัฒนา
- งานธุรการ/จัดซื้อ (5.71%): ความต้องการบุคลากรในการสนับสนุนงานภายในองค์กรและการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
5 สายงานที่มีผู้สมัครมากที่สุด (อุปทาน)
- งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ (13.55%): เป็นสายงานที่มีปริมาณผู้สมัครสูงที่สุด สะท้อนการแข่งขันที่สูงในกลุ่มงานนี้
- งานธุรการ/จัดซื้อ (11.99%): มีผู้สมัครจำนวนมาก โดยอาจรวมถึงกลุ่มผู้ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาหรือผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสายงาน
- งานวิศวกรรม (9.54%): แม้จะมีความต้องการสูง แต่ปริมาณผู้สมัครก็สูงตามไปด้วย
- งานทรัพยากรบุคคล (7.96%): เป็นสายงานที่มีปริมาณผู้สมัครสูงกว่าอัตราการเปิดรับที่ปรากฏใน 5 อันดับแรกขององค์กร
- งานขาย (7.86%): แม้จะเป็นที่ต้องการอันดับ 1 ขององค์กร แต่กลับมีสัดส่วนผู้สมัครใน 5 อันดับเพียงร้อยละ 7.86% ซึ่งอาจสะท้อนถึงภาวะขาดแคลนบุคลากรขายที่มีคุณภาพ หรือผู้สมัครกระจายตัวไปในช่องทางอื่น
ทักษะใหม่ที่ตลาดต้องการและพฤติกรรมการค้นหางาน
ข้อมูลจาก JobThai เผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในทักษะที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน โดยมี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Live Content เป็นกุญแจสำคัญ
ความต้องการทักษะ AI ในสายงานหลัก
องค์กรมีความต้องการบุคลากรที่มีความรู้และความสามารถในการประยุกต์ใช้เครื่องมือ AI สูงขึ้นอย่างชัดเจนในหลายสายงาน โดยเฉพาะทักษะเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น:
- งานคอมพิวเตอร์/ไอที: ทักษะด้าน Machine Learning, TensorFlow, PyTorch, OpenCV, NLP และ LLM
- งานการตลาด: การใช้เครื่องมือ AI เชิงสร้างสรรค์ เช่น ChatGPT, Gemini, Claude และ Midjourney เพื่อการสร้างสรรค์คอนเทนต์และการวิเคราะห์ข้อมูล
- งานออกแบบ/กราฟิก: การใช้ AI ในการสร้างภาพและออกแบบ (Midjourney) และเครื่องมือ AI ทั่วไป (ChatGPT, Gemini)
- งานวิศวกรรม: ทักษะด้าน Computer Vision, Machine Learning และ Deep Learning
- งานทรัพยากรบุคคล: การใช้ AI (ChatGPT, Gemini) เพื่อช่วยในการคัดกรองเบื้องต้นและการจัดการข้อมูล
เทรนด์ Live Content และพฤติกรรมผู้สมัครงาน
คำค้นหายอดนิยมขององค์กร ได้แก่ "ไลฟ์สด" และ "TikTok" สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของธุรกิจออนไลน์ที่ต้องการบุคลากรที่สามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์และสตรีมเมอร์เชิงพาณิชย์เพื่อขับเคลื่อนยอดขายผ่านช่องทางดิจิทัล
ในทางกลับกัน คำค้นหายอดนิยมจากฝั่งผู้สมัครงาน ได้แก่ "หยุดเสาร์–อาทิตย์", "นักศึกษาจบใหม่", "ไม่มีประสบการณ์" และ "ฝึกงาน" ซึ่งสะท้อนความต้องการด้านความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานของคนทำงานรุ่นใหม่ รวมถึงความท้าทายในการเข้าสู่ตลาดแรงงานของกลุ่มที่เพิ่งสำเร็จการศึกษา
มุมมองต่อ AI: ผู้ช่วยเสริมประสิทธิภาพไม่ใช่ผู้แทนที่
จากการสำรวจ "การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้งานภายในองค์กรและการทำงาน" จากกลุ่มตัวอย่างคนทำงานกว่า 2,600 คน และ HR กว่า 600 องค์กรทั่วประเทศ พบผลลัพธ์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับทัศนคติและการใช้งาน AI:
การใช้งานในองค์กร: 49.42% ขององค์กรไทย ได้เริ่มนำ AI เข้ามาใช้ในงานบางส่วนแล้ว
- การใช้งานในกลุ่มคนทำงาน: 63.93% ของคนทำงาน เคยใช้ AI เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในงานค้นคว้า เขียนสรุปเนื้อหา และสร้างคอนเทนต์
กลุ่ม Gen Z เป็นกลุ่มที่ใช้ AI มากที่สุดถึง 67.5%
[* Gen Y ใช้ 64.16% , * Gen X ใช้ 55.11% ]- ทัศนคติเชิงบวกต่อ AI: 64.89% ขององค์กร ส่วนใหญ่มองว่า AI ควรถูกใช้เป็น "ผู้ช่วยเสริมประสิทธิภาพ" มากกว่าการ "แทนที่คนทำงาน" มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มองว่า AI จะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานซ้ำซากหรืองานที่ใช้ทักษะต่ำ
- มุมมองคนทำงาน: 74.29% ของคนทำงาน มีทัศนคติเชิงบวกต่อการใช้ AI โดยเห็นว่าช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น เร็วขึ้น และเปิดโอกาสให้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อย่างไรก็ตาม 69.71% ยอมรับว่า AI อาจมีส่วนทำให้คนตกงานในบางสายงาน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นแรงกระตุ้นให้ต้องพัฒนา "ทักษะใหม่"
นางสาวแสงเดือนสรุปว่า เทคโนโลยีจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกของการทำงานทั้งในเชิงบวกและเชิงท้าทาย สิ่งสำคัญคือ คนทำงานต้องเร่งเรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอดเวลา โดยเน้นการพัฒนาทักษะดิจิทัลควบคู่ไปกับ Soft Skills ที่สำคัญ เช่น การสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์
สำหรับภาคธุรกิจ จำเป็นต้องปรับแนวทางการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น เช่น Hybrid Work, การลงทุนในการพัฒนาทักษะการใช้ AI เชิงลึก, การใช้เทคโนโลยีในองค์กร, และการปรับระบบสวัสดิการให้มีความเหมาะสม เพื่อเป้าหมายในการรักษาและจูงใจบุคลากรที่มีคุณภาพให้อยู่กับองค์กรในระยะยาว