โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

นักวิเคราะห์เตือน “เศรษฐกิจโลก” กำลังขับเคลื่อนด้วย FOMO ยุคฟองสบู่รอบด้าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 ธ.ค. 2568 เวลา 12.02 น. • เผยแพร่ 18 ธ.ค. 2568 เวลา 05.00 น.

หนึ่งศตวรรษหลังคำเตือนก่อนวิกฤตปี 1929 นักวิเคราะห์มองโลกกำลังเดินเข้าสู่ยุค “ฟองสบู่ทุกที่” เมื่อเงินทุนไหลตามกระแสและความคาดหวัง มากกว่าความสามารถทำกำไรจริงของสินทรัพย์

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าสองเดือนก่อน “แบล็กมันเดย์” วันที่ตลาดหุ้นถล่ม ซึ่งนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) นักเศรษฐศาสตร์จากรัฐแมสซาชูเซตส์ชื่อ โรเจอร์ แบ็บสัน ซึ่งกังวลกับกระแสนักลงทุนรายย่อยที่กู้เงินมาซื้อหุ้น ได้กล่าวสุนทรพจน์เตือนว่า“ไม่ช้าก็เร็ว ตลาดจะพัง และมันอาจรุนแรงอย่างยิ่ง”

หลังจากนั้นตลาดหุ้นร่วงลง 3% เหตุการณ์ที่ในเวลานั้นเรียกว่า“Babson Break” แต่ในสัปดาห์ต่อมา แอนดรูว์ รอส ซอร์กิน เขียนไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์เล่มใหม่ที่ชวนติดตาม 1929: Inside the Greatest Crash in Wall Street History-and How It Shattered a Nation ว่า “ตลาดกลับสลัดความหวาดหวั่นของแบ็บสันทิ้งไป” ส่วนหนึ่งเพราะความหวังต่อสินค้าอุปโภคบริโภคใหม่ในตลาดมวลชนอย่างวิทยุและรถยนต์

วันนี้ มีผู้เตือนภัยแบบแบ็บสันจำนวนมากที่ออกมาเตือนเรื่อง AI โดยเฉพาะมูลค่าที่สูงลิ่วของบริษัทเทคโนโลยีทั้งในตลาดหุ้นและนอกตลาด รวมถึงการทุ่มเททรัพยากรอย่างไม่ยั้งเพื่อไล่ล่าความฝันของปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI) ซึ่งเป็นระบบที่สามารถทำทุกอย่างได้เหมือนมนุษย์หรือมากกว่านั้น บริษัทเทคโนโลยีกำลังมุ่งหน้าไปสู่การใช้จ่ายด้านดาต้าเซ็นเตอร์เกือบ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2573 ตามข้อมูลของ Omdia นักวิเคราะห์ข้อมูล ขนาดของกระแส AI ที่ร้อนแรง ทั้งที่ความสามารถในการทำกำไรยังเป็นเพียงสมมติฐาน ได้ทำให้นักลงทุนสายระมัดระวังจำนวนมากสับสน อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับเมื่อร้อยปีก่อน ความกลัวว่าจะพลาดของใหม่ชิ้นใหญ่ ทำให้หลายบริษัทเลือกเพิกเฉยต่อคำเตือนเหล่านี้

“ทุกคนกำลังเล่นเกม Mad Libs คิดว่าเทคโนโลยีระดับจรวดพวกนี้จะแก้ปัญหาอะไรก็ได้ที่มีอยู่” อัดไวต์ อรุณ นักวิเคราะห์ด้านการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานจาก Center for Public Enterprise กล่าว โดยรายงานล่าสุดของเขา Bubble or Nothing ตั้งคำถามต่อโครงสร้างทางการเงินของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ “เรายังอยู่ในช่วงความคึกคะนองไร้เหตุผลอย่างชัดเจน”

โดยทั่วไปแล้ว นักข่าวควรหลีกเลี่ยงการตัดสินว่าเทคโนโลยีหรือทรัพยากรถูกประเมินมูลค่าสูงเกินไปหรือไม่ ผู้เขียนเองก็ไม่มีความเห็นหนักแน่นว่าเรากำลังอยู่ในฟองสบู่ AI หรือไม่ แต่คำถามอาจแคบเกินไป หากนิยามฟองสบู่เชิงเก็งกำไรว่าเป็นสถานการณ์ที่มูลค่าทรัพย์สินพุ่งสูงเกินปัจจัยพื้นฐานอย่างไม่ยั่งยืน ฟองสบู่ก็แทบจะอยู่ทุกที่ และดูเหมือนจะพองและแฟบลงพร้อมกันเป็นจังหวะเดียวกัน

อาจมีฟองสบู่ในทองคำ ซึ่งราคาพุ่งขึ้นเกือบ 64% ในช่วงหนึ่งปีถึงวันที่ 12 ธันวาคม และอาจมีฟองสบู่ในหนี้รัฐบาล ตามคำกล่าวของ บอร์เก เบรนเด ซีอีโอของ World Economic Forum ซึ่งสังเกตว่าประเทศต่าง ๆ ดำเนินนโยบายขาดดุลลึกขนาดนี้ครั้งสุดท้ายคือช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นักการเงินจำนวนมากเชื่อว่ามีฟองสบู่ในตลาดสินเชื่อเอกชน มูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการปล่อยกู้โดยบริษัทการลงทุนขนาดใหญ่ (หลายโครงการใช้สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ AI) นอกระบบธนาคารพาณิชย์ที่ถูกกำกับอย่างเข้มงวด เจฟฟรีย์ กันด์ลาช ซีอีโอ DoubleLine Capital เรียกตลาดนี้ว่า การปล่อยกู้ขยะ ขณะที่ เจมี ไดมอน ซีอีโอ JPMorgan Chase มองว่าเป็นสูตรสำเร็จของวิกฤตการเงิน

ความไร้สาระที่ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นกับสินทรัพย์ที่แทบประเมินมูลค่าที่แท้จริงไม่ได้ มูลค่าตลาดรวมของบิตคอยน์เพิ่มขึ้นถึง 6.36 แสนล้านดอลลาร์ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 6 ตุลาคม ก่อนจะสูญเสียทั้งหมดและมากกว่านั้นภายในวันที่ 12 ธันวาคม ปริมาณซื้อขายของมีมคอยน์ ซึ่งเป็นคริปโทที่สร้างตามกระแสออนไลน์ พุ่งแตะ 1.7 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม แต่ร่วงลงเหลือเพียง 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายน โดย $TRUMP และ $MELANIA ซึ่งเปิดตัวโดยครอบครัวประธานาธิบดีสองวันก่อนวันสาบานตน สูญเสียมูลค่าไปแล้ว 88% และ 99% ตามลำดับ นับตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม

นักลงทุนจำนวนมากประเมินคริปโทเหล่านี้ไม่ใช่จากศักยภาพในการสร้างมูลค่าเชิงพื้นฐานให้กับโลกหรือผู้ถือหุ้น แต่จากโอกาสทำเงินเร็ว คล้ายกับการเดินเข้าโต๊ะพนันในลาสเวกัส

อาจมีเหตุผลด้านประชากรศาสตร์ที่ทำให้นักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มที่สนใจคริปโท การพนันกีฬา และตลาดทำนายผลออนไลน์ พยายามเล่นเกม ตลาดการเงินเหมือนคาสิโน ผลสำรวจของ Harris ระบุว่า ชาวอเมริกัน 6 ใน 10 คนใฝ่ฝันจะร่ำรวยระดับสุดขั้ว ขณะที่ 70% ของ Gen Z และมิลเลนเนียลอยากเป็นมหาเศรษฐี เทียบกับ 51% ของ Gen X และเบบี้บูมเมอร์ การศึกษาของ Empower ชี้ว่าคนรุ่นใหม่เชื่อว่าความสำเร็จทางการเงินต้องมีรายได้เกือบ 600,000 ดอลลาร์ต่อปี และสินทรัพย์สุทธิ 10 ล้านดอลลาร์

ด้วย TikTok แชตกลุ่ม Reddit และอินเทอร์เน็ตที่ส่งข้อมูลถึงทุกคนพร้อมกัน โอกาสทำเงินจึงแพร่กระจายทั่วโลกในเวลาเดียวกัน สิ่งนี้นำไปสู่พฤติกรรมเลียนแบบ การแข่งขันหมู่ และความคิดแบบฝูง ซึ่งทำให้เศรษฐกิจดั้งเดิมที่ซับซ้อนถูกแทนที่ด้วยเศรษฐกิจความสนใจ สิ่งที่ผู้คนหมกมุ่นอยู่พร้อมกันในแต่ละช่วงเวลา

ในโลกธุรกิจ จุดสนใจนั้นคือ AI ในวัฒนธรรมป๊อป มีฟองสบู่ซิดนีย์ สวีนีย์ ต่อด้วยฟองสบู่เปโดร ปาสคาล และ 6–7 ตลอดปีที่ผ่านมา เรายังเห็นกระแสคลั่งตุ๊กตาน่ารักแต่ไร้ค่า จาก Pop Mart ของจีน เรียกมันว่า “Labubble”

ในอาหาร มีฟองสบู่โปรตีน ในสื่ออาจมีฟองสบู่ Substack พอดแคสต์คนดัง และสารคดีชีวประวัติที่ได้รับอนุญาตจากตัวบุคคลเอง เดวิด มาร์กซ์ ผู้เขียน Blank Space กล่าวว่า“กรอบอ้างอิงของทุกคนเป็นระดับโลก และไกลเกินกว่าสภาพแวดล้อมจริงของตน”

แน่นอนว่าการคาดการณ์ของ AI สูงกว่า Labubu มาก ทุกบริษัทไม่อยากตกขบวน จึงเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้วยการเงินซับซ้อน บางกรณีใช้โครงสร้าง SPV ที่กู้หนี้มหาศาลเพื่อซื้อชิป Nvidia ซึ่งอาจเสื่อมมูลค่าเร็วกว่าคาด

บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอาจรับมือได้ แต่บริษัทอื่นกำลังเสี่ยงมากขึ้น Oracle ระดมทุนหนี้ 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่ neoclouds อย่าง CoreWeave และ Fluidstack ก็กู้หนักเช่นกัน กิล ลูเรีย กล่าวว่า“เมื่อมีบริษัทสร้างดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่าหลายหมื่นล้านด้วยเงินกู้โดยไม่มีลูกค้าจริง นั่นแหละที่ผมเริ่มกังวล”

*คาร์โลตา เปเรซ นักวิจัยด้านวัฏจักรเศรษฐกิจ เตือนว่า หาก AI และคริปโตฯ พัง อาจจุดชนวนการล่มสลายระดับโลก มีเพียงเมื่อการเงินต้องรับผลจากพฤติกรรมของตนเอง และสังคมควบคุมด้วยกฎระเบียบที่เหมาะสม ยุคทองที่แท้จริงจึงจะเกิดขึ้น*

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...