โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

หนทางอสังหาฯฟื้นตัวปี 2026 ตุนเงินสด-พร้อมบุกรอบใหม่-ใส่ใจยูนิเวอร์แซลดีไซน์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 ธ.ค. 2568 เวลา 02.20 น. • เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2568 เวลา 01.57 น.

คอลัมน์ :รายงานพิเศษ ผู้เขียน : เมตตา ทับทิม, ตรีณารัตน์ เมฆไธสง

เหตุภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์ในภาคใต้ จังหวัดสงขลา เมืองหาดใหญ่ ถูกโจมตีครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 300 ปี ขอเป็นตัวแทนคนไทยทุกคนส่งกำลังใจและความปรารถนาดีให้กับพี่น้องผู้ประสบภัยทุกท่าน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ทาง“REIC-ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์” จัดสัมมนาใหญ่ประจำปีหัวข้อ “ถอดรหัสฟื้นอสังหาฯปี 2026” ในที่นี้สรุปคอนเทนต์แบบแนวคิดเด่น-ประเด็นดีเยี่ยมมานำเสนอ ดังนี้

เสนอรวมหนี้บ้าน-รถ-บัตรเครดิต

เริ่มจากมิสเตอร์บิ๊กดาต้าวงการอสังหาฯไทย “อิสระ บุญยัง” ประธานกานดา พร็อพเพอร์ตี้กรุ๊ป ในฐานะประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สรุปภาพรวมปี 2568 สั้น ๆ ว่า “…มีสถิติที่สุดหลายอย่าง กล่าวคือต่ำที่สุดเกือบทุกประเด็นเลย”

ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขโครงการเปิดใหม่ทั้งบ้านและคอนโดมิเนียมต่ำสุดในรอบ 20 ปี, ยอดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดิน เฉลี่ยทั้งปีของปีนี้คาดว่าต่ำสุดในรอบ 8 ปี โดยน้อยลงทุกประเภททั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ คอนโดฯ ตึกแถว, สถานการณ์การโอนของลูกค้าต่างชาติเพิ่มเล็กน้อย ถือว่าทรงตัว โดยย้ำว่าอาจเป็นเพราะข้อมูลไม่ได้รวบรวมการซื้อแบบลีสโฮลด์หรือสิทธิการเช่า ที่กำลังบูมมากในตลาดภูเก็ต

ยังมีสถิติสินเชื่อรายย่อย (Post Finance) ณ ไตรมาส 1/68 เราเพิ่งผ่านจุดต่ำสุดรอบ 30 กว่าไตรมาส และทำให้ภาพรวม 9 เดือน (มกราคม-กันยายน 2568) ต่ำสุดตามไปด้วย ซึ่งจะหมายความว่าต่ำสุดในรอบ 12 ปี, ฝั่งสินเชื่อผู้ประกอบการ (Prefinance) ก็ลดลงต่ำสุดในปีนี้เช่นกัน

รอยต่อของปีนี้ที่กำลังส่งต่อในปี 2569 ตลาดบ้าน-คอนโดฯมือสอง สัดส่วนการซื้อและโอนแซงบ้านใหม่ สถิติปี 2567 บ้านมือสองทั่วประเทศโอน 62% ปีนี้เพิ่มเป็น 65% มูลค่าจาก 46% เพิ่มเป็น 49% เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจตกต่ำต่อเนื่องยาวนาน ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เอื้อมไม่ถึงการซื้อบ้านใหม่

“ปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2569 มีทั้งบวกและลบ จริง ๆ ทาง REIC ให้ผมพยากรณ์ไปถึงปี 2570 แต่ผมก็บอกว่าไม่กล้าพยากรณ์ เพราะว่ามันมีความไม่แน่นอนมาก มองแค่ปีหน้าก็แล้วกัน”

มองปัจจัยบวกพบว่า 1.ฝากความหวังไว้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลุ้นให้ฟื้นตัวใกล้เคียงก่อนยุคโควิด เรียงลำดับตอนนี้ มาเลเซีย จีน อินเดีย (จัดอีเวนต์แต่งงานครั้งละ 7 วัน) 2.สถิติการขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI-Board of Investment ณ ปี 2567 ทั้งปีมูลค่าลงทุนอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรก 2568 ได้มา 1 ล้านล้านบาท เรียบร้อยแล้ว 3.อย่างน้อยที่สุด BOI เร่งรัดให้มีการลงทุนโครงการ (เงื่อนไขเมื่อได้รับบัตรส่งเสริมแล้วต้องลงทุนจริงภายใน 3 ปี) เพราะฉะนั้น เมื่อมีการลงทุนโรงงานและผลิตจริง ไม่ว่าโรงงานจะตั้งอยู่ที่ไหน ดีมานด์ซื้อที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมจะตามมาโดยอัตโนมัติ

4.รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เร่งรัดการใช้จ่ายลงทุนรัฐปีงบประมาณ 2569 (เริ่ม 1 ตุลาคม 2568-30 กันยายน 2569) และ 5.แนวโน้มดอกเบี้ยที่ภาคเอกชนลุ้นให้ลดลงอีก 0.25 Basis Point หรือ 25 สตางค์

“ปีหน้าปัจจัยลบเราทราบกันอยู่แล้ว หลายเรื่องผมก็จะไม่กล่าวถึง ตามนั้นเลย มองปีหน้าแนวโน้มก็จะดีขึ้นนิดหน่อย ผมพยายามมองว่าปีนี้น่าจะเป็นจุดต่ำสุดหรือยัง แต่ราคาขึ้นไม่ได้แน่ ๆ ราคาผู้ประกอบการปรับตัวไม่ได้ ตอนนี้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯก็ขาดทุนหลายบริษัทจากตัวเลขที่เปิดเผยอยู่แล้ว ส่วนการรับมือ Reject Rate หรือยอดกู้ไม่ผ่าน เรื่องนี้ทุกคนบ่น ผมคิดว่าต้องมีการร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะเห็นว่าดีเวลอปเปอร์มีการลดซัพพลายอยู่แล้ว และลดราคา ผลประกอบการต่ำลงทุกบริษัท รายได้ลดลง 10-30% กำไรลดลง 30% จนถึงขาดทุนเลยก็มี มีการดาวน์ไซซ์โครงการ ลดกำไรลงมา เท่ากับว่าผู้ประกอบการพึ่งตัวเองอยู่แล้ว”

ทั้งนี้ สิ่งที่สมาคมภาคอสังหาฯพยายามเสนอขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล นาทีนี้เรื่องหลักอยู่ที่ 1.การค้ำประกันสินเชื่อ (หลักการคือค้ำประกันเงินดาวน์ในส่วนที่แบงก์ไม่ปล่อยกู้ เฉลี่ยค้ำประกัน 20%) 2.การประกันการซื้อคืน โดยทาง ธอส.มีการทำธุรกรรมกับบางโครงการแล้ว 3.เรื่องที่ต้องนำเสนอรัฐบาลให้ขยายการลดค่าโอน-จดจำนอง กับมาตรการสนับสนุนสินเชื่อต่ำผ่านแบงก์รัฐ

4.อ้อนวอนไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยสนับสนุนมาตรการลดดอกเบี้ยนโยบาย และขยายระยะเวลาผ่อนคลายเกณฑ์ LTV-Loan to Value (บังคับเงินดาวน์แพง 20-30% ในการขอสินเชื่อซื้อบ้านหลังที่ 2-3 เป็นต้นไป)

“มาตรการสุดท้ายเราพยายามขายไอเดียว่า ก่อนที่จะเป็นหนี้เสีย หรือ NPL แบงก์ชาติผ่อนปรน LTV ให้อยู่แล้วว่าสัญญาที่หนึ่ง (สินเชื่อซื้อบ้านหลังแรก) ให้กู้ได้ 110% ประเด็นข้อเสนอทำไมไม่รวมหนี้ส่วนบุคคล เช่น หนี้บัตรเครดิต รวมกับสินเชื่อซื้อที่อาศัยโดยวงเงินไม่เกิน 110% วิธีการนี้หนี้ที่ไม่มีหลักประกันก็จะมีหลักประกัน และจะไม่ก่อให้เกิดปัญหา NPL ในอนาคต เพราะบางคนผ่อนบัตรเครดิต ผ่อนรถ แล้วก็ผ่อนบ้าน ผ่อน 3 หนี้รวมกันหลายหมื่นบาท แต่ถ้ารวมกันมาผ่อนสินเชื่อบ้านอย่างเดียว ปรากฏว่าเหลือ 10,000 กว่าบาท เป็นปัจจัยที่ทำให้ชีวิตในครอบครัวดีขึ้นด้วย” คำกล่าวของอิสระ บุญยัง

เร่งเคลียร์สต๊อก-รอผลิตรอบใหม่

กูรูอสังหาฯคนต่อมา“สุนทร สถาพร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด และนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ระบุว่า สถานการณ์ที่ภาคอสังหาฯกำลังอยู่ในจุดต่ำสุดเทียบกับสถิติหลายปีย้อนหลัง เรามีทางออกอย่างไรบ้าง

การปรับตัวในปีนี้ต้องทำอย่างน้อย 4 เรื่องหลัก 1.รักษากระแสเงินสดมากพอเพียงในการประคองธุรกิจระยะ 1-2 ปีหน้า อ่านสัญญาณจากหนี้ครัวเรือนดีขึ้น จากเดิมสูงที่ 91% ลดเหลือ 88% 2.นอกจากรายได้ขายขาดหรือรายได้โอนกรรมสิทธิ์แล้ว ควรมีรายได้ประจำหรือรีเคอริ่ง ถ้าไม่มีต้องเริ่มทำ

3.สะสมเงินก่อน ซึ่งต้องขอบคุณ ธอส.ที่ทำเรื่องนี้ผ่านโครงการโรงเรียนการเงิน พยายามที่จะสร้างให้เกิดวินัยทางการเงิน เรียกว่า ฝากก่อน ค่อยซื้อ ซึ่งข้อนี้สมาคมบ้านจัดสรรอยากจะผลักดันกับธนาคารเอกชนด้วย 4.หากขยายตลาดใหม่ได้ยาก ตอนนี้ต้องรักษาฐานลูกค้าเก่า หันมาโฟกัสบริการลูกค้าเก่าเพื่อให้เกิดรายได้รีเคอริ่งในเรื่องของ Extra Income เช่น บริการต่อเติม ตกแต่ง ซ่อมแซม

“ยอด Reject สูง 70% โดยเฉลี่ยผลสำรวจยอดกู้ไม่ผ่านปี 2567-2568 ภาพใหญ่ไม่แตกต่างกัน ในไตรมาส 3/68 ตลาดแมสราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เหนื่อยที่สุดเพราะกู้ไม่ผ่านสูงที่สุดอยู่ที่ 70% …สุดท้ายแล้วท่านจะต้องหาทางระบายสต๊อก หรือ Inventory เพราะดีเวลอปเปอร์ก็ต้องเตรียมตัวเพื่อธุรกิจจะฟื้นรอบใหม่ได้แล้ว เป็นข้อที่ผมคิดว่าเราเห็นสัญญาณที่จะต้องเตรียมการผลิตรอบใหม่ที่จะเริ่มในปี 2569”

ด้วยความที่สมาคมบ้านจัดสรรยุคนี้ออกตัวแรงเกี่ยวกับแนวคิด Green & Wellness Housing “นายกสุนทร” เท้าความให้ฟังว่า ณ ปี 2547 คอสต์ลงทุนเกี่ยวกับบ้านยั่งยืนถือว่าสูงมากที่ 3-5% เฉลี่ยต้นทุนเพิ่ม 10,500 บาท/ตร.ม. เวลาผ่านไป 20 ปี วัสดุก่อสร้างรักษ์โลกแจ้งเกิดเป็นดอกเหตุ บวกภูมิรู้ด้านดีไซน์อยู่กับธรรมชาติให้เป็นบ้านประหยัดพลังงานมากที่สุด คอสต์บ้านยั่งยืนหดเหลือ 2% เท่านั้น หรือเพิ่ม 17,000-18,000 บาท/หลัง แลกกับผลลัพธ์บ้านเย็นลง 1-1.5 องศาเซลเซียส

“ผมเคยสำรวจเหตุผลผู้บริโภคอสังหาฯซื้อเพราะอะไร 1.ทำเล 2.ราคา 3.ฟังก์ชั่นบ้าน 4.ความปลอดภัย 5.สโมสรส่วนกลาง ขณะที่ประเด็นอนุรักษ์พลังงาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในช่วง 10 ปีที่แล้วให้ความสำคัญอันดับ 7-8 ปัจจุบันขยับเป็นอันดับ 4-5 แล้วเพราะคนเจน Z เป็นผู้ตัดสินใจซื้อบ้าน และเข้าใจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยตัดสินใจซื้อมากขึ้น”

อีกเรื่องที่ต้องฟัง สถาพร เอสเตท มีแลนด์แบงก์ผืนมหึมา 200 ไร่ที่ทยอยพัฒนา มีการโฟกัสเทรนด์สังคมประชากรผู้สูงวัยเกิน 10 ปีมาแล้ว (ปัจจุบันไทยเป็นสังคมผู้สูงวัยสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2567 จากการมีคนอายุ 60 ปีขึ้นไปเกิน 20% ของประชากรทั้งประเทศ) โดยสำรวจจากสมาชิกหมู่บ้านสถาพร รังสิต คลอง 3 มี 1,066 ครัวเรือน ช่วง 10 ปีก่อนทั้งหมู่บ้านมีคนสูงวัย 16% ปัจจุบันเพิ่มเป็น 23% เทรนด์จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ข้อมูลนี้นำมาสู่โมเดลธุรกิจ “…10 กว่าปีที่แล้วเฟส ผมทำเฉพาะบ้านอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต่อมาก็เติม Universal Design (บ้านสำหรับคนทุกวัย) ก็ค่อย ๆ ทำไป ดังนั้นต้องดูฐานข้อมูลของตัวเองก่อนว่า เรามีโอกาสทำ Senior Living ได้ไหม ด้วยการหมุนเวียนอยู่ในไซต์ของเรา หรือว่าที่ดินข้าง ๆ ลูกค้าสูงวัยสามารถรองรับจากหมู่บ้านข้างเคียงได้อีกด้วย สถิติในเชิงทำเลพบว่าพื้นที่เดียวมีกำลังซื้อบ้านสูงวัยถึง 9% เป็นตัวเลขที่น่าพอใจทีเดียว ต่อไปถ้าจะทำแบบเฉพาะกลุ่มย่อย ๆ 10-20 หลัง เรียกว่าใช้ชีวิตเป็นพันธมิตรร่วมกัน กุญแจสำคัญคือต้องมีกิจกรรมเสริม เช่น ลีลาส วารีบำบัด ฯลฯ จะดึงดูด Senior Living ให้อยู่กับคุณได้”

ข้อมูลบ้านสูงวัยในเชิงลึก แนวคิดการเช่าหรือซื้อลีสโฮลด์ระยะยาว 30 ปี จับตลาดลูกค้าต่างชาติได้ เพราะคนต่างชาติวัยเกษียณตอนทำงานเสียภาษีให้รัฐบาลเยอะ เมื่อสูงวัยแล้วมีรายได้ Tension Fund รัฐบาลจ่ายบำนาญเลี้ยงดูเฉลี่ยเดือนละ 60,000-80,000 บาท แถมชอบมาใช้ชีวิตวัยเกษียณในเมืองไทยอีกต่างหาก

เปิดโลก Universal Design

ฟากนักวิชาการ “ผศ.บุษกร รมยานนท์” อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอเคสโครงการสำหรับ Senior Living ผ่านตัวแบบจากสิงคโปร์กับญี่ปุ่น

โดยสิงคโปร์เกาะเล็ก ๆ พื้นที่จำกัด จึงทำเป็นโครงการมิกซ์ยูสชื่อ “Kampong Admiralty” ที่อยู่อาศัยแนวสูงแบบอาคารรวม ชั้นล่างมีศูนย์อาหาร วางพื้นที่สีเขียวไว้บนหลังคาหรือรูฟท็อป กับโมเดลญี่ปุ่น มีความคล้ายไทยมากถึง 80% กรณีผู้สูงวัยญี่ปุ่นไม่ได้ไปอยู่ในสถานดูแลโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบ้านเดิม รัฐบาลญี่ปุ่นมีระบบสวัสดิการ ระบบการดูแลถึงบ้าน มีอาหารเข้าไปส่ง พ่วงการบริการเข้าไปดูแล ทำความสะอาด หรือพาไปหาหมอ

วกกลับมาดูตัวแบบในไทย มีโครงการ Senior Complex ชื่อ “รามาฯ-ธนารักษ์” เปิด 2 ปีที่แล้ว (2566) ตอนที่เปิดโครงการยอดจองถล่มทลายเพื่อที่จะได้เข้าไปอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นโครงการของรัฐ เป็นสิทธิการเช่า 30 ปี หัวใจหลักการขายโครงการนี้ ไม่ใช่การขายอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นการขายหลักประกัน สำรวจความคิดเห็นผู้สูงวัยบอกว่าไม่อยากเบียดเบียนลูกหลาน ถ้าเลือกมาอยู่ที่นี่ บวกลบคูณหารแล้ว เงินที่ลูกหลานจะต้องเอามาดูแลเขาเวลาอายุมาก สู้มาอยู่ในนี้มีคนดูแล ได้บริการทางการแพทย์เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของโรงพยาบาลรามาฯ รวมทั้งที่ตั้งโครงการอยู่ใกล้เคียงศูนย์การแพทย์ด้วย

ทั้งนี้ “อาจารย์ไก่-ผศ.ดร.บุษกร” สรุปงานวิจัยพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า Senior Living 4 ข้อหลัก ประกอบด้วย 1.พฤติกรรมการอยู่อาศัยไม่ว่าคนไทยหรือต่างชาติ ถ้าเลือกได้อยากอยู่ในบ้านของตัวเองตั้งแต่วันแรกที่ซื้อจนกระทั่งอายุ 80 ปี ไม่อยากจะย้ายไปอยู่ที่อื่น จะย้ายก็ต่อเมื่อสังขารไม่อำนวย ต้องย้ายไปอยู่สถานรักษาพยาบาลแทน

2.บ้านพักอาศัยจะต้องมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อยู่อย่างมีความสุขไปได้ยืนยาว 3.การเตรียมตัวของผู้สูงวัยเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อยหรือวัยทำงาน อยู่อาศัยไปเรื่อย ๆ จนเข้าสู่ภาวะสูงวัย ดังนั้น แนวคิดอารยสถาปัตย์ หรือบ้าน UD-Universal Design ควรออกแบบตั้งแต่วันแรกที่ลูกค้าคนวัยทำงานซื้อ 4.บ้านสำหรับคนทุกวัย หรือ UD ออกแบบเพื่อรองรับผู้สูงวัย หรือคนทุกวัยที่มีภาวะไม่แข็งแรงเหมือนคนปกติทั่วไป ซึ่งคนสูงวัยไม่แข็งแรง ตาก็มองไม่เห็น หูก็แทบไม่ได้ยิน

โดยมีของแถมแนวคิดบ้าน UD ซึ่งไม่ว่าจะเรียกด้วยศัพท์คำไหน อาทิ Universal Design, Design for All, Inclusive Design ล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน ในทางวิชาการมี 7 ข้อเป็นองค์ประกอบ เริ่มจาก 1.การออกแบบยังไงก็ได้ที่ใช้ได้ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่

2.การออกแบบ Universal Design ควรจะยืดหยุ่นในการใช้งานได้ในทุกเพศทุกวัย ที่สำคัญใช้ได้ทุกความสามารถของร่างกายตามสภาพอายุที่ไม่เท่ากัน

3.การออกแบบให้คนสูงวัยอย่าเอาอะไรที่ยุ่งยากมาก ๆ ปุ่มเยอะ ๆ ต้องเปิดอันนั้น-อันนี้-อันโน้น เพราะในชีวิตจริงคนอายุมาก ๆ รีโมตอันเดียวยังต้องรอหลานชายกลับบ้านมาช่วยเปิดให้

4.การออกแบบ UD เน้นต้องนำเสนอข้อมูลให้หลาย ๆ อย่าง เช่น ใช้สัญลักษณ์สี ตัวหนังสือ เป็นต้น

5.การออกแบบ UD ต้องมีจินตนาการ หมายความว่าถ้าผู้สูงวัยเดินไปตรงนี้จะตกมั้ย ถ้าเดินผ่านมุมนี้จะชนจะบาดเจ็บไหม หรือจะเกิดอะไรขึ้นไหม พอเรามีจินตนาการก็จะป้องกันสิ่งเหล่านั้นไม่ให้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ข้อนี้ถือเป็นการออกแบบที่เป็นแนวคิดหลัก

6.สำคัญมาก ๆ คือ อย่าออกแบบอะไรตามแฟชั่น หรือตามที่คิดว่าสวย แต่ไม่ง่ายในการใช้ชีวิตของคนสูงวัย เช่น ประตูโอเวอร์ไซซ์ ซึ่งไม่เป็นมิตรกับผู้สูงวัยเพราะเปิดไม่ได้ หนักเกินไป กรณีนี้ควรติดตั้งประตูเปิด-ปิดอัตโนมัติ หรือ Automatic Door ไปเลย

7.หลักการจำง่าย ๆ ตัวชี้วัดในการออกแบบ UD คือ “รถเข็น” คนสูงวัยต้องนั่งรถเข็น เพราะฉะนั้น ตราบเท่าที่รถเข็นวีลแชร์เข้า-ออกในพื้นที่ได้ ก็แปลว่าคนสูงวัยสามารถเข้าไปใช้พื้นที่ได้ เวลาเราออกแบบไม่จำเป็นต้องประตูเข้าบ้านทุกบาน ขอแค่ประตู 1 บานที่วีลแชร์เข็นเข้า-ออกบ้านได้พอแล้ว ห้องน้ำก็เช่นเดียวกัน ซึ่งประตูปกติกว้าง 80 ซม. แต่ประตู UD ต้องการความกว้าง 90 ซม.

“รถเข็นหรือวีลแชร์ลักษณ์ Dimension กว้าง 75 ซม. ความลึก 20 ซม. เวลาที่รถเคลื่อนที่ต้องใช้รัศมีหมุน 1.50 เมตร เพราะฉะนั้นแค่จำตัวเลขง่าย ๆ ในห้องน้ำผู้สูงวัยข้างในต้องมีพื้นที่ให้รถหมุนได้ 1.50 ม. นอกจากนี้มีเรื่องระนาบความสูง เวลาเรานั่งอยู่ที่เก้าอี้ความสูงที่เราเอื้อมถึงคือ 1.20 เมตร ความสูงอยู่ที่พื้นคือ 50 ซม. เรื่องนี้ต้องเน้นเพราะปลั๊กไฟสมัยนี้ส่วนใหญ่ติดตั้งความสูงแค่ 30 ซม.”

คลาสสิกเคสอีกเรื่องคือ “Ramp-ทางลาด” สัดส่วนตามกฎหมายต้อง 1 : 12 หมายความว่า ความสูง 1 เมตร ทางยาวจะต้องทอดยาวหรือลาดลง 12 เมตร ซึ่งจะต้องใช้พื้นที่เยอะ ดังนั้น ถ้าเห็น Ramp ที่ไหนสั้น ๆ น่าจะผิดหลักการออกแบบ UD

นอกจากนี้มี 3 ข้อคำนึงที่อาจเรียกว่าเป็นกฎเหล็กของ UD 1.ออกแบบยังไงก็ได้ให้ลดอันตรายให้มากที่สุด 2.ส่งเสริมความเป็นอิสระในการใช้ชีวิตพักอาศัย ผู้สูงวัยเคยปลูกต้นไม้ปลูกผักได้ เคยเป็นคนชอบทำอาหาร ชอบเล่นไพ่ ฯลฯ เขาควรจะทำได้เหมือนเดิม การออกแบบเราต้องทำยังไงก็ได้ให้ Space Accommodate Activity เดิมให้สามารถทำได้อยู่ต่อไป เพราะฉะนั้น ผู้ออกแบบต้องคิด ต้องจินตนาการว่าคนสูงวัยจะทำอย่างนั้นได้ยังไง เพื่อทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น คุณภาพชีวิตผู้สูงวัยดีขึ้น

ทั้งนี้ ฝากเป็นการบ้านให้กับดีเวลอปเปอร์ผู้พัฒนาโครงการบ้านจัดสรร ดีไซน์ UD ไม่ใช่แค่มักออกแบบการเข้าบ้านได้ การออกบ้านได้ แต่วันนี้ผู้สูงวัยเข้า-ออกด้วยรถเข็น วันหน้าอาจจะเข้าออกด้วยรถพยาบาล หรืออะไรก็แล้วแต่ ขอแค่ 1 ทางที่สามารถเข้าออกได้ ทั้งการเดิน การนั่งวีลแชร์ และการใช้รถพยาบาล ซึ่งอาจดีไซน์เผื่อจากสเปซด้านข้างบ้านก็ได้ เป็นต้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หนทางอสังหาฯฟื้นตัวปี 2026 ตุนเงินสด-พร้อมบุกรอบใหม่-ใส่ใจยูนิเวอร์แซลดีไซน์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...