33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (153)
บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (153)
พร้อมเผชิญคลื่น ‘อุปสรรค’
ในเวลานั้น พื้นที่ สภ.อ.สิงหนคร จ.สงขลา เหมือนตกอยู่ในสภาวะวิกฤต มีแต่ความรุนแรงที่สั่งสมมาอย่างยาวนานจนเกิดปะทุขึ้นในทุกทิศทุกทางพร้อมๆ กัน
หรือเป็นเพราะที่ผ่านมาเนิ่นนานปัญหาถูกซุกเอาไว้ใต้พรม เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบต่างไม่อยากเข้าไปยุ่ง เลยเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างไปตามยถากรรม บ้านเมืองจึงป่าเถื่อน ดังเช่นที่ปรากฏในบทความการวิเคราะห์ตามหน้าหนังสือพิมพ์ในห้วงเวลานั้น
เมื่อมีใครคิดเข้ามาแก้ไขอย่างจริงจัง จึงถูกต่อต้านอย่างหนัก
ตั้งแต่ผมมาทำหน้าที่ที่โรงพักสิงหนครวันแรกจนถึงวันนี้ผมจึงรู้สึกเหมือนถูกกระแสคลื่นที่หนักหน่วงรุนแรงโหมกระหน่ำซัดสาดใส่จนแทบตั้งตัวไม่ติด และการทำหน้าที่ก็มีทั้งสุขและทุกข์ มีทั้งความสำเร็จและล้มเหลว วนอยู่ในเกลียวคลื่นนั้น จนมองไม่เห็นทางออกเลย
และคิดไม่ถึงว่า ผมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่งเครื่องแบบมีอาวุธปืนออกไปปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบ จะถูกชาวบ้านท้าทายได้มากมายถึงเพียงนี้ และเป็นมาหลายครั้งแล้ว
ถึงกระนั้นก็ตาม แม้จะพบเจออุปสรรคมากเพียงใด ผมก็ยังมีจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่เคยท้อแท้ ไม่เคยคิดที่จะวางมือหรือปล่อยวาง
ผมกลับถือว่า เป็นเรื่องที่ท้าทายความรู้ความสามารถ การตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว
เป็นโอกาสที่ผมจะได้ทำหน้าที่ของผมให้เต็มความภาคภูมิ แม้ว่าผมจะยังมีอาการเจ็บระบมและฟกช้ำที่ถูกของแข็งกระแทกเข้าที่ลำตัวจากการถูกกลุ่มคนที่เข้ามาแย่งตัวผู้ต้องหายาเสพติดก็ตาม
ผมรู้ว่า คนใต้เป็นคนที่รักพวกพ้องมากจริงๆ เป็นความสมัครสมานสามัคคีและถ้าทำให้เกิดแต่สิ่งที่ดีงาม เกิดประโยชน์ต่อสังคม คนหมู่มาก น่าสรรเสริญยิ่งนัก
แต่หลายครั้งแล้ว ผมได้เห็นความรักพวกพ้อง ได้นำพาให้กระทำในทางที่ผิดๆ โดยไม่มีใครทักท้วงหรือห้ามปรามแต่กลับส่งเสริมกันจนมืดบอด
ไม่ว่าจะเป็นการปิดถนนปิดสะพานประท้วง การช่วยกันขัดขวางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ให้จับกุมคนทำผิด กล้าทำร้ายเจ้าหน้าที่
ส่วนที่ศาลจังหวัดสงขลา ในวันนี้ ผมทราบว่ามีการสืบพยานโจทก์คดีฆ่ายกครัว 5 ศพครอบครัวบุญทวีเป็นนัดที่ 5 และมีเรื่องต่างๆ มากมายเกิดขึ้น โดยนายพิณัฐ เลขานุกิจ ทนายขอแรงที่ศาลแต่งตั้งให้ และนายวิมล ขวัญเกื้อ ที่นางแดง ทองกุล แม่ของนายเรืองศักดิ์ ทองกุล ว่าจ้างมาแก้ต่างให้ลูกชาย เป็นทนายจำเลย
แต่นายพิณัฐได้แจ้งต่อศาลขอถอนตัวจากการเป็นทนายให้จำเลยที่ 1 ขอว่าความให้เฉพาะจำเลยที่ 2 เท่านั้น
ส่วนนางกิ้มอิ้น บุญทวี มารดานายประภาส บุญทวี ได้ยื่นคำร้องขอถอนจากการเป็นโจทก์ร่วม เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกับนายจรูญ ฉุ้นประดับ ทนายความ
และนายสงกรานต์ แก้วอุบล จำเลยที่ 2 ได้แถลงต่อศาลว่า ขอถอนคำให้การปฏิเสธ และยอมรับสารภาพตามคำฟ้องโจทก์ของทั้งหมด
ซึ่งศาลได้ถามว่า ทำไมถึงสารภาพ นายสงกรานต์ตอบว่า เพราะตนสำนึกผิด ศาลจึงถามว่ายืนยันว่าจะไม่กลับคำให้การใช่หรือไม่ จำเลยที่ 2 ตอบว่า จะไม่กลับคำให้การอีก
ศาลถามต่อว่า ได้ร่วมกระทำผิดกับผู้อื่นใช่หรือไม่ จำเลยที่ 2 ตอบว่า ใช่ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ผมรับรู้ และวันนี้ นายสุนทร ฤทธิภักดี นายอำเภอสิงหนคร ได้ขึ้นเบิกความในชั้นศาลแล้ว
ในวันเดียวกันนั้น พ.ต.ท.เกียรติ ขันหาญศึก สวป.สภ.อ.ธารโต จ.ยะลา เบิกความในส่วนที่เกี่ยวกับการสืบทราบว่า จำเลยที่ 1 นำพระเครื่องมามอบให้นายวิสูตร ไตรสุวรรณ คนใน อ.ธารโต และเป็นผู้ที่พานายวิสูตร ไตรสุวรรณ พยานเข้าให้การต่อ พล.ต.ต.วรรณรัตน์ คชรักษ์ รอง ผบช.ก. จนกระทั่งรู้ตัวคนร้าย
พยานปากต่อมาคือ จ.ส.ต.วินัย สาวัตรัตน์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ.ธารโต จ.ยะลา ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ไปพักอยู่ด้วย 1 คืน หลังจากการฆ่าโหดและมอบพระเครื่องให้ไว้
นับตั้งแต่ผมมาปฏิบัติหน้าที่ที่โรงพักสิงหนคร ผมได้ร่วมกับเพื่อนตำรวจในทีมชุดสืบสวนทำงานกันอย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมต่างๆ ในพื้นที่
ซึ่งได้สรุปและรายงานการทำงานในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาให้ผู้บังคับบัญชาได้ทราบ
สรุปผลการจับกุมของชุดสืบสวน ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2539 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2540 มีผลดังนี้
1. จับกุมคดีอุกฉกรรจ์ได้ 7 ราย ผู้ต้องหา 8 คน
2. จับกุม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ 132 ราย ผู้ต้องหา 145 คน
2.1 มีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง 94 ราย ผู้ต้องหา 101 คน
2.2 จำหน่ายเฮโรอีน 11 ราย ผู้ต้องหา 11 คน
2.3 มีกัญชาไว้ในครอบครอง 24 ราย ผู้ต้องหา 30 คน
2.4 จำหน่ายกัญชา 2 ราย ผู้ต้องหา 2 คน
2.5 พืชกระท่อม 1 ราย ผู้ต้องหา 1 คน
3. จับกุม พ.ร.บ.การพนัน 26 ราย ผู้ต้องหา 148 คน
4. จับกุม พ.ร.บ.อาวุธปืน 21 ราย ผู้ต้องหา 21 คน
5. จับกุมคดีลักทรัพย์ รับของโจร 23 ราย ผู้ต้องหา 39 คน
6. จับกุมคดีพยายามฆ่าผู้อื่น 4 ราย ผู้ต้องหา 5 คน
7. จับกุมการก่อความวุ่นวาย 1 ราย ผู้ต้องหา 15 คน
8. อื่นๆ 6 ราย ผู้ต้องหา 6 คน
ตรวจค้นบ้านพักของบุคคลที่ต้องสงสัยว่าจะมีสิ่งของที่ผิดกฎหมาย รวม 97 ครั้ง
ควบคุมและร่วมสอบสวนคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สภ.อ.สิงหนคร จ.สงขลา ทั้งหมด โดยควบคุมการปฏิบัติของ สวส. 1 นาย และ รอง สวส. 3 นาย
ภาระหน้าที่ที่ผ่านมา ผมทำงานอย่างจริงจังหามรุ่งหามค่ำ จึงหนักหนาสาหัสมาก
แต่เป็นเพราะผมมีสภาพร่างกายที่แข็งแรง วิ่งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สภาพจิตใจก็เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว พร้อมที่จะฝ่าฟันอุปสรรคทุกอย่างและเดินหน้าต่อไป
ในวันต่อๆ มา ศาลจังหวัดสงขลายังคงสืบพยานโจทก์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนำตัวเพื่อนของนายเรืองศักดิ์ ทองกุล มาเบิกความยืนยันพฤติกรรมของนายเรืองศักดิ์ที่เคยชวนไปปล้นทรัพย์ แต่ปฏิเสธ และนำ ร.ท.ประสิทธิ์ ทองรักษ์ พยานที่เป็นนายทหารที่เชี่ยวชาญเรื่องการผูกเงื่อนว่า เงื่อนที่ใช้ผูกกับศพ เป็นวิธีเดียวกันกับที่จำเลยที่ 1 ผูกประกอบคำรับสารภาพในวันที่ทำแผนได้อย่างคล่องแคล่ว เงื่อนทุกเงื่อนเหมือนกันหมด หากไม่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีจะไม่สามารถผูกได้
การสืบพยานมีอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งวันที่ 3 กรกฎาคม 2540 ศาลจังหวัดสงขลา ได้มีการเร่งพิจารณาคดีที่มีนายเรืองศักดิ์ ทองกุล เป็นจำเลยที่ 1 นายสงกรานต์ แก้วอุบล จำเลยที่ 2 วันนี้ น.ส.อรพรรณพิลาศ โอวาทตระกูล ผู้พิพากษา นั่งบัลลังก์สืบพยานโจทก์ ตั้งแต่ภาคเช้า จนกระทั่งล่วงพ้นภาคบ่ายไปแล้ว การสืบพยานก็ยังไม่เสร็จสิ้น
ศาลได้ขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายโจทก์ที่มีอัยการ ฝ่ายทนายจำเลย ตำรวจ เจ้าหน้าที่เรือนจำ และเจ้าหน้าที่ของศาลว่า วันนี้จะสืบพยานไปให้ได้มากที่สุด และอาจจะใช้เวลาจนดึก ซึ่งทุกฝ่ายต่างตอบรับยินดีที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามจุดประสงค์
การสืบพยานกินเวลานานจนกระทั่งถึงเวลา 23.00 น. จึงได้ยุติลง และ สภ.อ.สิงหนคร เป็นผู้รับผิดชอบเป็นฝ่ายจัดหาอาหารมื้อเย็นมาบริการให้กับทุกคน รวมไปจนถึงมีข้าวต้มรอบดึก กาแฟอาหารว่าง ไม่ได้ขาดตกบกพร่องแต่ประการใด
ถือเป็นประสบการณ์เพียงครั้งเดียวในชีวิตของผม ที่ได้เห็นการพิจารณาคดีอย่างยืดยาวเช่นนี้
ผมจึงขอชื่นชมทุกฝ่ายที่ตั้งใจร่วมมือกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความอดทน และตรากตรำ ประกอบกับความรู้ความสามารถของ น.ส.อรพรรณพิลาศ โอวาทตระกูล ผู้พิพากษา ที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้น ทุกสิ่งทุกอย่างจึงดำเนินไปได้ด้วยดี
ในวันนี้อีกเช่นกัน พล.ต.ต.ธีระ ธุระเจน รอง ผบช.ฯ รรท.ผบช.ภ 9 ได้วิทยุด่วนที่สุด ถึงตำรวจทุกหน่วยในสังกัดของตำรวจภูธรภาค 9 ให้เร่งรัดจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่หลบหนีในการจับกุม คือ นายสมหมาย ภักดีบูรณ์ มาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด
ผู้ต้องหาคนนี้คือคนที่ต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของตำรวจชุดจับกุมของผม และมีชาวบ้านเลมาชิงตัวพาหลบหนีไป ทั้งผมและตำรวจในชุดของผม ยังถูกชาวบ้านเล ทำร้ายได้รับบาดเจ็บอีกด้วย
ผมย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว นายสมหมาย ภักดีบูรณ์ ก็ยังสามารถหลบหนีการจับกุมของตำรวจได้นานอีกหลายปี จนกระทั่งรัฐบาลประกาศทำสงครามกับยาเสพติด นายสมหมายกลัวตาย จึงมอบตัวกับตำรวจ เพราะนอนในคุกปลอดภัยกว่า
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (153)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly