โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

วิจัยชี้ ! วัยรุ่น - ผู้ใหญ่ ไถมือถือก่อนนอน กระทบการนอนไม่เท่ากัน

BT Beartai

อัพเดต 11 ธ.ค. 2568 เวลา 03.54 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2568 เวลา 12.32 น.
วิจัยชี้ ! วัยรุ่น - ผู้ใหญ่ ไถมือถือก่อนนอน กระทบการนอนไม่เท่ากัน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราทุกคนมากขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเชื่อมต่อเราเข้ากับโลกทั้งใบได้ทุกเวลา ไม่เว้นแม้กระทั่งช่วงก่อนนอน ที่หลายคนมักใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมือถือ แทนที่จะนอนพักผ่อน เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับวันถัดไป
ซึ่งเราอาจจะเคยได้ยินจากผู้เชี่ยวชาญหรืองานวิจัยต่าง ๆ ที่บอกว่า การเล่นมือถือก่อนนอนจะทำให้นอนไม่หลับ และทำให้คุณภาพการนอนของเราแย่ลง บ้างก็บอกว่าแสงสีฟ้าจากหน้าจอไปรบกวนการนอนหลับของเรา หรือแสงสีฟ้าจะไปยับยั้งการผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการนอนหลับ แต่ข้อมูลล่าสุดที่ออกมาระบุว่า ‘สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่จริงเสมอไป’

“แสงสีฟ้า” อาจไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริงของการนอน

ศาสตราจารย์คอลลีน คาร์นีย์ (Colleen Carney) ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับและโรคอารมณ์แปรปรวน (Mood disorders) จากมหาวิทยาลัยโทรอนโตเมโทรโพลิแทน (Toronto Metropolitan University หรือ TMU) กล่าวว่า ผลการวิจัยเหล่านั้นไม่ได้คำนึงถึงช่วงอายุ ระยะเวลา หรือความเข้มข้นของการรับแสง และเสริมว่า การวิจัยอื่น ๆ ในสาขานี้ใช้เงื่อนไขการทดลองที่ไม่สะท้อนถึงการใช้ชีวิตประจำวันของคนทั่วไป และในบางครั้งได้มีการใช้อคติในกระบวนการวิจัย เพื่อจะพิสูจน์ว่าแสงสีฟ้าเป็นสาเหตุของปัญหาการนอนหลับ

โดยศาสตราจารย์คาร์นีย์ยอมรับว่ามีการทำวิจัยพวกนั้นจริง แต่เพื่อที่จะได้ผลลัพธ์เหล่านั้น ในการศึกษาจึงมักเลือกกลุ่มคนที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น เพราะเป็นช่วงวัยที่กำลังไวต่อแสง ซึ่งสำคัญมากต่อผลลัพธ์ที่จะออกมา จากนั้นก็จะทดสอบให้คนเหล่านี้อยู่ในห้องแล็บที่มีแสงสลัวตลอดทั้งวัน และผู้คนก็นำผลการวิจัยในด้านนี้ไปใช้อย่างกว้างเกินไป อีกทั้งยังไม่ได้สนใจงานวิจัยที่ไม่พบผลลัพธ์แบบนี้อีกด้วย

ผลกระทบของแสงสีฟ้าต่อวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น

ขณะเดียวกันก็มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Brain Communications เมื่อปี 2023 ซึ่งได้วัดการนอนหลับของผู้ชายที่อยู่ในวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ด้วยการให้อ่านหนังสือหนังสือแบบเป็นเล่มจริง ๆ เทียบกับการเล่นโทรศัพท์มือถือที่ปล่อยแสงสีฟ้าก่อนนอน ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ตรงกับแนวคิดที่ว่าแสงสีฟ้าสามารถยับยั้งการทำงานของเมลาโทนินได้ แต่ก็พบว่าผลลัพธ์เหล่านี้จะลดลงหากหยุดใช้โทรศัพท์อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงก่อนนอน

อีกทั้งในปี 2024 คณะผู้เชี่ยวชาญของมูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติ (National Sleep Foundation) ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับและกุมารเวชศาสตร์ 16 คน ได้เผยแพร่แถลงการณ์ที่ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า การเล่นมือถือส่งผลเสียต่อสุขภาพการนอนหลับของเด็กและวัยรุ่น แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะคอนเทนต์หรือเนื้อหา โดยยังไม่ได้ข้อสรุปว่าการได้รับแสงสีฟ้าจากการใช้หน้าจอก่อนนอนนั้นจะส่งผลเสียต่อการนอนหลับของผู้ใหญ่หรือไม่

ดร. อเล็กซ์ ดิมิทรีอู (Dr. Alex Dimitriu) จิตแพทย์และแพทย์ด้านการนอนหลับ กล่าวว่า “มันน่าสนใจ เพราะมันขัดแย้งกับงานวิจัยจำนวนมากที่ได้รับการยืนยันแล้ว ซึ่งชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่ชัดเจนของการใช้หน้าจอต่อคุณภาพการนอนหลับ”

โดย ดร. ดิมิทรีอู ยกตัวอย่างการศึกษาของสมาคมโรคมะเร็งแห่งอเมริกา (American Cancer Society) ในปี 2025 ซึ่งผู้เขียนยอมรับว่ามีการค้นพบที่น่าสนใจบางอย่าง รวมถึงความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนจากการศึกษานี้ และเป็นไปได้ว่าผู้ที่นอนหลับได้ดีอาจจะใช้โทรศัพท์หรือไม่ใช้เลยก็ได้ ในขณะที่ผู้ที่นอนหลับไม่ดีไม่แน่ใจว่าเกิดจากสาเหตุใด

โดยวารสาร Frontiers in Psychology ฉบับปี 2022 ได้วิเคราะห์งานวิจัย 24 ชิ้น เพื่อหาคำตอบสำหรับคำถามนี้ในกลุ่มคนที่เป็นผู้ใหญ่ตอนต้น ซึ่ง 1 ใน 5 ของงานวิจัยรายงานว่า คุณภาพการนอนหลับลดลงหลังจากได้รับแสงสีฟ้า ขณะที่ 1 ใน 3 รายงานว่า ระยะเวลาการนอนหลับลดลง และครึ่งหนึ่งของงานวิจัยทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความเหนื่อยล้าที่ลดลงในช่วงก่อนนอน ที่อาจนำไปสู่ปัญหาการนอนหลับ สอดคล้องกับการที่แสงสีฟ้าได้เพิ่มความตื่นตัว และเพิ่มประสิทธิภาพการรับรู้ในช่วงกลางวัน

“โดยทั่วไปแล้ว ผลกระทบที่เฉพาะเจาะจงของการสัมผัสแสงสีฟ้าเป็นเรื่องที่ยังคงไม่ชัดเจน และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมก่อนจะสามารถสรุปผลที่แน่นอนและมีหลักฐานยืนยันได้” การศึกษาระบุ และแม้ว่านักวิจัยจะกล่าวว่า “แสงสีฟ้าอาจมีผลเสีย เช่น ทำให้คุณภาพการนอนหลับและระยะเวลาการนอนหลับลดลง ซึ่งอาจทำให้สมรรถภาพทางกาย ทางสติปัญญา และการฟื้นตัวของนักกีฬาแย่ลง”

“คอนเทนต์” คือตัวการสำคัญที่ทำให้คุณภาพการนอนแย่ลง

ผลการศึกษาจาก TMU และมหาวิทยาลัยลาวาล (Université Laval) ได้แสดงให้เห็นถึงภาพรวมที่ซับซ้อนมากขึ้นของนิสัยการนอนของคนยุคใหม่ ซึ่งผลการศึกษานี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Sleep Health เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา ในบทความที่ชื่อว่า “ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างการใช้หน้าจอก่อนนอนกับสุขภาพการนอนหลับของผู้ใหญ่ (The complex association between bedtime screen use and adult sleep health)”

โดยงานวิจัยนี้ ศึกษาจากผู้เข้าร่วมในแคนาดา 1,342 คน ให้ผู้เข้าร่วมตอบคำถามเกี่ยวกับการใช้หน้าจอก่อนนอนและสุขภาพการนอนหลับในวัยผู้ใหญ่ (อายุ 18 ปีขึ้นไป) ซึ่งกว่า 80% ของผู้เข้าร่วมรายงานว่ามีการใช้หน้าจอก่อนนอนในเดือนที่ผ่านมา และกว่าครึ่งหนึ่งมีการใช้หน้าจอก่อนนอนทุกคืน โดยผลออกมาพบว่า คนที่ใช้หน้าจอก่อนนอนทุกคืน และคนที่ไม่ใช้หน้าจอเลย มีสุขภาพการนอนโดยรวมดีไม่ต่างกัน แต่คนที่ใช้โทรศัพท์เพียงแค่ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์กลับกลายเป็นคนที่มีการนอนหลับแย่ที่สุด ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ขัดแย้งกันและยังต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

ผลการศึกษานี้คล้ายกับการค้นคว้าก่อนหน้าที่ชี้ให้เห็นว่าแสงสีฟ้าอาจถูกใส่ร้ายอย่างไม่เป็นธรรม โดยพบว่า สิ่งที่เราทำอยู่บนมือถือก็มีความสำคัญพอ ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นอะไรบางอย่างที่ทำให้คุณติดอกติดใจ ทำให้คุณหงุดหงิด หรือแม้กระทั่งแจ้งเตือนที่โผล่ขึ้นมาบนหน้าจอด้วยก็ตาม อาจจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ได้ว่า คอนเทนต์หรือเนื้อหาที่เราดูอยู่บนหน้าจอขณะนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อการนอนหลับของเรานั่นเอง

“อาจมีเหตุผลที่ต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการได้รับแสงสีฟ้ามากเกินไปในช่วงเย็นสำหรับวัยรุ่น เนื่องจากวัยรุ่นจะมีความไวต่อแสงมากกว่า” ศาสตราจารย์คาร์นีย์กล่าวในเอกสารเผยแพร่ผลการศึกษา “เมื่อเราอายุมากขึ้น ความไวต่อแสงของดวงตาจะลดลง และยังมีผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับอายุที่ทำให้แสงรบกวนน้อยลง”

สรุปแล้ว “คนอายุน้อย” ได้รับผลกระทบเยอะที่สุด

นักวิจัยที่ TMU ยังพบว่า คนอายุน้อยอาจมีความเสี่ยงต่อผลกระทบของแสงที่กดการทำงานของเมลาโทนินมากกว่า และการศึกษามากมายพบว่าการสัมผัสแสงในเวลากลางคืน อาจส่งผลกระทบต่อเด็กและวัยรุ่นมากกว่า ไม่ใช่วัยผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเป้าหมายการศึกษาของ TMU

จากผลการศึกษาที่ซับซ้อนนี้ชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบของการใช้หน้าจอก่อนนอนต่อคุณภาพการนอนหลับนั้นขึ้นอยู่กับบริบทและช่วงวัย โดยวัยรุ่นจะได้รับผลกระทบจากแสงสีฟ้ามากกว่า แต่ในวัยผู้ใหญ่อาจได้รับผลกระทบจากเนื้อหาหรือคอนเทนต์ที่รับชมมากกว่าแสงสีฟ้า

ดังนั้น หากต้องการพักผ่อนและนอนหลับอย่างมีคุณภาพ ควรจำกัดการใช้หน้าจออย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงก่อนนอน และปิดการแจ้งเตือนหรือหลีกเลี่ยงเนื้อหาที่เร้าอารมณ์ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้เตรียมพร้อมเข้าสู่การพักผ่อนอย่างเต็มที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...