โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธปท.หวั่นดอกเบี้ยต่ำยาว”บั่นทอนเสถียรภาพ–ลดกระสุนรับวิกฤต”

ทันหุ้น

อัพเดต 07 ม.ค. เวลา 06.33 น. • เผยแพร่ 07 ม.ค. เวลา 06.33 น.

#ทันหุ้น ธปท.หวั่นดอกเบี้ยต่ำยาวบั่นทอนเสถียรภาพ ลดพื้นที่นโยบายการเงินรองรับวิกฤต ชี้ปัญหาสหรัฐ-เวเนฯเป็นความเสี่ยงทางการทหารซ้ำเติมสงครามการค้า ขณะที่ ประเมินเศรษฐกิจไทย 68-70 โตต่ำ ปัญหาโครงสร้างฉุดรั้งและท้าทายเศรษฐกิจ จับตาเปลี่ยนตัวประเฟดเขย่าการเงินโลก

นายจักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)กล่าวระหว่างการแถลง Monetary Policy Forum ครั้งที่ 4/2568 ตอนหนึ่งว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ครั้งล่าสุดได้มีมติปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ในระดับ 1.25% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำ โดยมีเพียงช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 เท่านั้นที่อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าระดับนี้ นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าภาวะการเงินจะผ่อนคลายเพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจและเสริมประสิทธิภาพนโยบายการคลัง

อย่างไรก็ดี เมื่อดอกเบี้ยนโยบายลงมาค่อนข้างต่ำระดับนี้แล้ว เราก็ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพระยะปานกลางไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสะสมความเปราะบางที่มาจากดอกเบี้ยที่ต่ำมาเป็นระยะเวลานาน รวมถึง พื้นที่นโยบายการเงิน(Policy Space)ในการรองรับเหตุการณ์ที่อาจจจะมีขึ้นในระยะข้างหน้า เนื่องจากมองไปข้างหน้ายังคงมีความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้พอสมควร

ทั้งนี้ ในการประชุมกนง.ครั้งดังกล่าวได้คอนเฟิร์มภาพว่า เศรษฐกิจชะลอตัวลงจากครึ่งแรกของปีที่แล้ว ด้วยปัจจัยทางด้านวัฏจักรและโครงสร้างที่ฉุดรั้งเป็นความท้าทายเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจในปี 68-70 โตได้ค่อนข้างต่ำ ในแง่เงินเฟ้อต่ำต่อเนื่องจากปัจจัยด้านราคาอุปทาน อย่างไรก็ดี ในแง่แรงกดดันเงินเฟ้อทางด้านอุปสงค์ก็มีจำกัดจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ ในแง่ภาวะการเงินยังหดตัวต่อเนื่องจากดีมานด์ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจที่โตช้า แต่ที่กนง.ให้ความสำคัญ คือ ภาวะการเงินที่เปราะบางของธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งถูกกดดันจากปัจจัยการแข่งขันจากภายนอกและภายในประเทศ รวมถึงภาวะการเงินทั้งสินเชื่อและค่าเงินบาทที่มีการแข็งค่าเร็วในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายในปีที่แล้วได้ปรับลดลงต่อเนื่อง

นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท.กล่าวว่า เศรษฐกิจเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดต่อเนื่อง แม้ว่า การส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ดีในปี 2568 หรือโตราว 12% แต่ไม่สามารถเป็น engine of growth ได้ เนื่องจาก ในสัดส่วนการส่งออกที่โตราว 50%มาจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์และยังมีการนำเข้าที่สูง ทำให้เห็นว่า แม้การส่งออกจะโต แต่การผลิตในประเทศแทบไม่โต และยังสูญเสียความสามารถในการแข่งจากการนำเข้าที่เพิ่มอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากจีนที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 15% ในปี 2555 เป็น 31% ในปี 2568

ในด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักคิดเป็น 8% ของจีดีพีพบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในกลุ่มคู่แข่งที่จำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2568 ยังไม่ฟื้นตัวกลับไปเท่าช่วงก่อนโควิด โดยมียอดนักท่องเที่ยวเพียง 33 ล้านคน ติดลบ 7% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ วิกฤตการผลิตส่งผลต่อเนื่องถึงตลาดแรงงาน โดยพบว่า มีการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม เข้าสู่ภาคบริการแบบดั้งเดิม ซึ่งมีผลิตภาพต่ำ

ทั้งนี้ ธปท.ประเมินจีดีพีปี 68 จะเติบโตได้ที่ 2.2% ปี 2569 เติบโตได้ที่ 1.5% และปี 2570 เติบโตที่ 2.3% ส่วนการส่งออกปี 2568 โตที่ 12% ปี 2569 โตที่ 0.6% ปี 2570 โตที่ 1.7% ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น ในปี 2568 อยู่ที่ 33 ล้านคน ปี 2569 อยู่ที่ 35 ล้านคน ปี 2570 อยู่ที่ 36 ล้านคน

“แนวโน้มในปี 2569 ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงอีกเหลือ 1.5% โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว ตามรายได้ที่ลดลง งบประมาณภาครัฐล่าช้า คาดว่าจะล่าช้าประมาณ 2-3 เดือน เนื่องจากการยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 และฐานตัวเลขส่งออกที่สูง จากปี 2568 ทำให้ปีต่อไปเติบโตได้ยากขึ้น”

นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส สายนโยบายการเงิน ธปท.กล่าวว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 8% โดยมีสาเหตุหลักจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่ดีกว่าคาด และการซื้อขายทองคำมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อความผันผวนของค่าเงิน เนื่องจากมูลค่าการซื้อขายทองคำในปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นกว่าในอดีตหลายเท่าตัว นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาถึงนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงในอนาคต

ด้านนายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท.กล่าวถึงกรณีสหรัฐปฏิบัติการโจมตีเวเนซุเอล่าว่า จะยิ่งกระทบให้เกิดความไม่แน่นอนต่อปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมากขึ้น ถือเป็นภาคที่สองหลังจากเกิดสงครามการค้าในระยะแรก โดยสิ่งแรกที่จะได้รับผลกระทบต่อการลงทุนที่จะชะลอ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งรวมถึง การเปลี่ยนตัวประธานเฟดที่จะมีผลต่อการเงินโลกในช่วงปลายปีด้วย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...