โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SUS: รู้จัก ‘ซุมซู’ แมวในตำนานของจีน สัตว์ที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือหลายเล่ม แต่ไม่มีใครเคยเห็นตัวจริงของมัน

BrandThink

เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2568 เวลา 04.25 น.

ในหนังสือ‘Variation of Animals and Plants Under Domestication’ ที่เขียนโดย ชาร์ลส์ ดาร์วิน ได้อธิบายถึงแมวชนิดหนึ่งที่พบในประเทศจีนไว้สั้นๆ ว่า ในประเทศจีนมีแมวที่สุภาพสตรีจีนชื่นชอบเป็นอย่างมาก เป็นแมวขนยาว หูตก แต่บางคนบอกว่ามันไม่ใช่แมว แต่เป็นสัตว์ที่เรียกว่า‘Samxces’

แน่นอนว่า หากเราเอาคำว่า ‘Samxces’ ไม่ค้นหาย่อมไม่พบคำอธิบายที่ตรงกับศัพท์คำนี้มากนัก แถมในยุคที่ตัวช่วยการค้นหาพร้อมสลับตำแหน่งตัวอักษรให้เราโดยไม่ร้องขอก็ยิ่งนำเราออกห่างสิ่งที่อยากรู้มากยิ่งขึ้น

แต่เรื่องแบบนี้ก็ใช่ว่าเกิดกับเทคโนโลยีปัจจุบัน ในอดีตที่คนเราสื่อสารผ่านการเขียนตัวอักษร การบันทึกเรื่องราวจากแดนไกลต่างภาษา การคัดลอก ทำซ้ำโดยขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็เคยนำพาเราออกห่างข้อเท็จจริงมาแล้วเหมือนกัน

ดังเช่นเรื่องราวของ ‘ซุมซู’ สัตว์ที่ถูกเชื่อว่าเป็นแมวชนิดหนึ่งที่พบในประเทศจีน เหตุการคัดเลือกแปลความหลายภาษา รวมถึงรายละเอียดภาพวาด ก็พาให้เรื่องราวนี้ผิดเพี้ยนไปไกลโข

เล่าอย่างรวบรัด เดิม ‘ซุมซู’ หรือ‘sumxu’ ถูกบันทึกไว้โดยมิชชันนารีชาวโปแลนด์ แกวาดภาพประกอบสัตว์ที่พบและเขียนข้อความกำกับภาษาจีนและคำอ่านภาษาบ้านเกิดและจัดพิมพ์ในหนังสือออกมา แวบแรกไม่มีใครดูออกหรอกว่านี่คือตัวอะไร แต่แกก็เขียนกำกับไว้ว่าเป็นตัววีเซิล

ต่อมามีคณะจากอิตาลีเดินทางไปบ้าง ก็ได้เขียนบันทึกบรรยายถึงการพบแมวสีขาวขนยาวหูพับไว้ โดยบอกรายละเอียดเพิ่มเติมว่าคล้ายแมวสกอตติชโฟลด์ ที่ต่อมาก็ถูกคัดลอกและแปลเป็นภาษาอื่นๆ รวมถึงภาพวาดของมิชชันนารีชาวโปแลนด์ก็ถูกคัดลอกซ้ำด้วยเช่นกัน

และไม่รู้ว่าใครไปพลาดที่ตรงไหน ดันมีการจับแพะชนแกะเอาภาพวาดโดยมิชชันนารีชาวโปแลนด์กับเรื่องราวของคณะจากอิตาลีมารวมกัน กลายเป็นการสรุปความง่ายๆ ว่า พบแมวชนิดหนึ่งในประเทศจีน และมันถูกเรียกว่าซุมซูไปเสียอย่างนั้น

ต้องอธิบายก่อนว่า ช่วงที่มิชชันนารีจากโปแลนด์และอิตาลีเดินทางไปประเทศจีนเกิดขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 แต่เรื่องราวของแมวที่ถูกเรียกว่าซุมซูนี้เพิ่งมาแพร่หลายเอาตอนศตวรรษที่ 18 ยุคที่ตำราบันทึกธรรมชาติเริ่มผลิดอกเบ่งบาน เรื่องราวของแมวที่ไม่มีใครเคยเห็นก็ถูกเขียนถึงกันมากขึ้น พร้อมข้อมูลใหม่ๆ ที่เพิ่มพูนขึ้นมา

แต่ก็ต้องบอกอีกว่า ข้อมูลที่เพิ่มมานั้นบางส่วนก็เป็นแนวคิดเชิงทฤษฎี เช่น แมวขนยาวหูตกอาจเป็นแมวลูกผสมข้ามสายพันธุ์ ที่ไม่ได้เกิดจากการพบเจอโดยตรงของผู้เขียน หรือบางกรณี เช่นของชาร์ลส์ ดาร์วิน ก็เป็นการเขียนจากคำบอกเล่าของบุคคลอื่น

ในหนังสือบางเล่มเขียนไว้ว่า แมวชนิดนี้เป็นสัตว์ที่ชาวจีนเลี้ยงไว้จับหนู แต่ที่หลุดโลกที่สุด เป็นสมมติฐานที่เขียนไว้ในหนังสือ‘Die Hauskatze, ihre Rassen und Varietäten’ ของฌอง บุงการ์ตซ์ (Jean Bungartz) นักเขียนและนักวาดภาพประกอบชาวเยอรมัน ที่บอกว่าแมวชนิดนี้คนจีนเลี้ยงไว้เป็นอาหาร และเหตุที่หูมันตกหรือพับลง ก็เพราะว่ามันไม่จำเป็นต้องใช้ฟังเสียงเพื่อล่าสัตว์หาอาหารอีกแล้ว จึงวิวัฒนาการรูปร่างหูเป็นแบบนั้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหนังสือของพี่แกก็ยังบอกไว้ว่า เคยเห็นแมวชนิดนี้จริง จากลูกเรือที่เดินทางจากจีน แต่นอกจากข้อเขียนแล้ว ก็ไม่ได้มีอะไรแสดงเป็นหลักฐานได้เลย

หรือในหนังสือ ‘The Book of the Cat’ (1903) ที่เขียนโดย ฟรานเซส ซิมป์สัน (Frances Simpson) คนรักแมวและนักเขียนเรื่องแมวจากอังกฤษ ก็ยังเคยเขียนถึงแมวอันเป็นตำนานจากจีน แต่ก็บอกชัดในหนังสือว่า ไม่มีใครเคยเห็นตัวจริง และให้ความเห็นอย่างน่าสนใจว่า ลักษณะหูที่พับอาจมาจากอาการป่วยก็เป็นได้

แต่ความพยายามในการตามหาแมวตัวนี้ก็ไม่เคยเป็นที่ลดละ ในช่วงทศวรรษ 1920 กล่าวกันว่าเป็นยุคที่เกิดการตามหาเจ้าแมวหูตกกันอย่างจริงจัง คนรักแมวในอังกฤษพากันส่งจดหมายไปยังสถานทูตจีนในประเทศเพื่อขอทำโครงการแลกเปลี่ยนแมว (ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ได้รับการอ้างอิง) ขณะเดียวกัน บริษัทอเมริกันเอ็กซ์เพรสได้มอบหมายให้ตัวแทนในเซี่ยงไฮ้และปักกิ่งติดต่อผู้ค้าสัตว์ป่า จัดหาแมวชนิดนี้มาให้ได้

หากเราสืบสาวเรื่องราวมาถึงตรงนี้ ก็อาจจะพอเข้าใจได้ว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิดที่ฝังหัวเชื่อต่อกันมา ประกอบกับข้อมูลที่ได้ยินได้ฟังมาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งนอกจากกรณีที่ ฌอง บุงการ์ตซ์ เขียนว่าเคยเห็นแล้ว กรณีอื่นๆ (ในอังกฤษ) แหล่งอ้างอิงกลับถูกระบุว่า “รู้มาจากคนที่มีเพื่อนเคยเห็นมันมาก่อน” ซึ่งตรงนี้เองที่ยังจุดประกายความหวังให้กับคนรักแมวเชื่อว่าซุมซูมีอยู่จริง แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครได้เห็น

จนที่สุด จากเรื่องราวการตามหาและสตอรี่ก็ถูกเปลี่ยนใหม่ว่า แมวชนิดนี้สูญพันธุ์ไปก่อนที่เราจะได้พบ แม้ว่าในอีกมุมหนึ่ง มันอาจเป็นเพียงความผิดพลาดจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ก็เป็นได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...