โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อียูตั้งการ์ด "ยางพารา" รุกป่า ส.ชาวสวนลุยขอรัฐ "ปล่อยเช่าที่ดินเปล่า"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 พ.ย. 2564 เวลา 01.29 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2564 เวลา 02.29 น.

สหพันธ์สวนยางวอนรัฐบาล ปล่อยเช่า “ที่ดินเปล่า” แก้ปมบุกรุกป่าปลูกยางพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ หวังช่วยป้องกันการกีดกันทางการค้าจากมาตรการสิ่งแวดล้อมอียู แถมยังช่วยลดโลกร้อน หลัง COP26 “ต้นยาง” ดักจับคาร์บอนดีที่สุด ไทยได้อานิสงส์ขายเครดิตคาร์บอน สร้างมูลค่าเพิ่มกว่าหมื่นบาทต่อไร่ ช่วยเศรษฐกิจ 3 แสนล้านบาทต่อปี

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตามมติการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติ (กนย.) ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน มอบหมายให้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ปัญหาการปลูกยางพาราในพื้นที่ป่าหรือที่ไม่มีเอกสารสิทธิ

เพื่อป้องกันกรณีคู่ค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป (EU) ที่มุ่งให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และแหล่งที่มาของผลผลิตยางในพื้นที่ถูกกฎหมาย

ที่ผ่านมาได้หาแนวทางให้เกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิหรือสิทธิครอบครองตามกฎหมาย หรือ “บัตรสีชมพู” สามารถใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งยังเป็นปัญหามานาน ตลอดจนให้หาแนวทางครอบคลุมไปถึงหนังสือของกระทรวงมหาดไทย ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอนุญาตให้เกษตรกรสามารถเข้าทำประโยชน์ในป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานด้วย

ทั้งนี้ ทางสมาคมสมาพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทยจึงทำหนังสือเปิดผนึกไปยังนายกรัฐมนตรี โดยเสนอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม ขอให้จัดหาที่ดินเปล่าที่ไม่ได้ทำประโยชน์ให้เกษตรกรเช่า

หรือแก้ไขช่วยให้ชาวสวนยางที่ปลูกยางมานานก่อนที่จะมี พ.ร.บ.ดังกล่าวให้สามารถประกอบอาชีพได้ และมีแนวทางข้อกฎหมายแก้ปัญหาบุกรุกป่าด้วย ให้พิจารณาจาก พ.ร.บ.ป่าไม้แห่งชาติ พ.ร.บ.วนอุทยานแห่งชาติ และ พ.ร.บ.ป่าชุมชนแห่งชาติ

พร้อมกันนี้ สมาคมมีความเห็นว่า ในฐานะภาคประชาชนที่เป็นเกษตรกรชาวสวนยางขณะนี้ได้ปลูกยางไปแล้วในพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 30 ล้านไร่ ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งของโลกนั้น พืชยางพาราสามารถดูดซับคาร์บอนได้ดีที่สุด สามารถเก็บได้ตั้งแต่อายุต้นยาง 1-18 ปี

จึงสามารถลดภาวะโลกร้อน (climate change) สอดคล้องกับเป้าหมายที่ประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 หรือ COP26 และที่สำคัญไทยในฐานะผู้ปลูกยางมากที่สุดในโลก ยังสามารถเป็นศูนย์กลางการขายคาร์บอนเครดิตให้กับชาวสวนยางในเอเชีย

ซึ่งนั่นจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรประมาณ 6 ตันต่อไร่ หากคิดเป็นมูลค่าถึงไร่ละ 10,000 บาท หากทำได้ทั้งหมดจะคิดเป็นมูลค่ารายได้เข้าประเทศสูงถึง 300,000 ล้านบาท ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะสามารถขายคาร์บอนเครดิตได้ ภายใต้คำรับรองขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

ด้านนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯจัดทำโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่สวนยางพารา จะนำสวนยางพาราของ กยท.จำนวน 20,000 ไร่ ใน จ.นครศรีธรรมราช ใช้เป็นพื้นที่ต้นแบบสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง และผู้ที่สนใจทั่วไป โดยมีการดำเนินงาน 2 ขั้นตอน คือ ในปี 2565

ทาง กยท.จะขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) และในปี 2566-2567 ดำเนินการขอรับรองคาร์บอนเครดิต เพื่อขายในตลาด CARBON MARKET

โดยเฉพาะในช่วง 1-5 ปีแรกก่อนเปิดกรีด เกษตรกรชาวสวนยางจะสามารถเพิ่มรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตในช่วงก่อนเปิดกรีดได้ ควบคู่กับการลดใช้ปุ๋ยเคมีและปัจจัยการผลิตต่าง ๆ รวมถึงลดการใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิต หรือการขนส่งที่จะส่งผลก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น การขยายพื้นที่การดำเนินโครงการดังกล่าวให้ครอบคลุมพื้นที่สวนยางพาราทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีสวนยางพาราอยู่ภายใต้การดูแลของ กยท. ประมาณ 22 ล้านไร่ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมพัฒนาสู่เศรษฐกิจสีเขียว และสังคมคาร์บอนต่ำ และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง

“ปัญหาสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตรทั้งในเรื่องของการเพาะปลูก ผลผลิต จนส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกร คาร์บอนเครดิตในพื้นที่สวนยางพาราช่วยลดปริมาณการปล่อยหรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจก และยังสามารถนำไปซื้อขายได้ เป็นการเพิ่มรายได้จากสวนยางอีกทางหนึ่งของเกษตรกร ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภายใต้นโยบาย BCG MODEL ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...