ปิดด่านชายแดนทุบตลาดปลานิล ราคาดิ่ง 30–40% เกษตรกรวอนรัฐเร่งแก้ปัญหาการตลาด
จากรายงานสถิติการประมงแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568 โดยกรมประมงระบุว่า “ปลานิล” หนึ่งในปลาน้ำจืดยอดนิยมของประเทศไทยมีการเลี้ยงเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 2559 ที่เคยผลิตได้ปีละ 2 แสนตัน จนมาถึงล่าสุดปี 2568 มีปริมาณสูงเกินกว่า 2.6-2.7 แสนตัน อาจจะเรียกได้ว่า ปลานิลเป็นแชมป์ปลาน้ำจืดของไทยก็ว่าได้ เพราะมีสัดส่วนมากกว่า 50% จากผลผลิตปลาน้ำจืดทั้งหมดของประเทศไทยซึ่งมีปริมาณเกือบ 5 แสนตัน ตัวเลขผลผลิตที่ยังคงแข็งแกร่ง
ล่าสุด จากการสัมภาษณ์ “คุณอมร เหลืองนฤมิตชัย นายกสมาคมปลานิล” เล่าถึงทิศทางการเพาะเลี้ยงปลานิลไทย ซึ่งต้องเผชิญกับสถานการณ์ราคาลดลงในช่วงที่ผ่านมา
ภาพรวมผลผลิตและสถานการณ์ราคาปลานิลในปัจจุบัน
เรามีตัวเลขอ้างอิงจากกรมประมงว่าผลผลิตปลานิลในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 260,000 - 270,000 ตัน ซึ่งในปีนี้คาดการณ์ว่าผลผลิตยังคงใกล้เคียงเดิม สำหรับพื้นที่เลี้ยงปลานิลเรียกได้ว่ามีการเลี้ยงกระจายอยู่เกือบทุกจังหวัดทั่วประเทศ
“ผลผลิตยังคงทรงตัว แต่สิ่งที่เกษตรกรอยากสะท้อนคือ เราในช่วงที่ผ่านมา ราคาปลานิลดลงมาก สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยฝั่งการตลาดเป็นหลัก ไม่ใช่ปัญหาด้านการผลิต โดยมีปัจจัยสะสม 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การปิดด่านชายแดนตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมของปีที่แล้ว ส่งผลให้ปลานิลที่เคยส่งออกไปยังตลาดประเทศเพื่อนบ้านไม่สามารถข้ามไปได้ และอีกปัจจัยคือการย้ายกลับประเทศของแรงงานกัมพูชาจำนวนหลายแสนคน ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มลูกค้าซื้อปลานิลโดยตรง เมื่อปลาสะสมในระบบจึงกดดันให้ราคาปลานิลปรับลดลงถึง 30–40% "
อย่างไรก็ตาม ในช่วงล่าสุดสถานการณ์ราคาเริ่มกลับมาฟื้นตัว (Recover) ดีขึ้นระดับหนึ่งแล้ว หลังจากแย่ต่อเนื่องมานาน 1 ปีเต็ม
การแพร่ระบาดของ "ปลาหมอคางดำ" ส่งผลต่อปลานิล
ในด้านการผลิตไม่ได้รับผลกระทบจากปลาหมอคางดำ หากจะมีผลกระทบก็กระทบต่อตลาดปลานิลในลักษณะทางอ้อม (Indirect) เท่านั้น โดยพบว่ามีการนำปลาหมอคางดำที่จับได้จากธรรมชาติมาวางขายตามตลาดนัดต่างจังหวัดในราคาต่ำ เพียงกิโลกรัมละ 15–20 บาท ซึ่งอาจเข้ามารับประทานทดแทนเนื้อปลานิลได้บ้างบางส่วน
แต่อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่นำมาขายเพื่อการบริโภคสดตามตลาดหรือทำปลากระป๋องนั้นถือเป็นเพียงส่วนน้อย เพราะปริมาณปลาหมอคางดำส่วนใหญ่ถูกจับนำไปเข้าโรงงานแปรรูปเป็นปลาป่นสำหรับผลิตอาหารสัตว์เป็นหลัก จึงไม่ได้เข้ามาทดแทนหรือแย่งตลาดปลานิลอย่างมีนัยสำคัญ
ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลืออย่างไร และสมาคมมีข้อเสนอแนะอย่างไรบ้าง
การช่วยเหลือจากภาครัฐที่ผ่านมายังไม่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวก (Impact) ต่อตัวเลขจริงได้อย่างเด่นชัด เช่น กระทรวงพาณิชย์ได้เข้ามาจัดกิจกรรม เช่น งานธงฟ้า สนับสนุนงบประมาณจังหวัดละ 50,000 บาท ซึ่งยังไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
สำหรับข้อเสนอแนะสิ่งที่เกษตรกรต้องการ คือ ขอให้ภาครัฐเข้ามาช่วยแก้ปัญหาฝั่งการตลาดและเร่งระบายสินค้าอย่างตรงจุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรประสบปัญหาขาดเงินทุน จนถึงขั้นพ่อค้าปฏิเสธการเข้าจับปลาในฟาร์ม
เรื่องนี้นับเป็นบทสรุปที่ว่าการแก้ไขปัญหาด้านการตลาดนับเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดของปลานิล ณ เวลานี้ ที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแล