โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ว่าด้วยทักษะที่ AI สอนไม่ได้ เด็กต้องต้องเรียนรู้จากมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น

The MATTER

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Education

ยุคสมัยหนึ่ง Talking-Dict และ Palm เป็นแก็ดเจ็ตสุดไฮเทค ช่วยอำนวยความสะดวกในห้องเรียน จนผู้ใหญ่กลัวว่า จะทำให้เราคิดเลขในใจไม่เป็นหรือหลงลืมการเปิดดิคชันนารีเป็นเล่ม ผ่านยุคสมัยนั้นมา ตอนนี้ผู้ใหญ่กลัวว่า AI จะทำให้เด็กคิดริเริ่มไม่เป็น ความกลัวแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีอะไรใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตเสมอ

แต่ครั้งนี้อาจไม่ได้เป็นแค่ความตื่นตระหนกต่อสิ่งไม่เคยชินแบบครั้งก่อน รัฐบาลหลายประเทศเริ่มมีข้อมูลในมือมากพอจะพูดได้ว่า ความสะดวกที่เทคโนโลยีมอบให้ห้องเรียน กำลังแลกมาด้วยทักษะบางอย่างที่หายไปจากตัวเด็ก

เราลองมาดูกรณีตัวอย่างจากประเทศสวีเดน 1 ในประเทศที่สนับสนุนการนำอุปกรณ์ดิจิทัลเข้ามาช่วยการเรียนการสอนในห้องเรียน จนถึงจุดที่โรงเรียนอนุบาลหลายแห่งใช้แท็บเล็ตแทนหนังสือภาพ

แต่ในปี 2022 ล็อตตา เอ็ดโฮล์ม (Lotta Edholm) ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีฝ่ายการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในขณะนั้น ออกมาประกาศผลการทดสอบ PIRLS (Progress in International Reading Literacy Study) ใช้วัดความเข้าใจในการอ่านของเด็กอายุ 9-10 ปีทั่วโลก แสดงให้เห็นว่าความสามารถด้านการอ่านของเด็กสวีเดนตกลงจากระดับสูงเป็นปานกลาง ในรอบ 5 ปี แน่นอนว่าผลระดับปานกลางไม่ถึงกับเป็นเรื่องเสียหายร้ายแรงอะไร แต่ถ้าเทียบกับผลระดับสูงที่เคยทำได้ ก็ต้องยอมรับว่ามันฟ้องถึงความสามารถด้านการอ่านของเด็กๆ กำลังแย่ลง

รัฐบาลสวีเดนตอบสนองด้วยนโยบายที่แทบจะสวนทางกับทิศทางเดิมของตัวเอง ด้วยการทุ่มงบหลายพันล้านโครน อุดหนุนหนังสือเป็นเล่มกลับเข้าโรงเรียน ลดการบังคับใช้อุปกรณ์ดิจิทัลในโรงเรียนอนุบาล และเริ่มจำกัดการเข้าถึงมือถือของนักเรียน

ถึงอย่างนั้น นักวิชาการบางส่วนก็เตือนไม่ให้ด่วนสรุปเกินไป เพราะจนถึงตอนนี้ยังไม่มีงานวิจัยไหนชี้ชัดว่าหน้าจอเป็นสาเหตุโดยตรงของความเข้าใจการอ่านที่ถดถอย (ขณะเดียวกันก็ไม่มีงานวิจัยไหนบอกว่าหน้าจอไม่เกี่ยวข้องเลยเช่นกัน) เรื่องนี้จึงยังเป็นพื้นที่สีเทาที่ต้องระวังไม่ตัดสินไปในทางใดทางหนึ่งเร็วเกินไป

อีกความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากมหานครนิวยอร์ก เขตการศึกษาใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาโซห์รัน มัมดานี (Zohran Mamdani) นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก ประกาศระงับการใช้ AI แบบสร้างเนื้อหา (Generative AI) สำหรับเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมต้น เป็นเวลา 1 ปี มีผลกับนักเรียนกว่า 600,000 คน พร้อมห้ามใช้แชตบอตประเภทเพื่อนจำลอง (Companion Chatbot) ตั้งแต่อายุ 2 ขวบไปจนถึงมัธยมปลาย และห้ามแจกอุปกรณ์หน้าจอส่วนตัวให้เด็กก่อนขึ้น ป.3 ส่วนครูยังใช้ AI ช่วยร่างแผนการสอนหรืองานธุรการได้ แต่ห้ามใช้ตรวจการบ้าน

นโยบายนี้มีทั้งฝั่งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ท่ามกลางเสียงที่แตกเป็นสองฝั่ง เราลองมาฟังความเห็นจาก ดร. นิโคล บาร์นส์ (Dr. Nicole Barnes) นักจิตวิทยาการศึกษาระดับบริหารของสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ร่วมเขียนรายงานของ APA ที่พบว่าผลิตภัณฑ์การศึกษาที่สร้างจาก Generative AI จำนวนมาก อ้างสรรพคุณด้านการพัฒนาความคิดวิเคราะห์ของเด็กเกินจริง เครื่องมือที่ได้ผลจริงต้องพิสูจน์ได้ว่าช่วยให้เด็กจดจำและนำความรู้ไปใช้ได้ และยังคงรักษาปฏิสัมพันธ์กับครูกับเพื่อนไว้ ซึ่งงานวิจัยของ APA ชี้ว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเรียนรู้ที่ได้ผล

ทักษะที่หายไปโดยไม่มีใครทันสังเกต

ไม่มีใครสงสัยในความสะดวกที่เทคโนโลยีมอบให้ หลายครั้งที่ชีวิตเรายกระดับไปสู่ความสะดวกสบายอีกขั้น ก็เกิดขึ้นได้จากอะไรใหม่ๆ ในชีวิตพวกนี้ พอมันไม่ใช่เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันทั่วไป อย่างสมาร์ทโฟน เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่เป็นในเทคโนโลยีในห้องเรียน เข้ามาข้องเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็กๆ ความสะดวกสบายที่มอบให้ อาจต้องจ่ายด้วยทักษะบางอย่างที่หายไปด้วยหรือเปล่า

เด็กที่คุ้นกับการได้คำตอบทันทีจาก AI อาจไม่เคยได้ฝึกทนอยู่กับความไม่รู้นานพอที่จะคิดหาทางออกเอง ทักษะที่นักการศึกษาบางกลุ่มเรียกว่า Productive Struggle หรือการดิ้นรนที่สร้างการเรียนรู้ เด็กที่พิมพ์แทนการเขียนด้วยมือมาตั้งแต่อนุบาลอาจไม่ได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก และวงจรสมองที่เชื่อมกับการอ่านออกเขียนได้ในแบบเดียวกับรุ่นก่อน เด็กที่คุยกับแชตบอตมากกว่าคุยกับเพื่อนหรือครู ก็อาจพลาดโอกาสฝึกอ่านสีหน้า จับจังหวะการสนทนา หรือทนกับความอึดอัดของการเห็นต่างกับคนตรงหน้า

สอดคล้องกับงานวิจัยของ APA ข้างต้นพอดี เครื่องมือที่ทำให้เด็กเพลิดเพลินกับเครื่องมือที่ ทำให้เด็กเรียนรู้ ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไปและปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์จริงๆ ในห้องเรียน ก็ยังเป็นเงื่อนไขที่ไม่มีแชตบอตตัวไหนทดแทนได้

ทักษะที่เรียนรู้จากมนุษย์สู่มนุษย์

เราคงไม่ต้องเลือกอย่างสุดโต่งว่าจะให้ใครทำหน้าที่เป็นผู้สอนในห้องเรียน เมื่อทั้ง AI เองก็มีประโยชน์ในบางแง่มุมกับทั้งตัวเด็กและผู้สอน เมื่อเราไม่อาจฟันธงได้ในตอนนี้ว่า ความสะดวกเหล่านี้จะพรากทักษะบางอย่างไปจากการเรียนรู้ของเด็กจริงหรือไม่ ลองหันมาโฟกัสที่ทักษะที่เด็กๆ ไม่สามารถเรียนรู้จาก AI ได้ อย่างไรก็ต้องอาศัยการเรียนรู้จากผู้สอนที่เป็นคนจริงๆ เท่านั้น จากความเห็นของผู้สอน 2 ช่วงวัย อย่างช่วงอนุบาลถึงประถมศึกษา วัยแห่งการเรียนรู้ กับช่วงอุดมศึกษา วัยหัวเลี้ยวหัวต่อ จากชีวิตในห้องเรียนสู่โลกการทำงาน

เริ่มกันที่วัยเรียนรู้กับครูนัท—ณัฐชนก สนิทสท ครูอนุบาลนักจีบเด็กจิ๋ว พาเราไปทำความเข้าใจอารมณ์ของเจ้าตัวน้อย กับมือกับบางวันที่เขาไม่น่ารัก และชนะใจเด็กๆ ได้ด้วยวิธีที่ไม่ตัดสินเขาจากมุมผู้ใหญ่เพียงอย่างเดียว

เราเริ่มไล่เรียงจากทักษะสำคัญในการเรียนรู้ของวัยเด็กจิ๋ว ก่อนจะตอบคำถาม ครูนัทเล่าว่าทักษะที่กำลังจะพูดถึงในคำตอบนี้เอง ก็เป็นทักษะที่เด็กไม่สามารถเรียนรู้จาก AI ได้ และต้องอาศัยการเรียนรู้จากมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น

“Emotion Regulation ทักษะในการจัดการอารมณ์ จุดเริ่มต้นที่นำไปสู่ทักษะอื่นๆ ต่อไป เด็กๆ เขาเคยชินกับการไม่อยู่ในกฎระเบียบเนอะ ถ้าเทียบที่บ้านกับที่โรงเรียน ทีนี้เด็กๆ เข้าไปอยู่ในระบบของโรงเรียน ต้องใช้ทักษะเยอะมาก อย่างการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การสื่อสาร การแสดงความต้องการของตนเอง

เรามองเห็นเลยว่าเด็กๆ ที่มี Emotion Regulation พอเขาเข้าไปอยู่ในโรงเรียน เขาจัดการได้ว่า อันนี้ฉันทำไม่ได้นะ เพราะมันรู้สึกยาก ขอความช่วยเหลือเป็น หรือฉันลองพยายามใหม่ดูไหม ทั้งหมดนี้รากฐานมันคือการรู้จักอารมณ์ตัวเอง ควบคุมอารณ์ตัวเองเป็น จัดการระบายออกได้ เป็นพื้นฐานของการเริ่มต้นจะไปโรงเรียน”

“เด็กไม่สามารถมี Self-Regulation ได้เลย ถ้าไม่เคย Co-Regulation มาก่อน พ่อแม่ ครูอนุบาลก็มีส่วนสำคัญมากในการสร้าง Co-Regulation กับเด็ก ช่วงก่อน 4-5 ขวบ เราจะถือว่าช่วงพัฒนาการของเขา เป็นช่วงที่ตัวเขากับผู้ใหญ่รอบตัวที่ดูแลเขาเป็นมวลเดียวกัน เราเรียกแทนว่า We หลังจาก 4-5 ขวบไปแล้ว เขาจะกลายเป็น I เป็นตัวของตัวเอง ดังนั้นถ้า We ไม่เคย Co-Regulate มาก่อน มันไม่สามารถเป็น I ที่สมบูรณ์ได้ เราเลยมองว่าครอบครัว คนจริงๆ นี่แหละที่มีส่วนสำคัญมากให้เขาไปสู่ระบบสังคมที่ใหญ่ขึ้น”

ขยับมาที่วัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ช่วงมหาวิทยาลัยกับ ศรัทธา แสงทอน อาจารย์ประจำสาขาภาพยนตร์ คณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เล่าถึงการใช้ AI ในการเรียนการสอน หากใช้เป็นตัวช่วยก็นับว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งที่เป็นประโยชน์ ในการค้นคว้า รวบรวมข้อมูล เพราะแม้แต่ตัวผู้สอนเองก็ยังใช้ประโยชน์จาก AI ในบางครั้ง แต่สิ่งที่อาจารย์มองว่า ทักษะที่ไม่มีทางเรียนรู้จาก AI ได้ ยังคงเป็นทักษะที่ต้องอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน

“เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน การสังเกต ภาษาร่างกายของคน คือ AI เวลามันพูด มันพูดชัดนะว่าทำอะไรไม่ทำอะไร แนะนำให้ทำแบบไหน แต่เวลาคนให้คำตอบ เขาไม่ได้พูดตรงกับสิ่งที่คิดเสียทีเดียว บางทีมนุษย์ก็จะมีความซับซ้อนแบบ เราจะโกหกกันบ้าง เราจะพูดด้วยความเกลียดแต่ว่าใช้คำสวยงาม ความรัก ความโกรธ ความเกลียด การให้อภัย จ้องตากันแล้วบอกว่าอย่างทำอย่างนี้อีกนะ AI มันให้ไม่ได้

การเข้าใจตัวบุคคลในสถานการณ์ เช่น เด็กมีปัญหาอะไรบางอย่างแล้วเขาไม่กล้าพูด มันต้องมองตากันแล้วเข้าใจ สิ่งเหล่านี้ AI ช่วยเราตัดสินบางอย่างไม่ได้ มันไม่ใช่สิ่งโดยตรงขนาดนั้น มนุษย์เองก็ต้องอาศัยเวลาเข้าใจทักษะนี้ในชีวิตไปเรื่อยๆ และความเอ๊ะ AI มันไม่ได้เอ๊ะกับเรา มันสำคัญกับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์หรืออาชีพไหนก็ตาม เพราะมันเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคน แต่ที่ผมพูดอาจจะผิดก็ได้นะครับในอนาคต แต่สำหรับตอนนี้มันเป็นแบบนี้”

คำตอบของอาจารย์ทำให้เห็นว่า สิ่งที่เราเรียกว่าการเรียนรู้ อาจมีบางส่วนที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการรับข้อมูลเพียงอย่างเดียว เพราะการเข้าใจคนหนึ่งคน ไม่ได้หมายถึงการรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเขาให้มากที่สุด แต่คือการค่อยๆ เรียนรู้ว่า ในสถานการณ์หนึ่ง เขากำลังรู้สึกอะไร พยายามจะพูดอะไร หรือมีอะไรบางอย่างที่ยังพูดออกมาไม่ได้

ทักษะเหล่านี้เกิดจากการใช้เวลาอยู่กับผู้คน ผ่านการสนทนา การตีความ การสังเกตสีหน้า น้ำเสียง หรือแม้แต่ความรู้สึกบางอย่างที่เราเองก็อธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้

สุดท้ายแล้ว การเรียนรู้จึงอาจไม่ใช่เพียงการรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด หรือการมีเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าถึงคำตอบได้เร็วที่สุด เพราะการเป็นคนที่เรียนรู้ได้ดี ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง หากยังหมายถึงการรู้จักตั้งคำถามกับสิ่งที่เห็น เข้าใจสิ่งที่ไม่ได้ถูกพูดออกมา และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างละเอียดอ่อน

ทักษะบางอย่างอาจไม่มีคำตอบสำเร็จรูปให้เรา input เข้าไปโดยตรง นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเรายังคงต้องเรียนรู้มันจากมนุษย์ด้วยกันเอง

อ้างอิงจาก

apa.org

cnbc

freepressjournal.in

schools.nyc.gov

thepeninsulaqatar

Graphic Designer: Sutanya Phattanasitubon (IG: 24n7.s)
Editorial Staff: Paranee Srikham

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...