Ray Dalio เตือนสัญญาณฟองสบู่การลงทุนครั้งใหญ่ พร้อมวิธีรับมือให้อยู่รอด
บทวิเคราะห์เชิงลึกจากมุมมองของ Ray Dalio ในรายการ The Diary of A CEO ว่าด้วยทิศทางเศรษฐกิจโลก สัญญาณฟองสบู่เทคโนโลยี และแนวทางการปรับตัวในยุคที่ AI กำลังเปลี่ยนระเบียบโลก พร้อมวิธีจัดพอร์ตการลงทุนอย่างยั่งยืน
Ray Dalio เตือนสัญญาณฟองสบู่การลงทุนครั้งใหญ่ พร้อมวิธีรับมือให้อยู่รอด
รอยต่อแห่งยุคสมัยเมื่อเทคโนโลยีบรรจบกับเศรษฐศาสตร์ การปรากฏตัวของปัญญาประดิษฐ์ (AI)ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสเทคโนโลยีที่ผ่านมาแล้วผ่านไป ทว่ามันกำลังแทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างพื้นฐานของสังคม ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาล และตั้งคำถามตัวโตๆ กับพวกเราทุกคนว่า สิ่งที่เรากำลังเห็นอยู่นี้ คือ รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ หรือแท้จริงแล้วมัน คือ เงาของฟองสบู่ลูกยักษ์ที่รอวันปะทุ
เพื่อทำความเข้าใจสภาวะที่เต็มไปด้วยตัวแปรซับซ้อนนี้ การหันไปศึกษาแนวคิดจากบุคคลที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในตลาดทุนมาอย่างยาวนานจึงเป็นสิ่งจำเป็นRay Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates เฮดจ์ฟันด์ระดับตำนานที่เริ่มต้นจากอพาร์ตเมนต์สองห้องนอนในปี 1975 จนก้าวขึ้นมาเป็นสถาบันการเงินที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก คือหนึ่งในบุคคลที่วิเคราะห์พลวัตเหล่านี้ได้อย่างเฉียบขาด จากสถิติที่ผ่านมา เขาและทีมงานสามารถสร้างผลกำไรสุทธิสะสมให้นักลงทุนได้สูงถึง 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ด้วยอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยราว 12% โดยแทบจะหลีกเลี่ยงภาวะขาดทุนหนักๆ ได้เสมอ ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากโชคชะตา แต่เกิดจากการจับสังเกต “เหตุและผล” ของวัฏจักรใหญ่ที่หมุนวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหน้าประวัติศาสตร์
สิ่งที่ท้าทายที่สุดในเวลานี้ คือ เราจะรักษาสมดุลระหว่างความตื่นเต้นในนวัตกรรมใหม่ กับความระมัดระวังในเรื่องของมูลค่าที่แท้จริงได้อย่างไร นี่คือ การเดินทางเข้าไปสำรวจกลไกของเศรษฐกิจมหภาค เพื่อค้นหาคำตอบว่าเราควรวางตัวแบบไหนในวันที่โลกกำลังจัดระเบียบตัวเองใหม่อีกครั้ง
แกะรอยฟองสบู่ AI จากบทเรียนในอดีต
หากเราถอยกลับไปมองเหตุการณ์ในอดีต วิกฤตการเงินครั้งใหญ่ในปี 2008 เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีถึงความสามารถในการอ่านเกมของ Dalio ในขณะที่ดัชนี S&P 500 ร่วงหล่นลงเกือบ 40% สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับนักลงทุนทั่วโลก Bridgewater กลับสามารถสวนกระแสและทำกำไรบวกได้ถึง 9.5% สิ่งนี้ทำให้มุมมองของเขาต่อสถานการณ์ปัจจุบันมีน้ำหนักอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อนักลงทุนรุ่นเก๋าอย่าง Jeremy Grantham ออกมาเตือนว่า เราอาจกำลังเผชิญหน้ากับฟองสบู่ AI ซึ่งสอดคล้องกับแพทเทิร์นทางประวัติศาสตร์
ทว่าแทนที่จะด่วนตัดสินใจ Dalio เลือกที่จะชวนเราเจาะลึกเข้าไปใน “กลไก” ของภาวะฟองสบู่มักมีจุดเริ่มต้นที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือ การมาถึงของนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยม สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในยุค 1920s ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนได้สัมผัสกับตู้เย็น รถยนต์ เครื่องบิน และวิทยุเป็นครั้งแรก หรือเหตุการณ์ดอทคอมฟีเวอร์ในปี 2000 ล้วนมีจุดร่วมเดียวกันคือ ผู้คนมองเห็นอนาคตที่สดใสและแห่กันนำเงินไปลงทุน จนหลงลืมแก่นแท้ที่ว่า “ราคา” หรือ Valuation นั้นเป็นปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด
ภาพลวงตาของความมั่งคั่งและกับดักสภาพคล่อง กลไกหนึ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการพังทลายของตลาดคือความเข้าใจผิดระหว่าง “ความมั่งคั่ง” และ “เงินสด” เมื่อบริษัท AI แห่งหนึ่งระดมทุนเพียง 50 ล้านดอลลาร์ แต่กลับถูกประเมินมูลค่าสูงลิ่วถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ผู้ก่อตั้งอาจกลายเป็นมหาเศรษฐีบนหน้ากระดาษ แต่ความมั่งคั่งนั้นไม่สามารถนำไปจับจ่ายใช้สอยได้จนกว่าจะถูกเทขายออกมาเป็นเงินสด
ลองจินตนาการว่า คุณซื้อหุ้นบริษัท AI หนึ่งหุ้นในราคา 100 ดอลลาร์ โดยคุณนำกระดาษที่มีมูลค่า 100 ดอลลาร์นี้ไปวางเป็นหลักประกันเพื่อขอกู้เงินจากธนาคารมาอีก 50 ดอลลาร์ วันหนึ่งเกิดปัจจัยสะดุดทางเศรษฐกิจ อาจเป็นปัญหาภูมิรัฐศาสตร์หรือการที่ธนาคารกลางตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ย นักลงทุนเริ่มต้องการเงินสดเพื่อไปชำระหนี้ การเทขายสินทรัพย์จึงเริ่มต้นขึ้น
หากราคาหุ้นร่วงลงเหลือเพียง 25 ดอลลาร์ แต่คุณยังคงมีภาระหนี้กับธนาคาร 50 ดอลลาร์ นั่นหมายความว่า ส่วนทุนของคุณติดลบ 25 ดอลลาร์ ภาวะบีบคั้นนี้บังคับให้คนต้องรีบขายสินทรัพย์ทิ้ง (Margin Call) เมื่อทุกคนแย่งกันขาย ราคาก็ยิ่งดิ่งเหว ความมั่งคั่งมลายหายไป ผู้คนจะหยุดใช้จ่าย ธุรกิจร้านอาหารและบริการต่างๆ ก็จะสูญเสียรายได้ตามไปด้วย พลวัตแห่งความตื่นตระหนกนี้เองที่นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นวงจรที่ยากจะหลีกเลี่ยงหากไม่มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่รัดกุม
รอยร้าวลึกในโครงสร้างสังคมและการเมือง
ภาพสะท้อนของเศรษฐกิจที่ผันผวนไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนกระดานหุ้น แต่มันยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงของสังคม ปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนที่กว้างขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน กลุ่มคนอเมริกันท็อป 10% ถือครองหุ้นถึงเกือบ 90% ของประเทศ ชี้ให้เห็นว่า ผลประโยชน์จากการเติบโตของเทคโนโลยีหรือวาทกรรมที่ว่า AI จะสร้างงานใหม่ๆ นั้น ซึ่งคนที่ได้รับประโยชน์สูงสุด คือ กลุ่มผู้ถือครองทุนและผู้สร้างเทคโนโลยี หากคนทั่วไปไม่มีกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์เหล่านี้ พวกเขาก็มีความเสี่ยงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
เมื่อความมั่งคั่งกระจุกตัว รัฐบาลก็มักจะเผชิญกับปัญหาขาดดุลงบประมาณมหาศาล กรณีศึกษาที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนที่สุด คือ Andy Burnham เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษคนที่ 7 นับตั้งแต่การลงประชามติ Brexit ในปี 2016” หรือ “คนที่ 5 นับตั้งแต่ปี 2019 แต่เป็นผลผลิตของโครงสร้างหนี้สินที่ล้นพ้นตัว ผลิตภาพโดยรวมที่ตกต่ำ และสภาวะที่รัฐบาลไม่มีเงินทุนเพียงพอในการบริหาร เมื่อเกิดวิกฤต การจะขึ้นภาษีก็เสี่ยงที่จะทำให้กลุ่มคนรวยย้ายฐานทุนหนี ครั้นจะตัดสวัสดิการก็ทำให้ประชาชนระดับฐานรากเดือดร้อน ความขัดแย้งทางการเมืองจึงปะทุขึ้นจนยากจะหาจุดประนีประนอม
อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าตกใจ คือ สถานการณ์ในรัฐคอนเนตทิคัต ซึ่งเป็นรัฐที่มีความมั่งคั่งสูงเป็นอันดับสองของอเมริกา แต่กลับมีสถิติเด็กนักเรียนมัธยมถึง 22% ที่ต้องลาออกหรือสอบตก ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานี้นำไปสู่ปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม นี่คือ ภาพสะท้อนของสังคมที่เปลือกนอกดูหรูหราเต็มไปด้วยนวัตกรรม ทว่าโครงสร้างภายในกลับเปราะบางและพร้อมจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ
AI กับการเปลี่ยนผ่านของตลาดแรงงาน
แนวทางบริหารความเสี่ยงอย่างสมดุล
ถอดบทวิเคราะห์ Ray Dalio ต่อทิศทางตลาดทุนไทย
อ่านต่อที่บทความต้นฉบับ…