โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดปม “วัดป่าอดุลยาราม” สรุปประเด็นพิพาทที่ดิน 26 ไร่ เกิดอะไรขึ้น?

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เปิดปม “วัดป่าอดุลยาราม” สรุปประเด็นพิพาทที่ดิน 26 ไร่ เกิดอะไรขึ้น? หลังกลุ่มชายหลายรายนำท่อปูนปิดทางเข้า-ออก

กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจสำหรับกรณี วัดป่าอดุลยาราม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หลังเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 มีกลุ่มชายหลายรายเข้ามาบริเวณทางเข้า-ออกวัด ริมถนนกัลปพฤกษ์ ใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมนำท่อปูนมาวางกีดขวางทาง และติดป้ายแจ้งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในวัดภายใน 15 วัน โดยมีการกล่าวอ้างถึงสิทธิในที่ดินและคำสั่งจาก “เบื้องบน”

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า หากมีบุคคลอ้างสิทธิในที่ดิน สามารถเข้ามาปิดทางหรือดำเนินการกับพื้นที่ด้วยตัวเองได้หรือไม่ ขณะที่ทางวัดยืนยันว่า พร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม และได้แจ้งตำรวจให้เข้ามาดูแลความปลอดภัยแล้ว

เกิดอะไรขึ้นที่วัดป่าอดุลยาราม?

พระครูอดุลย์ สารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุ พระภายในวัดได้รับแจ้งว่ามีกลุ่มบุคคลจากภายนอกเข้ามาบริเวณทางเข้า จึงออกไปตรวจสอบและพบว่ากำลังนำท่อปูนมาวางขวางทางเข้า-ออก

ต่อมามีการนำท่อปูนมาวางเพิ่มเติมจนเต็มบริเวณทาง พร้อมแจ้งให้ทางวัดย้ายออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน หากไม่ดำเนินการตามกำหนดจะกลับมารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในวัด

เจ้าอาวาสระบุว่า จำได้ว่ามีรถตู้เข้ามาประมาณ 3 คัน แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลทั้งหมดเป็นใคร หรือมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องที่ดินเดินทางมาด้วยหรือไม่ เนื่องจากขณะเกิดเหตุมีคนจำนวนมากและสถานการณ์ค่อนข้างชุลมุน

ทางวัดยืนยันว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการเข้ามาพูดคุยหรือเจรจาเรื่องการขอที่ดินคืน เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และถือเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นกับวัด

ปมที่ดินเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2533

สำหรับที่มาของข้อพิพาท พระครูอดุลย์เล่าว่า ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2533 เมื่อ นายเฮียง เดินทางมาทำบุญที่วัด และมีการถวายที่ดินให้กับทางวัดเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2533 เพื่อใช้ประโยชน์ในการสร้างและพัฒนาวัด

ในช่วงแรกไม่มีปัญหาเกี่ยวกับที่ดิน กระทั่งเวลาต่อมาเกิดข้อพิพาทและมีการดำเนินคดีทางศาล

พระศตวรรษ พระลูกวัด ระบุว่า ในช่วงที่เกิดข้อพิพาท มีการร้องขอให้ยกเลิกหรือเพิกถอนนิติกรรมที่นายเฮียงทำไว้กับทางวัด รวมถึงมีการดำเนินคดีเกี่ยวกับการขอที่ดินคืนและการขับไล่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ ทำให้ทางวัดต้องต่อสู้คดีมาอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ทางวัดรับทราบว่าทายาทของนายเฮียงยังคงยืนยันที่จะต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดิน โดยหยิบยกเอกสารและสิทธิที่เกี่ยวข้องกับผู้เป็นบิดาขึ้นมาต่อสู้ แม้จะมีคำพิพากษาศาลในประเด็นที่เกี่ยวข้องแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ทางวัดยืนยันว่าพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาล

ที่ดินพิพาทแบ่งเป็น 2 ส่วน รวมประมาณ 26 ไร่

นายโกวิทย์ แสงสากล ทนายความของวัดป่าอดุลยาราม ระบุว่า ที่ดินที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทสามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน

ส่วนแรกประมาณ 21 ไร่ ทางวัดระบุว่าผู้ถือสิทธิเดิมได้อุทิศที่ดินเพื่อใช้ในการสร้างวัด

ส่วนที่สองประมาณ 5 ไร่ เป็นพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิในลักษณะโฉนด แต่ทางวัดครอบครองและใช้ประโยชน์มาโดยตลอด

ทนายความอธิบายว่า การมีชื่อบุคคลเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดเป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นข้อยุติในทุกกรณี หากมีพยานหลักฐานอื่น เช่น หลักฐานการโอน การอุทิศ หรือการสละสิทธิ ก็สามารถนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเพื่อพิสูจน์สิทธิได้

สำหรับที่ดิน 21 ไร่ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ “เจตนาของผู้ให้” โดยทางวัดยืนยันว่าการมอบที่ดินมีเจตนาเพื่ออุทิศให้ใช้สำหรับการสร้างวัด และประเด็นดังกล่าวเคยถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของศาลแล้ว

ส่วนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ประเด็นเรื่องสิทธิครอบครองก็เข้าสู่กระบวนการศาล โดยมีคำวินิจฉัยจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับสิทธิครอบครองในพื้นที่ดังกล่าว

ทนายชี้ “มีสิทธิ” ไม่ได้แปลว่าใช้กำลังได้

นายพรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ ทนายความ ระบุว่า ประเด็นนี้ต้องแยกให้ออกระหว่าง “สิทธิในที่ดิน” กับ “การใช้สิทธิ”

ขั้นแรกต้องตรวจสอบก่อนว่าใครเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิในที่ดิน และสิทธินั้นมีขอบเขตเพียงใด

แม้บุคคลจะอ้างว่าตนเองมีสิทธิในที่ดิน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้สิทธิโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของบุคคลอื่นหรือดำเนินการนอกกระบวนการกฎหมาย โดยเฉพาะการนำสิ่งของมาปิดกั้นทางเข้า-ออก หากส่งผลให้ผู้อื่นไม่สามารถใช้เส้นทางได้ตามปกติ ก็ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี

ส่วนการอ้างชื่อ “นายเฮียง” ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับที่ดินนั้น ต้องตรวจสอบทั้งเอกสารการมอบสิทธิ การอุทิศที่ดิน เจตนาของผู้มอบ และอำนาจของบุคคลที่นำสิทธิของผู้ดังกล่าวมาอ้างในปัจจุบัน

หากมีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ทุกฝ่ายควรนำเอกสารและพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์สิทธิ ไม่ควรใช้กำลังคนหรือสิ่งของเข้าปิดกั้นพื้นที่ด้วยตนเอง

เทศบาลเร่งเก็บท่อปูน-ป้าย ห่วงกระทบชุมชน

หลังเกิดเหตุ นายโตบูรภา สิมมาทัน สมาชิกสภาเทศบาลนครขอนแก่น พร้อมปลัดเทศบาลนครขอนแก่น ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ โดยเจ้าหน้าที่ได้เก็บป้ายไวนิลที่ติดตั้งบริเวณรอบวัด รวมถึงนำท่อระบายน้ำที่ถูกนำมาวางขวางทางเข้า-ออกออกไปเก็บรักษาไว้ เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบเหตุการณ์

นายโตบูรภาระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะพระสงฆ์และประชาชนที่เดินทางเข้า-ออกวัด แต่ยังส่งผลต่อชุมชนโดยรอบ โดยเฉพาะการจัดการขยะ เนื่องจากพื้นที่บางส่วนของวัดเคยใช้เป็นจุดรวบรวมขยะของเทศบาล ทำให้รถเก็บขยะจำเป็นต้องเข้า-ออกพื้นที่ได้

นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของพระสงฆ์ หากมีกลุ่มบุคคลภายนอกกลับเข้ามาในพื้นที่อีก จึงได้ประสานตำรวจให้เข้ามาดูแลและเฝ้าระวังสถานการณ์

ส่วนข้อสังเกตว่าพื้นที่ดังกล่าวอาจมีแรงจูงใจด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศูนย์การค้า โรงแรม สถานพยาบาล และพื้นที่เชิงพาณิชย์นั้น นายโตบูรภาระบุว่า เป็นเพียงข้อสังเกตส่วนตัว และยังต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริง

วัดแจ้งความ ปมปิดทางยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ

สำหรับเหตุการณ์นำท่อปูนมาปิดกั้นทางเข้า-ออกและติดป้ายโดยรอบวัด นายโกวิทย์ระบุว่า ทางวัดได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจแล้ว

ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบปากคำพยาน ตรวจสอบภาพและหลักฐานต่าง ๆ เพื่อระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบบทบาทของแต่ละคนในเหตุการณ์ หากพบว่าการกระทำใดเข้าข่ายความผิด ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะดำเนินการตามกฎหมาย

ทางวัดยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และมอบหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

สรุปปมวัดป่าอดุลยาราม

ข้อพิพาทครั้งนี้จึงต้องแยกออกเป็น 2 เรื่องสำคัญ

เรื่องแรก คือ “สิทธิในที่ดิน” ซึ่งต้องพิจารณาจากโฉนด เอกสารการอุทิศ การครอบครอง เจตนาของผู้ให้ ตลอดจนคำพิพากษาและคำสั่งศาลที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่สอง คือ “การเข้าปิดกั้นทางเข้า-ออก” ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ดำเนินการ มีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ และการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสิทธิของวัด พระสงฆ์ ประชาชน และชุมชนอย่างไร

ทั้งฝ่ายวัดและฝ่ายที่อ้างสิทธิต่างมีสิทธิใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างของตนเอง แต่หลักสำคัญที่ทนายความย้ำคือ การมีข้อพิพาทเรื่องที่ดินไม่ควรนำไปสู่การใช้กำลังหรือการดำเนินการด้วยตนเอง หากมีสิทธิก็ควรนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์สิทธิอย่างถูกต้อง

ขณะเดียวกัน ตำรวจยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์วันที่ 11 สิงหาคม เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...