โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

หุ้น KBANK พุ่งกว่า 30% ทั้งที่ดอกเบี้ยขาลง ตลาดกำลังเห็นอะไร ?

The Bangkok Insight

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

หุ้น KBANK พุ่งกว่า 30% ทั้งที่ดอกเบี้ยเป็นขาลง ตลาดกำลังเห็นอะไร ?

หากย้อนกลับไปช่วงปลายปี 2568 นักลงทุนจำนวนไม่น้อยยังมองหุ้นธนาคารด้วยความระมัดระวัง เหตุผลสำคัญคือวัฏจักรดอกเบี้ยกำลังเปลี่ยนจาก "ขาขึ้น" ไปสู่ "ขาลง" ตามหลักแล้วถือเป็นปัจจัยลบต่อผลประกอบการของธนาคาร เพราะรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income: NII) และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) มักถูกกดดัน

จะเห็นว่าในอดีตเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สิ่งแรกที่นักลงทุนกังวลคือ กำไรของกลุ่มธนาคารจะเริ่มชะลอตัว และมูลค่าหุ้นก็มักถูกปรับลดตาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับหุ้น KBANK หรือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กลับแตกต่างออกไป

นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ราคาหุ้น KBANK ปรับตัวขึ้นกว่า 30% และขึ้นมาซื้อขายใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ ปัจจุบัน ณ วันที่ 6 ส.ค. 2569 ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 252 บาทต่อหุ้น ด้วยมูลค่าตลาด 585,220 ล้านบาท

KBANK

คุณภาพกำไรที่ดีขึ้น

ผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกปี 2569 KBANK มีกำไรสุทธิ 27,915 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 6.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่สิ่งที่นักวิเคราะห์ให้ความสำคัญมากกว่า คือ ที่มาของกำไร เพราะผลของไตรมาส 2/2569 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 13,247 ล้านบาท ลดลง 9.7% จากไตรมาสแรก แต่หากตัดผลบวกจากรายการพิเศษที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรกออก กำไรจากธุรกิจหลักแทบไม่เปลี่ยนแปลง ลดลงเพียง 1%

นั่นหมายความว่า แม้ NIM จะเริ่มหดตัวตามทิศทางดอกเบี้ย แต่ธุรกิจหลักของ KBANK ยังสร้างกำไรได้อย่างมีเสถียรภาพ สะท้อนว่าความสามารถในการทำกำไรของธนาคารไม่ได้ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว

รายได้ค่าธรรมเนียม กลายเป็นพระเอกคนใหม่

ประเด็นที่หลายคนมองเห็นก็คือ KBANK เริ่มเห็นผลจากการลงทุนสร้างธุรกิจที่สร้างรายได้แบบ Fee-based โดยครึ่งแรกปี 2569 รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 22.4% จากปีก่อน โดยเฉพาะไตรมาส 2 เติบโตถึง 26.5%

แรงหนุนสำคัญมาจากธุรกิจ Wealth Management ธุรกิจกองทุนรวม การขายผลิตภัณฑ์การลงทุน และรายได้จากบริการทางการเงินบนแพลตฟอร์มดิจิทัล รายได้ลักษณะนี้มีข้อดี คือ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนมากเหมือนการปล่อยสินเชื่อ และไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการลดลงของดอกเบี้ย นอกจากนี้ หากฐานลูกค้าเติบโต รายได้ค่าธรรมเนียมสามารถเติบโตต่อเนื่องโดยไม่ต้องเพิ่มความเสี่ยงด้านเครดิต

KBANK

เงินกองทุนล้น ทำให้มีทางเลือกมากขึ้น

อีกประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญ คือเงินกองทุนสำรอง โดย KBANK มี CET1 Ratio ประมาณ 17% สูงกว่าเป้าหมายขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนดไว้ที่ 15% เงินทุนส่วนเกินนี้มีความหมายมากกว่าการบอกว่าธนาคารแข็งแรง แต่หมายถึง KBANK มีทางเลือกในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้น

ไม่ว่าจะเป็นการขยายสินเชื่อ การลงทุนด้าน AI และ Digital Banking โอกาสในการซื้อกิจการ จ่ายเงินปันผลเพิ่ม และการซื้อหุ้นคืน ยิ่งธนาคารมีเงินทุนมากเท่าไร ความยืดหยุ่นในการบริหารธุรกิจก็ยิ่งสูงขึ้น

KBANK ประกาศชัดว่าจะรักษา Dividend Payout Ratio ไม่น้อยกว่า 50% และตั้งเป้าขยับสู่ระดับ 50-60% รวมถึงไม่ปิดโอกาสสำหรับการจ่ายเงินปันผลพิเศษหรือการซื้อหุ้นคืน ปี 2568 KBANK จ่ายเงินปันผลรวม 14 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield ราว 5.7%

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน KBANK ซื้อขายที่ P/E ราว 11.5 เท่า และ P/BV ประมาณ 0.99 เท่า ถือว่าไม่ใช่หุ้นที่ถูกมากเหมือนในอดีต อีกทั้ง NIM ยังมีโอกาสถูกกดดันต่อ หากวงจรดอกเบี้ยขาลงยังดำเนินต่อไป

KBANK

สุดท้ายแล้วคงต้องพิจารณาให้ดีระหว่างระดับราคากับ Margin of Safety เพราะแม้คุณภาพธุรกิจจะดีขึ้น แต่มูลค่า (Valuation) ก็ยังเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจลงทุน โดยโจทย์ถัดไปนั่นคือ KBANK กำลังถูกประเมินใหม่ในฐานะธนาคารที่จะสามารถสร้าง Total Shareholder Return ได้ดีขึ้นมากน้อยเพียงใด

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...