โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

บิ๊กราญ-อธิบดีกรมการปกครอง บุกรวบจีนเทาสร้างตัว สวมสิทธิ์ทำธุรกิจในไทยรวยอู้ฟู่ 100 ล้าน ช็อกหนีคดีฆาตกรรมกว่า 3 ทศวรรษ

สยามนิวส์

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ทีมข่าวสยามนิวส์
เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมตรวจสอบและขยายผลกรณีชายชาวจีน อายุ 67 ปี ซึ่งใช้ชื่อในประเทศไทยว่า นายสุชาติ สุรชัย ภายหลังเจ้าหน้าที่พบข้อมูลผิดปกติเกี่ยวกับการได้มาซึ่งบัตรประจำตัวประชาชนไทย โดยตรวจสอบพบว่าบุคคลดังกล่าวมีชื่อเดิมคือ นายซู ซาน (Mr. Zhu Zhishan) และมีข้อมูลเชื่อมโยงกับคดีอาญาที่เกิดขึ้นในประเทศจีน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมตรวจสอบและขยายผลกรณีชายชาวจีน อายุ 67 ปี ซึ่งใช้ชื่อในประเทศไทยว่า นายสุชาติ สุรชัย ภายหลังเจ้าหน้าที่พบข้อมูลผิดปกติเกี่ยวกับการได้มาซึ่งบัตรประจำตัวประชาชนไทย โดยตรวจสอบพบว่าบุคคลดังกล่าวมีชื่อเดิมคือ นายซู ซาน (Mr. Zhu Zhishan) และมีข้อมูลเชื่อมโยงกับคดีอาญาที่เกิดขึ้นในประเทศจีน

จุดเริ่มต้นของการตรวจสอบเกิดขึ้นหลังทางการจีนประสานข้อมูลมายังหน่วยงานของไทย เนื่องจากพบข้อสงสัยว่าชายรายดังกล่าวอาจเป็นบุคคลเดียวกับผู้ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับคดีอาญาในประเทศจีน โดยข้อมูลระบุว่ามีการออกหมายจับตั้งแต่ปี 2533 และต่อมามีข้อมูลหมายแดงขององค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (Interpol)

หลังได้รับข้อมูล ศูนย์ประสานงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง ได้ตรวจสอบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรและประวัติการทำบัตรประจำตัวประชาชนของชายรายนี้อย่างละเอียด พบข้อผิดปกติหลายประการเกี่ยวกับข้อมูลและเอกสารที่ใช้ในการดำเนินการ

จากการตรวจสอบย้อนหลังพบว่า ชายรายนี้เข้ามาพำนักและประกอบกิจการในประเทศไทย ก่อนปรากฏชื่อในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรและมีบัตรประจำตัวประชาชนไทยในชื่อ นายสุชาติ สุรชัย โดยเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลไปยังบุคคลและข้อมูลในพื้นที่ จ.ตาก ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดทำทะเบียนราษฎรของบุคคลดังกล่าว และพบข้อมูลบางส่วนไม่สอดคล้องกัน จึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

เมื่อรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานได้แล้ว เจ้าหน้าที่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดพัทยาเพื่อขอออกหมายจับชายรายดังกล่าว ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชน

ต่อมาในช่วงค่ำวันที่ 12 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่สามารถติดตามและควบคุมตัวชายรายนี้ได้ที่บ้านพักในพื้นที่ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ก่อนนำตัวเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย

จากนั้นวันที่ 13 กันยายน เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองได้เข้าตรวจสอบบ้านพักดังกล่าว เพื่อขยายผลเกี่ยวกับทรัพย์สินและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับชายรายนี้ โดยพบว่าบริเวณบ้านมีพื้นที่ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นห้องใต้ดิน ภายในพบวัตถุโบราณและพระเครื่องจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงเก็บรักษาและตรวจสอบที่มา รวมถึงรายละเอียดของทรัพย์สินตามขั้นตอนของกฎหมาย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบเอกสารสิทธิ์ที่ดินจำนวน 11 แปลง รวมพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ และรถยนต์อีกหลายคัน โดยจากการประเมินเบื้องต้น ทรัพย์สินที่ตรวจยึดและตรวจสอบมีมูลค่ารวมประมาณ 89.5 ล้านบาท

สำหรับข้อมูลด้านธุรกิจ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ชายรายนี้เข้ามาประกอบกิจการในเมืองพัทยามาเป็นเวลาหลายปี และมีชื่อเกี่ยวข้องกับบริษัทจำนวน 5 แห่ง ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและบริการ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ รวมถึงกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โดยมีทุนจดทะเบียนรวมประมาณ 89 ล้านบาท

ส่วนประเด็นประวัติคดีในประเทศจีน พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยว่า ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบสถานะของคดีอย่างละเอียด หากพบว่าคดียังสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน รวมถึงพิจารณาแนวทางในการส่งตัวชายรายนี้กลับไปดำเนินคดีที่ประเทศจีน

ด้านกรมการปกครองระบุว่า การตรวจสอบดังกล่าวเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของไทยกับทางการจีน โดยจะตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่งบัตรประจำตัวประชาชนและสถานะทางทะเบียนของชายรายนี้อย่างละเอียด พร้อมขยายผลไปยังบุคคลอื่นที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำหรือรับรองเอกสารดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังเตรียมตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่ อ.พบพระ จ.ตาก ซึ่งเกี่ยวข้องกับประวัติการจัดทำทะเบียนราษฎรของชายรายนี้ เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงและตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวหรือไม่

ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างพิจารณาสถานะทางทะเบียนและสัญชาติของชายรายนี้ รวมถึงแนวทางดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวบุคคลต่างชาติออกนอกราชอาณาจักร โดยจะพิจารณาตามข้อเท็จจริงและขั้นตอนของกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบการได้มาซึ่งเอกสารประจำตัวและสถานะทางทะเบียนให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลไปยังผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง หากพบพยานหลักฐานเพิ่มเติมจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...