‘ยศชนัน’ ลุยเกษตรมูลค่าสูง ดึงงานวิจัยปั้นนวัตกรรมเชิงลึก แก้จนทั่วประเทศ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกาศยุทธศาสตร์การปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศผ่านหมุดหมายสำคัญ 13 ประการ โดยกำหนดให้ภาคการเกษตรเป็นหมุดหมายอันดับ 1 ที่ต้องเร่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มผลิตภาพ GDP ผ่านการนำนวัตกรรมเข้าไปยกระดับและสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ มีเป้าหมายเปลี่ยนโฉมหน้าเกษตรกรรมดั้งเดิมสู่การแปรรูปมูลค่าสูง โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การขับเคลื่อน “นวัตกรรมเกษตร” อย่างเต็มรูปแบบ
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า ที่ผ่านมา กระทรวง อว. จัดทำยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก มีเป้าหมายปรับปรุงโครงสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยเน้นเฉพาะการปรับโครงสร้างการเกษตรเป็น เกษตรนวัตกรรม เพิ่มผลิตภาพให้ครอบคลุมทุกมิติของการผลิตตั้งแต่อาหารไปจนถึงเครื่องจักรกล
“ปัจจุบันภาคการเกษตรมีส่วนช่วยใน GDP ในสัดส่วนที่ยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับสัดส่วนของเกษตรกร ซึ่งมีจำนวนมากพอสมควร ส่งผลให้การสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มผลิตภาพกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน เพื่อเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ยั่งยืนและมั่นคง โดยนวัตกรรมจะเป็นหัวใจหลักในการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตเพื่อลดความเหลื่อมลํ้าและเพิ่มรายได้ให้ประชาชน” ศ.ดร.ยศชนัน ระบุ
ต่อยอดแปรรูปสินค้าเกษตร
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กลไกการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ จะเริ่มต้นจากการนำนวัตกรรมมาแปรรูปสินค้าเกษตรให้กลายเป็นสมุนไพรและต่อยอดไปสู่การผลิตอาหารแห่งอนาคต รวมถึงนวัตกรรมอาหารฟังก์ชัน ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการสูงในตลาดโลกปัจจุบันในฐานะสินค้ามูลค่าสูงที่มีคุณภาพดีและปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงเข้ากับเศรษฐกิจเชิงสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งในแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกระทรวงที่ต้องเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
เช่นเดียวกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่จะเชื่อมโยงการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้กลับมาเป็นพลังงานและสารสกัดที่มีคุณค่าผ่านกระบวนการทางชีวภาพขั้นสูง ซึ่งจะช่วยให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างคุ้มค่าสูงสุดและช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยการแปรรูปเศษเหลือจากการเกษตรทั้งหมดจะถูกนำมาเข้าสู่กระบวนการสกัด เพื่อสร้างสารสกัดมูลค่าสูงสำหรับการผลิตสินค้าในกลุ่มความงามและสุขภาพถือเป็นการเพิ่มมูลค่าอย่างมหาศาล
เปลี่ยนความหลากหลายทางชีวภาพเป็นเงินทุน
พร้อมกันนี้ยังเตรียมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียม เพื่อการจัดการเกษตรแม่นยำ ถือเป็นแนวทางใหม่ที่กระทรวง อว. ให้ความสำคัญ เนื่องจากการบริหารจัดการดิน นํ้า และอากาศ ต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกจากภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อการวางแผนการเพาะปลูกที่มีประสิทธิภาพแม่นยำและทันท่วงที ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ร่วมกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อประเมินความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้มีความสมดุลและสามารถฟื้นฟูธรรมชาติกลับมาให้สมบูรณ์
สำหรับความหลากหลายทางชีวภาพ ถือเป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดของประเทศไทย ซึ่งการรักษาทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สมบูรณ์จะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นเงินทุนเพื่อธรรมชาติ (Nature Finance) ได้ในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากแนวโน้มของโลกปัจจุบัน กำลังมุ่งเน้นไปที่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติมากกว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์เพียงอย่างเดียว เพราะหากเน้นแต่เรื่อง Net Zero โดยไม่รักษาฐานทางธรรมชาติไว้จะส่งผลเสียต่อความสามารถในการแข่งขันของไทยที่มีจุดแข็งในเรื่องของธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์
ศ.ดร.ยศชนัน มองว่า นโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์อาจเหมาะกับประเทศที่ไม่มีฐานทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิงคโปร์ แต่สำหรับไทยที่มีเสน่ห์ของเกษตรกรรมจำเป็นต้องรักษาความหลากหลายทางชีวภาพไว้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการเปลี่ยนแปลงเกษตรให้เป็นเงินทุน โดยอาศัยจุดแข็งของพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ นำไปสู่การดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมเกษตรนวัตกรรม โดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ และต้องนำนวัตกรรมต่าง ๆ จากมหาวิทยาลัยออกมาช่วย
ปั้นนวัตกรรมชุมชน-สร้างเทคโนโลยีเชิงลึก
ขณะเดียวกัน กระทรวง อว. ยังส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้มีเครื่องมือที่วิจัยและพัฒนาขึ้นมาเองโดยฝีมือคนไทย เพื่อให้เกิดการใช้งานจริงในพื้นที่เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของชุมชน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาเครื่องจักรการเกษตรใหม่ที่มีโจทย์มาจากการใช้งานจริงในประเทศไทยและสามารถต่อยอดไปสู่การส่งออกไปยังต่างประเทศ
สำหรับการสร้างอุตสาหกรรมเครื่องจักรการเกษตรโดยฝีมือคนไทย จะช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และราคาที่เข้าถึงได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว โดยเรียนรู้จากต้นแบบความสำเร็จของประเทศอย่างญี่ปุ่นในอดีตที่เริ่มจากเครื่องจักรขนาดเล็กไปสู่เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ คือแนวทางที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้ โดยการสร้างนวัตกรรมรอบตัวเกษตรกรให้เป็นของคนไทยเองจะช่วยสร้างความมั่นคงทางการผลิตและลดต้นทุนในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลกำไรและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างถาวร
รองนายกฯ ระบุว่า การลงทุนในเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ผ่านการวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนกลไกสำคัญ อาทิ มอเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ใช้พลังงานตํ่า รวมถึงวัสดุศาสตร์ชั้นสูงที่มีความแข็งแรงทนทาน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างเครื่องจักรกลการเกษตรของไทย โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ รูปแบบนี้จะคล้ายกับความสำเร็จของไต้หวันในการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ที่สามารถครองตลาดโลกได้ด้วยชิ้นส่วนเพียงชิ้นเดียว แต่มีคุณค่ามหาศาล ซึ่งไทยสามารถทำได้เช่นเดียวกันผ่านการสนับสนุนงานวิจัยเชิงลึกอย่างเป็นระบบ
ดึงมหาวิทยาลัยร่วมมือแก้จนทั่วประเทศ
ส่วนการแก้ปัญหาความยากจนนั้น กระทรวง อว. ได้สร้างกลไกในการนำงานวิจัยไทยกว่า 3,500 รายการไปช่วยพัฒนาหมู่บ้านและเกษตรกรในพื้นที่จริงทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผ่านโครงการวิจัยนำร่องที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้เพิ่มให้กับครัวเรือนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ซึ่งผลสำเร็จจากโครงการนำร่องแสดงให้เห็นว่าหมู่บ้านที่ได้รับการพัฒนาสามารถยกระดับความเป็นอยู่ได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็วและพร้อมที่จะขยายผลไปสู่ระดับประเทศต่อไป
รองนายกฯ ระบุว่า การดำเนินโครงการวิจัยนำร่องในพื้นที่ 20 จังหวัดผ่าน 20 มหาวิทยาลัยในพื้นที่เป็นตัวอย่างของการทำงานเชิงรุก เพื่อลดช่องว่างความยากจน เน้นการทำให้คนในชุมชนสามารถเข้าสู่ระบบและเข้าถึงเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มรายได้ได้อย่างแท้จริง กลไกดังกล่าวมีเป้าหมายในการพัฒนาหมู่บ้านกว่า 500 แห่งให้มีความเจริญก้าวหน้าในระดับสูงสุดผ่านกระบวนการวิจัยที่เน้นผลสัมฤทธิ์มากกว่าการให้เงินสนับสนุนเพียงอย่างเดียว
โดยบทบาทของมหาวิทยาลัยจะเปลี่ยนจากการเป็นเพียงสถานศึกษามาเป็นผู้ช่วยในการวิเคราะห์และสนับสนุนเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อความต้องการของแต่ละครัวเรือนในพื้นที่จริงอย่างแม่นยำ
“รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาความยากจนมุ่งเน้นการสร้างรายได้เพิ่มโดยไม่ต้องอาศัยการแจกเงิน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถยืนหยัดได้ด้วยเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นเอง การเชื่อมต่อระหว่างงานวิจัยระดับโลกกับวัตถุดิบพื้นบ้านจะช่วยสร้างแบรนด์สินค้าไทยให้มีอัตลักษณ์และคุณภาพภายใต้การสนับสนุนของกระทรวง อว.” รองนายกฯ ระบุ
เล็งรวมงบกองทุนวิจัยไม่ต้องรอพึ่งพางบประมาณ
นอกจากนี้ยังมีแนวคิดการปฏิรูปกองทุนวิจัยของประเทศไทยที่ปัจจุบันมีงบประมาณเพียงเล็กน้อย โดยกระทรวง อว. กำลังพิจารณาความร่วมมือของแหล่งทุนวิจัยที่เคยกระจัดกระจายให้รวมเป็นหนึ่งภายใต้การกำกับของ สกสว. เพื่อสร้างพลังในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและสิทธิประโยชน์ด้านภาษีรวมถึงบีโอไอ การรวมทุนครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญคือการเชื่อมโยงเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับเศรษฐกิจฐานรากเพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่สามารถยกระดับรายได้ของประชาชนในพื้นที่ได้ต่อไป
“แผนการระดมทุนวิจัยและพัฒนาครั้งใหญ่ ถือเป็นเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตให้กับประเทศโดยไม่ต้องรอพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ผ่านการสร้างกองทุนที่ใช้โมเดลเดียวกันที่มีภารกิจชัดเจนในการแก้ปัญหาสำคัญที่ตรงต่อความต้องการของโลก หากประเทศไทยมีข้อมูลและผลงานวิจัยเชิงลึกที่ดีพอก็จะสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาสนับสนุนงานวิจัยในไทยได้ เพื่อสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม” รองนายกฯ กล่าว