“ศุภณัฐ” แฉรัฐบาลช้า! เปิดหนังสือเตือน “อนุทิน” ตั้งแต่ 2 ปีก่อน ปม Data Center
“ศุภณัฐ” แฉรัฐบาลช้า! เปิดหนังสือเตือน “อนุทิน” ตั้งแต่ 2 ปีก่อน ปม Data Center จี้แก้กฎหมายคุมอาคาร-ผังเมือง-EIA ก่อนปัญหาบานปลาย ซัด “วัวหายแล้วล้อมคอก”
วันที่ 5 ก.ย. 2569 นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส. กทม.พรรคปชน. โพสต์เฟซบุ๊ก เปิดเผยหนังสือราชการ ลงวันที่ 3 ต.ค. 2567 ที่ตนเอง เคยส่งถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ซึ่งเป็นรมว.มหาดไทย ในขณะนั้น เพื่อเตือนถึงผลกระทบจากการเติบโตของศูนย์ข้อมูล (Data Center) พร้อมยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้เร่งวางกติกาและจัดระเบียบกฎหมายรองรับไว้ล่วงหน้า แต่ผ่านมากว่า 2 ปี กลับไม่มีความคืบหน้าหรือการดำเนินการใดๆ จากภาครัฐ จนกระทั่งเกิดปัญหาและกระแสสังคม รัฐบาลจึงเริ่มหันมาขยับตัวในลักษณะวัวหายแล้วล้อมคอก
นายศุภณัฐ ระบุว่า ข้อเสนอที่เคยยื่นต่อกระทรวงมหาดไทยเมื่อ 2 ปีก่อน ครอบคลุมการแก้ไขกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ เพื่อให้การเติบโตของ Data Center ไม่สร้างผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย
1. กฎหมายควบคุมอาคาร กำหนดนิยามของอาคาร Data Center ให้ชัดเจน วางมาตรฐานความปลอดภัยโดยเฉพาะระบบจัดเก็บเชื้อเพลิงหรือน้ำมันสำรอง และปรับปรุงข้อกำหนดเรื่องที่จอดรถให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้งานจริง
2. กฎหมายผังเมือง ระบุประเภทอาคาร Data Center ลงในกฎหมายผังเมืองให้ชัดเจน พร้อมกำหนดพื้นที่จัดวาง (Zoning) ที่เหมาะสม ไม่ให้รบกวนพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน
3. กฎหมายสิ่งแวดล้อม (EIA) ออกหลักเกณฑ์บังคับให้การก่อสร้าง Data Center ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามขนาดและระดับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
นายศุภณัฐ ย้ำว่า แม้จะยินดีที่ในที่สุดข้อเสนอเหล่านี้เริ่มได้รับความสนใจจากภาครัฐ แต่น่าเสียดายหากนายอนุทิน ในฐานะ รมว.มหาดไทยขณะนั้น ดำเนินการตามข้อเสนอตั้งแต่แรก ปัญหาและความสับสนในปัจจุบันก็คงไม่เกิดขึ้น ยืนยันว่าไม่ได้ขัดขวางการลงทุน Data Center แต่อยากเห็นประเทศไทย เปิดรับการลงทุนอย่างมีกติกา ซึ่งการมีกฎหมายที่ชัดเจนจะส่งผลดีแบบ Win-Win ต่อทุกฝ่าย การมีกติกาที่ชัดเจน ประชาชนจะมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อชุมชน ขณะที่นักลงทุนเองก็จะรู้กรอบเกณฑ์ตั้งแต่ต้นว่าสามารถสร้างที่ไหนได้บ้าง ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานอะไร โดยไม่ต้องอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ไม่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ และไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาร้องเรียนหรือตบทรัพย์ในภายหลัง