ขิงก็รา…ข่าก็แรง
คำพังเพยไทยที่บอกว่า “ขิงก็รา ข่าก็แรง” เราจะใช้พูดถึงคนที่ขัดแย้งกัน ด่ากันไปด่ากันมา แต่พิจารณาจริงๆ แล้วก็แล้วร้ายทั้งคู่ ขิงที่ขึ้นราก็ใช้ไม่ได้ ข่าที่กลิ่นแรงเกินไปก็ใช้ไม่ดี รัฐบาลก็ทำหลายอย่างที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะไม่ควร และยังไม่ทำบางอย่างที่ควรทำอย่างที่เราพูดกันว่าปล่อยเกียร์ว่าง และบางอย่างที่ไม่ควรทำ ก็ดันทำ ไม่ถูกใจประชาชนจำนวนหนึ่งที่มองว่าสิ่งที่รัฐบาลทำไปนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ
ส่วนฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาล ก็แซะ แขวะ ด่าทอ ต่อว่า ด้อยค่ารัฐบาลแบบเอาเป็นเอาตาย จริงบ้าง เท็จบ้าง ตำหนิอย่างเหมาะสมถูกต้องบ้าง
ใช้ความเท็จกล่าวหารัฐบาลแบบหาเรื่องที่จะล้มรัฐบาลให้ได้ บางเรื่องก็ด่าถูกต้อง บางเรื่องก็เกินไป กล่าวหารัฐบาลโดยไม่หาข้อมูลที่ถูกต้อง หรือมีข้อมูลไม่ครบถ้วน ด่าแบบไม่รู้จริง ไม่เข้าใจ แต่ก็พยายามประดิษฐ์วาทกรรมหาเรื่องตำหนิรัฐบาล พูดจาด่าทอด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย รุนแรง
พฤติกรรมของทั้ง 2 ฝ่าย ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในวังวนของความแตกแยก ความคิดเห็นที่แตกต่างนำไปสู่ความแตกแยก ไร้เอกภาพ บางเรื่องแทนที่เราจะช่วยกันแก้ไข ช่วยกันต่อสู้กับศัตรูภายนอก เราก็ไม่อาจจะทำได้ เพราะเราไม่เป็นเอกภาพ ไม่ว่าเรื่องการต่อสู้หรือการคบหากับประเทศมหาอำนาจ มีทั้งคนเชียร์จีน ด่าอเมริกัน มีทั้งคนเชียร์อเมริกา ด่าจีนและรัสเซีย จนประชาชนจำนวนหนึ่งตามไม่ทัน คิดไม่ตกว่าเราจะอยู่ข้างใครในบริบทของการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันในระดับโลกาภิวัตน์
ไม่ว่ารัฐบาล นักวิชาการที่เป็นกูรูด้านต่างๆ สื่อมวลชนที่ทำหน้าที่รายงานและวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองทำงานลำบาก เพราะถ้าหากใครคนใดทำอะไรที่ไม่ถูกใจฝ่ายตรงกันข้ามก็จะโดนทัวร์ลง คือ จะมีคนรุมด่าด้อยค่าด้วยถ้อยคำที่หยาบคายจนไม่เป็นผู้ไม่เป็นคน กลายเป็นสัตว์เดรัจฉานที่มีลักษณะเป็นตัวชั่วร้าย ประเทศไทยเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่ทุกคนมีเสรีภาพแสดงออกตามความคิดความเชื่อของตน ดังนั้นหากจะมีความคิดเห็นต่างกัน มีความเชื่อต่างกัน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกและเป็นการแสดงให้เห็นว่าเราเป็นสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่คนที่คิดเห็นต่างกันต้องแสดงความคิดเห็นของตน และวิจารณ์ความคิดเห็นของคนอื่นที่แตกต่างด้วยเหตุผล มีหลักฐานประกอบ และใช้วาจาที่สุภาพ ไม่ด่าทอต่อว่าด้อยค่ากันด้วยอารมณ์และอคติ แต่ที่เราเห็นสิ่งที่เป็นอยู่มันไม่เป็นเช่นนั้น สิ่งที่เราได้พบเห็นด้วยความไม่สบายใจก็คือ ปรากฏการณ์ “ขิงก็รา ข่าก็แรง” นั่นคือร้ายทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายต่อต้านรัฐบาล
หลายคนใช้อารมณ์และมีอคติ หลายคนปั้นข้อมูลเท็จ หลายคนกล่าวหาฝ่ายตรงกันข้ามแบบไม่มีหลักฐาน หลายคนไม่มีข้อมูลครบถ้วน และไม่คิดจะหาข้อมูลก่อนแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น หลายคนใช้วาจาไม่สุภาพ ด่าฝ่ายตรงกันข้ามอย่างรุนแรง
ความแตกต่างจึงเป็นต้นตอของความแตกแยก และเราคนติดตามข้อมูลข่าวสารก็ยากที่จะตัดสินว่าใครผิดใครถูก เพราะทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ในสภาพ “ขิงก็รา ข่าก็แรง” หรือเป็น 2 ฝ่ายที่เราพูดได้ว่า “ขนมพอสมน้ำยา” คือถ้าหากขนมจีนไม่อร่อย ไม่รู้จะโทษขนมจีนหรือจะโทษน้ำยา เพราะใช้ไม่ได้พอๆ กัน ไม่รู้ว่าสภาพดังกล่าวนี้จะหมดไปจากสังคมไทยในวันใด เราจะพูดจากันดีๆ ไม่ได้หรือ เราจะถกเถียงกันอย่างสุภาพด้วยเหตุผลไม่ได้หรือ แบบนี้เราจะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาภายในของประเทศได้อย่างไร และเมื่อมีปัญหาจากภายนอก เราจะสู้กับศัตรูภายนอกอย่างเขมรและมหาอำนาจที่ต้องการยึดครองประเทศไทยเราได้อย่างไร เรื่องนี้ไม่พูด ไม่วิเคราะห์ ไม่หาทางแก้ไม่ได้ เพราะภัยภายในของเราที่ต้องแก้ไขมีมากมาย
ปัญหาปากท้องหรือเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติ ปัญหาโรคระบาด ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาอุบัติเหตุ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องยากที่ต้องใช้ความเป็นเอกภาพช่วยกันแก้ไข เราจึงจะผ่านพ้นไปได้ นอกจากภัยภายนอกเป็นภัยสงครามหลากหลายรูปแบบ ถ้าเราพิจารณายุทธศาสตร์การต่อสู้ในระดับกับโลกาภิวัตน์ เราก็จะพบว่ามีทั้งสงครามทางอาวุธ สงครามทางการค้า สงครามเทคโนโลยี สงครามข่าวหรือสงคราม cyber เพราะการแข่งขันหรือสงครามที่เกิดขึ้นในยุคนี้เป็นสงครามระดับโลกาภิวัตน์ที่กระจายกว้างไกล ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลง การแย่งชิงดินแดนและทรัพยากรของประเทศทั้งวิธีการแบบ Hard Power และ Soft Power ที่เข้มข้น ถ้าหากเราไม่มีเอกภาพในการต่อสู้ เราจะเอาชนะการแข่งขันหรือทำสงครามเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้อย่างไร
พอเถอะกับการทำให้สังคมแตกแยกและเล่นกีฬาสีกันไม่หยุด คุยกันดีๆ ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสุภาพและเป็นมิตร มาช่วยกันหาหนทางสร้างเอกภาพให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และเลิกทะเลาะกันด้วยอคติและรุนแรงๆ
ตั้งแต่นายกฯ อนุทินเข้ามาทำหน้าที่ “ผู้นำบริหาร” ประเทศ จะมีขบวนการหนึ่งพยายามสร้างทิศทางนำว่า “ตั้งแต่อนุทินเข้ามาบริหาร ด้วยระบอบสีน้ำเงินครอบงำประเทศ บ้านเมืองมีแต่ปัญหาเลวร้าย คอร์รัปชันทุกเรื่อง ต่างชาติยึดครองแผ่นดิน ยาเสพติดระบาด ล่าสุด เรื่องทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ไม่ว่าปัญหาสุมประเทศมาแต่ยุคไหน-สมัยไหน ทุกอย่างเหมารวมลงที่รัฐบาลอนุทินทั้งหมด บางเรื่องดูเหมือนเป็นการกล่าวหา แต่บางเรื่องก็จริงตามที่เขาด่ากันนะ มีคนบางคนตั้งข้อสังเกตว่ามีขบวนการหนึ่งมองเห็นว่า ถ้าปล่อยให้นายกฯ อนุทินทำงานปฏิรูปประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านต่างประเทศ และด้านเศรษฐกิจปากท้องชาวบ้านได้สำเร็จไป
อนาคต จะมีพรรคหนึ่งนอกจากหมดโอกาสกลับมาใหญ่แล้ว อาจหล่นไปเป็นพรรคอันดับ 4 อันดับ 5 ถ้าไม่พยายาม “เตะตัดขา” โพนทะนาป้ายสี “นายกฯ อนุทิน” ในทุกเรื่อง ที่น่ากลัวคือ พอมีคนนำ พวกสมุนที่มีหน้าที่ปั่นข่าวก็ไม่พิจารณาสาระ ไม่หาข้อมูล เชื่อทุกเรื่องที่แกนนำของพรรคพูด แล้วด่าเป็นอย่างเดียว หลับหู-หลับตาคอมเมนต์แบบไม่ต้องการหลักฐาน อันนี้เป็นทั้ง 2 ข้างนะ แบบที่ “ขิงก็รา ข่าก็แรง” นั่นแหละ.