โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘เอกชน’ ชี้ไทยนำเข้า EV จีนมากเกินไป หนุนรื้อภาษีสรรพสามิตมาถูกทาง ย้ำลงทุนต้องสร้างงาน–ซัพพลายเชน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เอกชน’ ชี้ไทยนำเข้า EV จีนมากเกินไป หนุนรื้อภาษีสรรพสามิตรถยนต์มาถูกทาง ย้ำลงทุนต้องสร้างงาน–ซัพพลายเชน

นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) และที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการการพลังงาน เปิดเผยถึงทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ว่า การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ปัญหาคือประเทศไทยต้องไม่เดินหน้า EV จนกระทบฐานการผลิตเดิมที่สร้างการจ้างงานและห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ให้ประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นที่ลงทุนในไทยมานานหลายสิบปี ขณะที่ EV เป็นทิศทางของโลกและเป็นหนึ่งในทางออกเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานและน้ำมัน ดังนั้น การส่งเสริม EV ไม่ควรมองเพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมหรือจำนวนรถที่เข้ามาในประเทศ แต่ต้องคิดต่อถึงการจ้างงาน การลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมในไทย

นายตรีรัตน์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้คือไทยเปิดรับ EV เข้ามาเร็ว แต่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศยังไม่สูงสุด โดยเฉพาะรถ EV จากจีนที่มีการนำเข้าชิ้นส่วนและส่วนประกอบจำนวนมากจากจีน ขณะที่ไทยทำหน้าที่ประกอบเป็นหลัก ทำให้ไม่ได้เกิดห่วงโซ่อุปทานต่อเนื่องในประเทศเหมือนอุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนและสร้างฐานการผลิตในไทยมานาน ทั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วน ยาง เบาะ อะไหล่ และธุรกิจต่อเนื่องจำนวนมาก ซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงานและรายได้กระจายไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น ดังนั้น การสนับสนุน EV ต้องตอบให้ได้ว่า “คนไทยได้อะไร” ไม่ใช่เพียงทำให้ผู้บริโภคมีรถราคาถูกลง

“วันนี้เราใช้ EV เป็นตัวขับเคลื่อนอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก แต่ยังไม่ได้คิดให้ครบว่าเกิดการต่อยอดทางเศรษฐกิจกับประเทศไทยอย่างไรในระยะยาว ทั้งการจ้างงาน การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออก ปัญหาอีกด้านคือการเข้ามาของ EV จีนจำนวนมากส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์สันดาปที่ผลิตในไทย โดยเฉพาะรถญี่ปุ่น และทำให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนสร้างฐานการผลิตและซัพพลายเชนในประเทศต้องเผชิญการแข่งขันที่ไม่สมดุล ขณะที่สิทธิประโยชน์และช่องทางภาษีที่เปิดให้รถนำเข้าบางส่วนเข้ามาได้ง่าย กลายเป็นช่องทางให้สินค้าจำนวนมากเข้ามาแข่งขันกับผู้ผลิตในประเทศ”นายตรีรัตน์กล่าว

นายตรีรัตน์ กล่าวว่า สำหรับแนวทางของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เตรียมปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ โดยลดภาษีรถที่ผลิตในประเทศและเพิ่มภาษีรถ EV นำเข้าที่ไม่ได้สร้างฐานการผลิตในไทยนั้น เห็นว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด เพราะจะช่วยให้รถที่ผลิตในประเทศสามารถแข่งขันด้านราคาได้มากขึ้น แต่การลดภาษีไม่ควรเป็นมาตรการเพียงอย่างเดียว รัฐต้องกำหนดเงื่อนไขให้ชัดว่า ผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิประโยชน์ต้องสร้างประโยชน์กลับคืนให้เศรษฐกิจไทย เช่น ตั้งโรงงาน ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ จ้างแรงงาน และสร้างธุรกิจต่อเนื่อง หากเป็นเพียงการนำรถเข้ามาจำหน่าย โดยไม่ได้ลงทุนหรือสร้างระบบนิเวศในประเทศ ก็ไม่ควรได้รับสิทธิพิเศษในระดับเดียวกับผู้ลงทุนจริง

นายตรีรัตน์ กล่าวว่า ถึงกรณีอินโดนีเซียเดินหน้าดึงค่ายรถญี่ปุ่นให้ย้ายฐานการผลิตจากไทยว่า เป็นสัญญาณที่ไทยไม่ควรประมาท เพราะทุกประเทศต่างมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนและพร้อมแข่งขันเพื่อดึงฐานการผลิตเข้าประเทศ การย้ายฐานรถยนต์ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูงและต้องสร้างระบบนิเวศใหม่ ทั้งคู่ค้า โรงงานผลิตชิ้นส่วน และแรงงาน แต่หากไทยทำให้นักลงทุนรู้สึกว่าได้รับสิทธิประโยชน์น้อยกว่าประเทศคู่แข่งหรือเกิดความไม่เป็นธรรม ก็มีโอกาสทำให้การตัดสินใจลงทุนในอนาคตเปลี่ยนไป “ถ้าเราไม่ดูแลคนที่เสียภาษีและก่อให้เกิดการจ้างงานในประเทศไทย แล้ววันหนึ่งเขาย้ายไปจริง ประเทศไทยจะเจ็บหนัก” จึงเห็นว่าข้อเรียกร้องของโตโยต้าและฮอนด้าเป็นสัญญาณสะท้อนปัญหาที่รัฐต้องเร่งแก้

“ไม่ได้บอกว่า EV ไม่ดี แต่เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า วันนี้เราเฟเวอร์ทางจีนมากเกินไป สิ่งที่ต้องทำคือทำให้ทุกคนแข่งขันกันบนกติกาเดียวกัน และดูด้วยว่าใครเข้ามาแล้วก่อให้เกิดการจ้างงาน ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และสร้างเศรษฐกิจต่อเนื่อง ทั้งนี้ ควรทบทวน FTA และสิทธิประโยชน์นำเข้า EV เพื่อปิดช่องว่างทางภาษี โดยไม่กีดกันประเทศใด แต่ให้สิทธิประโยชน์ตามประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงกับไทย”นายตรีรัตน์กล่าว

นายตรีรัตน์ กล่าวด้วยว่า การเดินหน้าหาตลาดส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ไทย โดยเฉพาะการเจรจากับออสเตรเลีย ถือเป็นทิศทางที่ดี เพราะไทยมีฐานการผลิตและความเชี่ยวชาญด้านชิ้นส่วนยานยนต์อยู่แล้ว สามารถใช้ฐานดังกล่าวต่อยอดการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้ อย่างไรก็ตาม การเจรจา FTA ต้องยึดหลักต่างตอบแทน เพราะไทยเองก็มีพันธกรณีที่จะต้องเปิดตลาดสินค้าจากคู่ค้าเช่นกัน โดยเฉพาะกับนิวซีแลนด์ที่ไทยมีข้อตกลงทางการค้าอยู่แล้ว จึงต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดปัญหาจากการรับปากเปิดตลาดแต่ไม่สามารถดำเนินการตามข้อตกลง

นายตรีรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การลดภาษีสรรพสามิตเป็นเพียงยาแดง ช่วยบรรเทาปัญหาในระยะสั้น แต่สิ่งที่รัฐต้องทำต่อคือออกแบบนโยบายให้การลงทุนทุกประเภทสร้างประโยชน์แก่เศรษฐกิจไทย ซึ่งตัวชี้วัดไม่ควรอยู่เพียงมูลค่าเงินลงทุนหรือจำนวนโรงงานที่เข้ามาตั้ง แต่ต้องดูว่าประเทศได้อะไรจากการลงทุนนั้น คนไทยมีงานทำเพิ่มขึ้นหรือไม่ รายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ หนี้สินลดลงหรือไม่ และกำลังซื้อของประชาชนดีขึ้นหรือไม่ รวมถึงต้องลดความซ้ำซ้อนของกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เพื่อให้ประเทศไทยได้ทั้งการลงทุน เทคโนโลยี การจ้างงาน และการเติบโตของธุรกิจต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสุดท้ายต้องเป็น คนไทยมีงานทำ เศรษฐกิจดี รายได้ดี มากกว่าการดึงเงินลงทุนเข้ามาเพียงตัวเลขสวยหรู

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘เอกชน’ ชี้ไทยนำเข้า EV จีนมากเกินไป หนุนรื้อภาษีสรรพสามิตมาถูกทาง ย้ำลงทุนต้องสร้างงาน–ซัพพลายเชน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...