โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จงปล่อยวางและรักในความไม่สมบูรณ์ ปรัชญาภายใต้สัมผัสของการปั้นดิน Tierra Studio

a day magazine

อัพเดต 11 สิงหาคม 2569 เวลา 22.39 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • a day magazine

ดีเหมือนกันที่หัวใจของผมยังมีพื้นที่เปิดแง้มไว้ให้ศิลปะเสมอ

สิ่งนี้เรียกว่า ‘ความรัก’ ได้ไหมนะ

สำหรับผม สิ่งที่ทำให้ผมรักในความเป็นมนุษย์ คือธรรมชาติและความไม่สมบูรณ์ เมื่อสองอย่างนี้มารวมกัน ก็คงใกล้เคียงนิยามของคำว่า ความรัก

เมื่อเติบโตขึ้น จากเด็กเพิ่งเรียนจบ สู่วัยทำงาน การเป็นผู้ใหญ่บีบบังคับให้เราต้องโตตลอดเวลาเลย อีกอย่างความวุ่นวายยุ่งเหยิงภายนอกก็เข้ามาทำให้ไหวเอนตามสภาพสังคมอยู่เรื่อย ส่วนเรื่องของความสัมพันธ์ ความรักที่ต้องประคับประคองยิ่งไปกันใหญ่เลย รู้ตัวอีกทีก็จำความรู้สึกตอนตัวเองเป็นเด็กที่ชอบเล่นดินปั้นเกือบไม่ได้แล้ว

ด้วยความที่ออฟฟิศ a day ไม่ได้ไกลจาก Tierra Studio มากนัก เราจึงพาคนในออฟฟิศมาปั้นดินแบบขึ้นรูปเพื่อผ่อนคลายจากการทำงานสักหน่อย ลาดพร้าว 128/2 เป็นที่ตั้งของสตูดีโอเซรามิกที่พาเรามาสัมผัสธรรมชาติ และสร้างสรรค์ประติมากรรมจากดินในวันนี้

ร้านสีน้ำตาลอมครีมตัดสลับสีเขียว มีไฟสีส้มอบอุ่น ความเรียบง่ายในพื้นที่เล็กๆ สงบอย่าบอกใครเชียว ร้านเปิดเฉพาะวันพุธถึงวันอาทิตย์ โดยแบ่งเป็น 3 รอบต่อวัน รอบละสามชั่วโมง ช่วงบ่ายวันนี้ผมเลยขอใช้เวลาเดินเข้าสตูดีโอเซรามิกนี้ด้วยหัวที่โล่ง เพื่อปล่อยให้ศิลปะบำบัด

Tierra แปลว่า ดิน ในภาษาสเปน ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อของสตูดีโอโดยมี เธียรทรรศน์ ตันทวีวงศ์ หรือแบมแบม เป็นเจ้าของและผู้สร้างประสบการณ์ให้เราในวันนี้

เริ่มจิบชาญี่ปุ่นและทานขนมช็อกโกแลตรองท้องก่อน เหมือนได้ปรับจูนสติก่อนทำงานฝีมือ กลิ่นอุ่นๆ ของชาคล้ายธรรมเนียมญี่ปุ่นที่ช่วยดึงจิตวิญญานของเราให้มาอยู่กับปัจจุบัน พอนิ่งขึ้นแล้วจากนั้นค่อยเริ่มหยิบดินขาวมาทำความคุ้นเคย ดินชนิดนี้คือดินขาวจากจังหวัดลำปาง ดินที่มีความเป็นดินเหนียว ดินยอดนิยมสำหรับการปั้นเซรามิกเพราะขึ้นรูปได้ง่าย ขยำๆ ลองหยิบจับขึ้นมาดู นวดสัมผัส ผสมสีให้เนื้อดินออกรสชาติสักหน่อย แต่ทำยังไงดินก็ไม่สามารถควบคุมมูฟเมนต์ของสีได้ จนกว่าจะเผาเสร็จในอีกสองสัปดาห์ นี่เป็นความไม่สมบูรณ์แรกที่เจอ

จากดินที่ยังไม่มีรูปทรง ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงหน้าตาผ่านแรงสัมผัส การขึ้นรูปจะทำแล้วปล่อยทิ้งไว้ก็ไม่ได้นะ ต้องพักไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิดเพื่อไม่ให้ดินแห้ง นอกจากนี้อุณหภูมิและอากาศก็มีผลต่อดินทั้งหมด จะว่าไปการเปลี่ยนแปลงของดิน เป็นดั่งมนุษย์ที่กำลังเติบโต แน่นอนว่าจะต้องผ่านประสบการณ์มากมาย ความคาดหวังนับไม่ถ้วน ความไม่แน่นอนที่ต้องเจอ การเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด

พอเราเริ่มลองจับ ลองบีบช้าลงกับความรู้สึกของตัวเอง กลับมาหยิบจับกับสิ่งตรงหน้า และใส่ความเป็นตัวเองลงไป ก็รู้สึกดีที่ได้ใช้เวลากับตัวเองเหมือนกัน มันเป็นความรู้สึกที่ปล่อยวาง โดยที่เราจะใส่ความเป็นตัวเองไปเท่าไหร่ก็ได้ เราอยากให้ทุกคนได้มาสัมผัสกับความรู้สึกที่ไม่มีผิดไม่มีถูกนี้ด้วยกัน

เชื่อไหมว่าทุกๆ ครั้งที่ได้เจอคนทำงานศิลปะแล้วได้ฟังเขาพูดถึงสิ่งที่เขาทำ ดวงตาของเรากลับลุกวาวในทุกครา การได้คุยกับแบมแบม เล่าเรื่องเซรามิก และแพสชันในการทำงาน เราสัมผัสได้ถึงพลังงานที่เต็มเปี่ยม ในด้านศิลปะแขนงวิชานี้ คาแรกเตอร์คนอ่อนโยนที่นุ่มนิ่ม แต่แฝงไปด้วยปรัชญาเบื้องหลังงานฝีมือ คอยแนะแนวทางการปั้นของเราได้ออกมาตรงใจมากที่สุด ทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องการทำครั้งแรกเลย

แบมแบมมีผลงานซิกเนเชอร์ที่อยู่ทั่วร้าน อย่าง Velithra Vase No.1 แจกันดอกไม้สโตนแวร์ ที่ขึ้นรูปด้วยมือทั้งหมด แจกันรูปทรงเป็นเกลียวคลื่นกลีบดอกไม้สวยงาม อ่อนโยนและมีชีวิตในแบบของตัวเอง ช่องว่างที่มีพื้นที่ให้อากาศเข้าไปหายใจ รวมถึงเสน่ห์ของเซรามิกที่ขึ้นรูปทรงไม่เหมือนกัน เราว่ามันเป็นอะไรที่เปราะบางแต่จริงใจ

ในร้านยังประดับประดาไปด้วยงานธีสิสของเขา พอจับสังเกตจะเห็น crystal gray quartz ผลึกแก้วลวดลายระยิบระยับเต็มผนัง ออกไซด์ที่เกิดจากธรรมชาติ การตกผลึกของสี การลอยตัวของชั้นแก้ว เป็นสิ่งที่ศิลปินต้องปล่อยวางกับความไม่สมบูรณ์แบบที่ควบคุมไม่ได้เช่นกัน งานเซรามิกที่แบมแบมปั้นเองเกือบทุกชิ้น เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเขารักในสิ่งที่ทำจริงๆ ทำอยู่ ทำต่อ และทรงคุณค่าต่อใจผู้รับเหลือเกิน

แม้ร้านจะเปิดมาเข้าปีที่สองแล้ว แต่ดูเหมือนกำลังพัฒนาไปข้างหน้าเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะย่อท้อแม้แต่นิดเดียว เห็นว่าจะมีชั้นสองและจะมีคลาสเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ที่เห็นได้ชัดคือ Tierra Studio เกิดขึ้นมาเพราะแพสชันที่แบมแบมขุดขึ้นมาจากดินจริงๆ ความตั้งใจที่ไม่ได้สวยหรู จนเกิดเป็นร้านในห้องแถวเล็กๆ ไม่ได้ทำเพราะธุรกิจหรือความอยากขายของ แต่ทำเพราะใจรักที่อยากส่งต่อให้คนที่มีความชอบเหมือนกันโดยไม่ได้คาดหวังให้คนรู้สึกแบบไหน แต่กลับปล่อยให้คนได้รู้สึกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของตนเองแทน สิ่งนี้แหละที่ทำให้เราชอบที่นี่

คนในทีมเริ่มใช้เวลากับตัวเองมากขึ้น รู้ตัวอีกทีทุกคนก็เข้าไปอยู่ในโลกของตัวเองตรงหน้าเสียแล้ว บทสนทนาของพวกเราในวันนี้เลยเป็นประโยคที่ชื่นชมกันในเรื่องงานศิลปะ ความสัมพันธ์ของมือและดิน การดึงความเป็นศิลปินลึกๆ ของตัวเองออกมา ผ่านคุณสมบัติของดินที่จะต้องใช้การควบคุม ในวิธีของแต่ละคน ทำให้ได้คิด รู้สึก กับสิ่งที่กำลังทำอยู่

ซึ่งปรัชญาที่พวกเราชื่นชอบอย่างเห็นพ้องต้องกัน คือ Wabi-Sabi (วาบิ-ซาบิ) ปรัชญาแห่งความไม่สมบูรณ์แบบ เลยถูกยกมาพูดอยู่บ่อยๆ การที่ถ้วยเซรามิกบิดเบี้ยว มีรอยร้าว หรือไม่สมมาตรตามมาตรฐาน มันก็คือความงามตามธรรมชาติที่เราไม่สามารถควบคุมได้จริงๆ ฉะนั้นเลยปล่อยมันไป อย่างที่เป็น

Hold and Let Go

คุณสามารถเลือกได้ว่าจะขึ้นรูปเซรามิกแบบไหน ปั้นด้วยมือหรือใช้แป้นหมุน ผมเลยลองทั้งสองแบบเพื่อค้นพบความแตกต่าง เอาล่ะ! นั่งลงบนเก้าอี้แล้วเอามือสัมผัสน้ำ แล้วต่อที่สัมผัสพื้นผิวของดินผ่านแป้นหมุนกัน มันเป็นความรู้สึกที่ดีจนไม่รู้ว่าจะบรรยายเป็นความรู้สึกยังไง ต้องลองมาสัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ ดินที่หมุนไปตามความไวของแป้น ทำให้เราควบคุมมันไม่ได้เลย ต้องค่อยๆ เอามือโอบ จับ สัมผัสความหนา ความบาง ความสูง รวมถึงรูปทรงไปทีละสเตป แถมยังต้องใช้ร่างกาย เป็นจุดเชื่อมระหว่างจิตวิญญาณกับดิน หากผู้ปั้นใจไม่นิ่งพอ ก็ไม่สามารถหาจุดตรงกลางของดินได้ เราจึงต้องมั่นคงในใจของเราเสียก่อน แล้วจึงส่งต่อไปที่งานศิลปะ

อัลบัม The Art of Loving ของ Olivia Dean ถูกเปิดเป็น background music ขณะเราปั้นชิ้นงานของตัวเอง เพลงในอัลบัมเป็นเพลงที่เพื่อนๆ ในทีมชอบเปิดฟังกันบ่อยๆ ศิลปะชนิดนี้คงจะเป็นดั่งความรักที่ไม่หวือหวา มันคือความรักที่ต้องลงมือปั้น และรู้จักมันด้วยตัวเอง ไม่ได้ตรงตามทฤษฎีรักแรกพบ หรือการตกหลุมรักใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งไม่เหมือนอยู่แล้ว เราแค่ romanticize การประคับประคองความสัมพันธ์ (ชิ้นงาน) เพื่อที่จะได้ใช้เวลาผลิตชิ้นงานร่วมกัน ดั่งความสัมพันธ์ที่อบอุ่น

พอขึ้นรูปดินอย่างประณีตและตั้งใจสุดๆ แล้ว จึงใช้เชือกตัดดินออกจากแป้น จวนใกล้จะเสร็จแล้ว กลับพบกับความจริงที่ว่า ‘ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบบนโลกใบนี้’ ในขณะเดียวกันที่ดินยังนิ่มอยู่ สิ่งนี้มันเปราะบางมาก พร้อมที่จะแตกสลายได้ทุกวินาทีหากเสียสมาธิไป แต่ถึงจะผิดพลาดบ้างก็คงไม่เป็นไร ไม่เป็นไรเลย ขนาดตัวผู้ปั้นเองก็ยังไม่สมบูรณ์เลยนี่นา

หลังจากเป่าลมและเอาเซรามิก ออกจากแป้นหมุน คงเป็นเรื่องธรรมดาที่ดินจะบิดเบี้ยว รวมถึงมีพื้นผิวที่ขรุขระตามประสาธรรมชาติ การมีบาดแผลสำหรับงานชิ้นนี้ ก็คงไม่ต่างอะไรจากปรัชญาความรัก ฉะนั้นจึงต้องอยู่ตรงหน้าอย่างแท้จริง อาจจะเป็นเพราะความตั้งใจที่อยากให้มันไม่สมบูรณ์ มันเลยสมบูรณ์แบบ และดีพอสำหรับเราแล้วในตอนนี้

จากนั้นเราจึงเอาเซรามิกขึ้นโต๊ะ มาตกแต่งหน้าตาเสียหน่อย ให้มันมีที่จับ เจาะรู หรือประดับตกแต่งด้วยลวดลายต่างๆ สิ่งนี้มาจากความรักของเราที่มีชิ้นเดียวในโลกจริงๆ แต่งหน้าแต่งตาให้มันดูน่ารักขึ้นสักหน่อย นี่คงเป็นเสน่ห์ของงานศิลปะ ที่ปัญญาประดิษฐ์ชิ้นไหนก็เทียมได้ยาก

ทุกคนตั้งใจทำผลงานของตัวเองกันมาก ผลงานจึงออกมาตามคาแรกเตอร์ของตัวเอง ดินที่เหลือก็เอามาใช้ประโยชน์ต่อนะ ปั้นเป็นพวงกุญแจ สร้อย ต่างหู ตุ๊กตาตามจินตนาการ หรืออะไรก็ว่ากันไปแล้วแต่ความชอบ ที่แปลกกว่านั้นคือคนในทีมปั้นเป็นพระเครื่อง ทำเอาเราขำขันและสนุกกับกิจกรรมนี้ไปกันใหญ่

ระยะเวลา 3 ชั่วโมงมันผ่านไปไวพอสมควร แต่มันทำให้เราได้อ่อนโยนมากขึ้น มีสมาธิ แถมได้ใช้เวลาขุดสิ่งเล็กๆ ที่อยู่ในใจมาปั้นด้วย พอลองถามคนในทีมว่าชอบผลงานของตัวเองในวันนี้ไหม เลยได้คำตอบประมาณนี้

‘เราตื่นเต้นที่จะได้ปั้นเซรามิกอีกครั้ง พอได้ใช้เวลากับมันเหมือนเวลาผ่านไปไวพอสมควรเลย ได้ผ่อนคลายจากการนวดดิน คิดอยู่กับตัวเอง จนทำให้เราอยากกลับมาทำงานศิลปะแบบนี้บ่อยๆ’ แก้ม อาร์ตไดเรกเตอร์

‘เหมือนย้อนวัยกลับไปตอนเรียนวิชาเซรามิกครั้งแรก พอได้ปล่อยใจก็สนุกดี ’ โมก ช่างภาพ

‘มันคือความสุขนะ ดินที่ปั้น รูปทรงที่เลือก สีที่ใช้ มันมาจากความชอบ และความเป็นตัวเองหมดเลย ดีใจที่ได้ใช้เวลาปล่อยวางไปกับดินเหมือนตอนเด็กๆ อีกครั้ง’ ดินสอ นักเขียน

‘คนเรามักอยู่กับสิ่งในอนาคตตลอดเวลา แต่พอได้จับดินเหมือนได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น เราเป็นคนชอบเดินดูแจกันดอกไม้แต่ไม่เคยซื้อเลย แต่พอได้ลองปั้นเองก็เหมือนได้เอาความรู้สึก และความชอบของตัวเองมาใส่ลงไปในงาน เราเลยภูมิใจกับมันมากๆ’ ชมพู่ ครีเอเตอร์

‘เราปั้นเป็นรูปแบบที่ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะเป็นยังไง แค่ปลดปล่อยให้มันเป็นรูปทรงตามรูปมือของเรา ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ บิดเบี้ยวบ้างก็สวยดี รู้สึกเหมือนตัวเองได้เป็นอิสระชั่วขณะหนึ่ง ’ ปาย บรรณาธิการ

2 สัปดาห์ในการเผา ทำเอาเราแทบจะอดใจไม่ไหวที่จะรอมัน แต่การได้รอคงเป็นสิ่งสุดท้ายของความไม่สมบูรณ์แบบอีกล่ะสิ (เราคิดในใจ)

พื้นที่นี้เลยเป็นอีกหนึ่งที่เราชอบ เพราะมันสร้างประสบการณ์ด้านความสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี จะมาปั้นให้ตัวเอง ปั้นให้คนอื่น ชวนกันมาปั้นกับคนรู้ใจ หรือพาน้องหมาน้องแมวมาด้วยก็ยิ่งดี พอมาวันนี้คนเยอะหน่อยเลยค่อนข้างวุ่นวายทีเดียว แต่มันก็เป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นนะ ผมเชื่อว่าทุกคนที่มาจะรู้สึกแบบนั้น มันสนุกขึ้นเพราะว่าเราพาเพื่อนๆ ในทีมไปด้วยนี่แหละ ใครสนใจก็จองคลาสและทักไปที่ร้านได้นะ รับรองว่าเจ้าของร้านใจดีอย่างแน่นอน

เป็นอีกครั้งที่ศิลปะมาเติมเต็มช่องว่างตรงกลาง ด้วยการได้สัมผัสธรรมชาติ

ไม่น่าเชื่อว่าผมจะเอากระบวนการปั้นดินและการรักใครสักคนมาเชื่อมกัน ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ก็ขอบคุณนะ แต่ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้ ที่บางทีเราก็เผลอเอาตัวเองไปเสี่ยงกับความเจ็บปวดและความผิดพลาดอยู่เรื่อยเลย

เรื่องราวทั้งหมด จึงเป็นเหตุผลที่สอนให้

ปล่อยวางและรักในความไม่สมบูรณ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...