โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

การเมืองไทยในความหลงลืม ในนามของการก้าวพ้นความขัดแย้ง โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

MATICHON ONLINE

อัพเดต 14 ก.พ. 2566 เวลา 08.05 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. 2566 เวลา 04.02 น.

ในบรรยากาศที่จวนเจียนจะประกาศการเลือกตั้งทั่วไปอีกไม่นานนี้ มีเรื่องที่น่าสังเกตอยู่ประการหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างที่การหาเสียงแบบไม่เป็นทางการ อาทิ การเดินพบปะประชาชน และการตั้งเวทีปราศรัยกำลังดำเนินไป

อีกทั้งเรื่องของการปักป้ายหาเสียงตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งในการแย่งชิงพื้นที่ทางกายภาพที่มีจำกัด มาไว้เป็นของตัวเองก่อน ไม่เช่นนั้นเมื่อมีการประกาศหาเสียงจริงก็จะไม่มีพื้นที่ในการปักป้าย หรือไม่มีที่ยืนในการหาเสียงจริงๆ แม้ว่าอินเตอร์เน็ตจะมีพื้นที่ไม่จำกัดเท่าพื้นที่กายภาพ แต่การเข้าถึงพื้นที่อินเตอร์เน็ตนั้นก็ไม่ได้ทำได้ง่ายนัก เพราะมันขึ้นกับอัลกอริทึ่ม มากกว่าการเดินไปเดินมาจริงๆ ในชีวิตประจำวัน

จากบรรยากาศในหน้าข่าว และในสื่อโซเชียล รวมทั้งในพื้นที่กายภาพบนถนนหนทาง สิ่งที่ผมรู้สึกเป็นพิเศษในช่วงนี้ก็คือ การเมืองไทยบางส่วนนั้นมีความพยายามเดินหน้าที่เสมือนว่าจะถอยหลังกลับไปสู่อดีตอันไกลโพ้นสักไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีที่แล้ว

นั่นก็คือการเมืองที่ปรากฏตัวในรูปของการเน้นความไม่เป็นฝักฝ่าย และเป็นการเมืองที่ไม่พยายามเลือกข้างอย่างชัดเจน รุนแรง เมื่อเทียบกับการเมืองนับตั้งแต่ยุคการขัดแย้งเมื่อปี 2549 มาจนถึงการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อ 2562

เรื่องที่น่าสังเกตคือผู้เล่นทางการเมืองทุกฝ่ายในทุกระดับ รวมทั้งประชาชนเองก็คือคนกลุ่มเดียวกับที่ผ่านความขัดแย้งเหล่านั้นมาก่อน

ไม่เว้นแม้แต่เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่หลายคนร่วมขบวนการ หรือตื่นรู้มาตั้งแต่ก่อนจะมีสิทธิเลือกตั้งในครั้งที่แล้วด้วยซ้ำ

ผมเห็นว่าในรอบนี้ การเลือกตั้งไทยอาจจะไม่สามารถอธิบายประเด็นเรื่องความแตกต่างทางสังคม (social cleavage) ได้เหมือนที่เคยพยายามอธิบายกัน

ตามทฤษฎีหมายถึงว่าการเลือกตั้งไทยอาจจะเป็นผลสะท้อนมาจากความแตกแยกทางสังคมเช่น ชนชั้น หรืออุดมการณ์ที่เชื่อมโยงกับตำแหน่งแห่งที่ทางสังคม เช่นเมืองกับชนบท คนชั้นกลาง (เมือง) กับชนชั้นล่างในชนบท อาทิ ถ้าเป็นคนรวย หรืออยู่ในชั้นหนึ่งพวกเขาจะเลือกพรรคการเมืองหนึ่ง และถ้าเขาอยู่ในอีกชนชั้นหนึ่ง เขาก็จะเลือกอีกพรรคการเมืองหนึ่งที่ประกาศตัวอย่างโจ่งแจ้ง

สิ่งที่เกิดในรอบนี้ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่สังคมไม่ได้อยากจะลืมความขัดแย้งที่ผ่านมา แต่นักการเมืองที่เสนอตัวมาแต่ละฝ่ายนั้น

ถ้าไม่ประกาศตัวว่าอยู่ตรงกลาง ไม่ซ้าย ไม่ขวา ก็มาถึงขั้นประกาศตัวว่า ก้าวข้ามความขัดแย้ง

หรือไปถึงขั้นที่ไม่พูดถึงความขัดแย้งไปเลย แต่เน้นเรื่องของปากท้องเป็นหลัก

ส่วนที่เคยโดดเด่นเรื่องการปะทะ ก็ไปเน้นเรื่องของมองไปข้างหน้า มีความฝันที่ต้องไปต่อ

ส่วนพรรคเล็กๆ ที่อยู่ในฝ่ายต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเองก็กลายเป็นพรรคที่แทบจะไม่มีที่ทางใดๆ สักเท่าไหร่ ไม่มีแม้กระทั่งป้ายที่คนจดจำ

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเมืองไทยในรอบนี้ถ้าดูแต่ป้ายและการปราศรัยในช่วงนี้ จะเป็นเรื่องของการเดินไปข้างหน้า วิจารณ์ “ผลงาน” ของรัฐบาลแปดปี หรือพยายามที่จะโชว์ผลงานที่ผ่านมาแปดปี เน้นนโยบายที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่าโครงการเสียมากกว่าภาพรวมและทิศทางของประเทศ

การพูดถึงการเอาคืน การยืนยันความถูกต้องของหลักการ และการพูดถึงความผิดทางการเมืองที่ผ่านมานั้นไม่ได้ออกมาเป็นนโยบายอย่างเด่นชัดเหมือนครั้งก่อน

คำว่าเรื่องปากท้องหรือเศรษฐกิจมาก่อนนั้น ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องไม่พูดเรื่องการเมือง

เพราะอย่าลืมว่าการเมืองที่ผ่านมาในรอบแปดปี หรือแม้กระทั่งก่อนหน้านั้น มันมีส่วนทำให้ระบบเศรษฐกิจมันบิดเบี้ยวมาตลอด

บิดเบี้ยวจนเกินที่นโยบายและโครงการต่างๆ ที่ขนออกมาขายกันในวันนี้จะเยียวยาได้

เอาเข้าจริงผมคิดว่าเรื่องราวที่ไม่มีคนซื้อและสนใจที่ระบอบรัฐประหารได้วางไว้ควรจะกลายเป็นหัวใจสำคัญในการหาเสียงในครั้งนี้

ไม่ใช่นโยบายและโครงการ หรือสโลแกน

แต่เป็นเรื่องของการหารือกันในการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติให้เป็นไปในลักษณะที่เข้าใจและไม่ผิดหลักวิชาตามที่เป็นอยู่

นอกเหนือจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหลายหมวดที่จะต้องมีขึ้น ซึ่งวันนี้การแก้รัฐธรรมนูญก็มีการพูดกันบ้างในแต่ละพรรค แต่ไม่เป็นรูปธรรมเท่าระบบเลือกตั้ง

การแก้รัฐธรรมนูญในหมวดยุทธศาสตร์ชาติก็สำคัญ ควรผลักดันให้ประกาศงดใช้จนกว่าจะมีการปรับปรุง และหารือกันจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเมื่อมี ส.ว.ใหม่ในปีหน้า

ทีนี้มาว่าด้วยเรื่องของการเมืองและความขัดแย้งที่ผมได้เกริ่นเอาไว้ในตอนแรก
คำถามก็คือ นี่ประเทศไทยเรากำลังจะกลับมาสู่การปรองดองที่แท้จริงที่เคยเป็นประเด็นที่ถูกกดทับหรือปิดปากจากฝ่ายที่กวาดล้างประชาชน ในวาทกรรมความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และความปรองดองกันจริงๆ เหรอ

หรือเพียงแค่การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้จะทำให้ทุกอย่างที่ขัดแย้งจนบ้านเมืองมันมาถึงจุดนี้มันจบลงจริงๆ ใช่ไหม

คำตอบของผมคือสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ห่างไกลจากความปรองดองในอุดมคติ

แต่เป็นเรื่องของความเหนื่อยล้า ความแปลกแยก และการยอมรับสภาพ ซึ่งเป็นเรื่องของการ “พักรบ สงบศึก” ชั่วคราวจนกว่าผลทางการเมืองหลังการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นมา

กลายเป็นข้อดีอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือ ประยุทธ์ยอมเล่นการเมืองอย่างเปลืองตัวถึงขั้นลงสมัครสมาชิกพรรคใหม่ และพร้อมจะเป็นนายกฯอย่างไม่เคอะเขิน

และประวิตรเองก็ไม่น้อยหน้า ที่จะแสดงศักยภาพและพลังในการขับเคลื่อนพรรคของตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ

การแสดงออกของนายทหารเบื้องหลังและเบื้องหน้าการรัฐประหารเมื่อแปดปีก่อนว่าพร้อมที่จะเล่นการเมืองด้วยองคาพยพของนักการเมืองบางกลุ่มเพื่อช่วงชิงตำแหน่งทางการเมืองในรอบนี้อย่างมั่นอกมั่นใจ คือสิ่งที่ทำให้ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยนั้นตายใจ ว่าเกมนี้จะเป็นธรรมมากกว่าครั้งที่ผ่านมา

ทั้งที่ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าในอีกไม่นานนี้กลไกรัฐที่พวกนี้นั่งคุมอยู่จะออกมาทำงานอะไรบ้างในช่วงรณรงค์หาเสียง อีกทั้งความพร้อมของปัจจัยที่ฝ่ายของพวกเขามีเต็มกระเป๋าในการทำพื้นที่

และก็ต้องไม่ลืมว่า ส.ว.ที่พวกเขาให้กำเนิดมานั้นยังแน่นแฟ้นกันดีกับระบอบของพวกเขา

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ยังทำให้เรามองไม่เห็นแสงปลายอุโมงค์ว่าพลังของประชาชนที่เชื่อว่าจะชนะอย่างถล่มทลายนั้น จะชนะได้จริง และจะสามารถปกครองได้

การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จึงอาจเป็นเกมที่ยืดระยะเวลาให้พวกเขาอยู่ต่อได้อีกระยะหนึ่ง โดยอาศัยห้วงเวลาสุดท้ายในการอยู่ในตำแหน่งของ ส.ว. และการยังดำรงตำแหน่งขององค์กรอิสระที่พวกเขาแนบแน่นกันยังคงกระชับอำนาจเอาไว้

เครื่องมือในการจับแพ้ฟาวล์ในการเลือกตั้ง เครื่องมือในการจับโกงเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สินเพื่อให้ขาดคุณสมบัติ และเครื่องมือในการยุบพรรคยังอยู่อย่างพรั่งพร้อม

ยังมีกล้วยมาแจก และมีการเลี้ยงงูเห่าได้อีกในหลังการเลือกตั้ง

ที่พูดมานั้นไม่ได้จะทำให้สิ้นหวัง แต่ต้องการจะชี้ว่าประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งจะต้องตั้งสติและรวมตัวกัน เพื่อทำงานป้องกันการล้มเลือกตั้งหรือการขโมยการเลือกตั้งไปเป็นเครื่องมือสืบสานอำนาจ

ในทำนองเดียวกันการพยายามสร้างเครือข่ายการต้านรัฐประหาร ซึ่งแม้ว่าจะไม่สำเร็จในท้ายที่สุด แต่มันก็เป็นตัวอย่างให้เห็นอย่างเด่นชัดในหลายกรณีถึงความไม่ยี่หระ และไม่เคารพต่อกฎกติกาใดๆ จากทั้งผู้กระทำ และผู้ออกบัตรเชิญ และผู้แห่ตาม และจะถูกบันทึกถึงความอัปยศในการจัดการเลือกตั้งและเถลิงอำนาจ

รวมทั้งการจับตาการตลบหลังในแง่ของการปล่อยให้เกิดการบริหารบ้านเมืองในช่วงสั้นแต่ระยะยาวก็โค่นทำลายด้วยเงื่อนไขและข้ออ้างที่ทำลายคุณค่าของประชาธิปไตยในทุกรูปแบบ

นี่คือเหตุผลที่จะต้องเกิดการรวมตัวของพลังฝ่ายประชาธิปไตยที่ต้องทำงานมากกว่าการเป็นผู้ลงคะแนนเสียงในตลาดการเมืองในรอบนี้ โดยมองว่าตลาดการเลือกตั้งในรอบนี้เป็นเพียงชั่วเวลาสั้นๆ ของสมรภูมิการต่อสู้ระยะยาวจากอดีตสู่ปัจจุบันและอนาคต ดังนั้น ต้องคงสถานะของทั้งพลังประชาธิปไตยในภาพรวม

และการเป็นผู้ลงคะแนนเสียงที่อาจเห็นต่างกันได้ในพรรคย่อยที่ตัวเองเลือก น่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะกลับมาสู่ความเป็นจริงทางการเมืองที่เรายังคงว่ายวนอยู่ในความขัดแย้งร่วมสองทศวรรษและคงไม่สิ้นสุดไปในการเลือกตั้งครั้งนี้

การร่วมกันตกลงว่าเราจะสร้างประชาธิปไตยทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในฐานะทิศทางของสังคม ภายใต้แนวนโยบายบางส่วนที่ต่างกันได้ จะทำให้พลังประชาธิปไตยเข้มแข็ง ไม่แตกหักกันเองทั้งที่มีความเป็นไปได้ว่าต้องร่วมกันสู้ไปอีกยาวนาน จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้วาทกรรมว่าการเลือกตั้งรอบนี้จะทำให้เกิดการเริ่มต้นใหม่โดยไม่ต้องจดจำความอยุติธรรมในอดีต และเดินหน้าไปสู่อนาคตที่ไร้ความขัดแย้งจะต้องถูกตรวจสอบกับข้อเท็จจริงทางการเมืองจากอดีตสู่ปัจจุบัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...