GCAP ผนึก AO FUND บุกธุรกิจหลักทรัพย์เต็มสูบ เร่งขอใบอนุญาต คาดเปิดดำเนินการไตรมาส 2/67
GCAP ผนึก AO FUNDตั้งบริษัทย่อยรุกธุรกิจหลักทรัพย์ครบวงจร ชูจุดแข็งทีมงานเชี่ยวชาญ-ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ชี้ธุรกิจหลักทรัพย์มีศักยภาพ สร้างผลกำไรสูงกว่าธุรกิจสินเชื่อ ด้าน AO FUND คาดขอใบอนุญาตจากก.ล.ต. ไตรมาส 3/66พร้อมเปิดดำเนินธุรกิจในไตรมาส 2/67
นายอนุวัตร โกศล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ GCAPกล่าวว่า บริษัทได้กำหนดแผนธุรกิจร่วมกับ AO FUND สำหรับดำเนินธุรกิจร่วมกันในระยะยาว โดยจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ครบวงจร
โดยล่าสุดที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น มีมติอนุมัติการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุน (PP) ให้กับ AO FUND เพื่อประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ครบวงจร ซึ่งภายหลังการออกหุ้นเพิ่มทุน PP ในครั้งนี้ จะทำให้ AO FUND ถือหุ้น GCAP ในสัดส่วน 19.56%, นายศาวิณ เลาเศรษฐกุล ถือหุ้น GCAP ในสัดส่วน 0.95% และ Mr. Fong Pin Jan ถือหุ้น GCAP ในสัดส่วน 0.95% โดยเงินทุนที่ได้รับจากการเพิ่มทุน PP นั้น บริษัทฯ จะนำมาจัดตั้งบริษัทย่อย 2 บริษัท เพื่อดำเนินการยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน โดย GCAP จะถือหุ้นของบริษัทย่อยในสัดส่วน 100%
ด้านนาย ตัน ชุน วี ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้มีอำนาจ AO FUNDเปิดเผยว่า การร่วมลงทุนกับ GCAP ในครั้งนี้ จะเป็นการร่วมลงทุนในระยะยาว ขั้นตอนต่อไปคือการจัดตั้งบริษัทย่อย 2 บริษัท ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในเดือนมิ.ย. 66 ก่อนเดินหน้ายื่นเรื่องขอใบอนุญาตเพื่อประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนภายในไตรมาส 3/66
โดยจะยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แบบ ก. ครอบคลุมการดำเนินธุรกิจด้านการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ การค้าหลักทรัพย์ การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ การเป็นที่ปรึกษาการลงทุน การจัดการกองทุนรวม การจัดการกองทุนส่วนบุคคล กิจการการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ การจัดการเงินร่วมลงทุน และการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์
รวมถึงใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แบบ ค. ครอบคลุมการดำเนินธุรกิจด้านการจัดการกองทุนรวม การจัดการกองทุนส่วนบุคคล การเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่เป็นหน่วยลงทุนฯ การค้าหลักทรัพย์ที่เป็นหน่วยลงทุนฯ การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ที่เป็นหน่วยลงทุนฯ การเป็นที่ปรึกษาการลงทุน และการจัดการเงินร่วมลงทุน ซึ่งคาดว่าจะได้ใบอนุญาตได้ในไตรมาส 4/66 และพร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบภายในไตรมาส 2/67
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจ จะเป็นการรุกธุรกิจหลักทรัพย์ทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมี GCAP เป็นฐาน โดยบริษัทหลักทรัพย์จะมุ่งเน้นกลยุทธ์การนำบริษัทที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ และการทำ Proprietary Tradingขณะที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจะเน้นสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน โดยให้เงินทุนสนับสนุนแก่บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กในตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมถึงลงทุนในตราสารหุ้นกู้แปลงสภาพที่ออกและจำหน่ายโดยบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ทั้งนี้ แม้การแข่งขันในอุตสาหกรรมตลาดทุนจะมีความรุนแรง แต่มองว่าธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนจะมีการเติบโตที่ดี เนื่องจาก GCAP ซึ่งเป็นพันธมิตรมีทีมผู้บริหารและทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในตลาดเงินและตลาดทุน ประกอบกับมี AO Fund ที่จะดึงนักลงทุนจากต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง เข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งจะผ่านการดำเนินงานของบริษัทใหม่ที่จัดตั้งขึ้น ดังนั้นจึงคาดว่าธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนจะมีการเติบโตอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม AO Fundคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ในธุรกิจหลักทรัพย์ประมาณ 10-20% ต่อปี ขณะที่ธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนคาดหวัง IRR ประมาณ 25-40% ต่อปี
นายอนุวัตร กล่าวเสริมว่า การดำเนินงานธุรกิจหลักทรัพย์ในครั้งนี้ สอดคล้องกับกลยุทธ์สร้างรายได้จากธุรกิจ Non-Lending Business โดยธุรกิจหลักทรัพย์ถือเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในการทำกำไรสูงกว่าธุรกิจสินเชื่อซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท ดังนั้นการจัดตั้งบริษัทหลักทรัพย์จึงช่วยขยายฐานรายได้และกำไรในอนาคตให้บริษัทอย่างต่อเนื่อง
สำหรับธุรกิจ Lending Business บริษัทยังมุ่งเน้นการให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร โดยบริษัทยังเป้าหมายสินเชื่อใหม่ปี 2566 ที่ 20% ซึ่งแนวโน้มธุรกิจยังเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้ คุณภาพลูกหนี้ปรับตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว
ส่วนความคืบหน้าโครงการสร้างสนามบินเพื่อรองรับเครื่องบินขนาดเล็กที่เกาะเต่า ซึ่ง GCAP ร่วมมือกับผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมรายใหญ่ในเกาะเต่า และผู้ประกอบการธุรกิจการบิน ปัจจุบันอยู่ระหว่างรวบรวมที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ คาดว่าจะสามารถก่อสร้างและเปิดดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ในปีนี้