เช็กด่วน! ‘เล็บเหลือง’ บอกโรคร้าย แต่ไม่ใช่เรื่องยาก หากดูแล
‘เล็บเหลือง’ อาจเป็นเรื่องกวนใจของคนรักเล็บที่พบได้บ่อย นอกจากทำให้เล็บดูไม่น่ามองแล้ว บางครั้งก็อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ได้ ดังนั้น การรู้สาเหตุและหมั่นสังเกตความผิดปกติจะช่วยให้เล็บมีสุขภาพดี และลดความเสี่ยงของอาการเล็บเหลืองได้ตั้งแต่ต้นเหตุด้วย
เล็บที่มีสุขภาพดีควรมีสีเล็บสม่ำเสมอ พื้นผิวเรียบ ไม่มีร่องรอยใด ๆ บนเล็บ เช่น รอยแตก รอยหยัก หรือรูปร่างผิดปกติ เป็นต้น แต่ถ้าหากเล็บของคุณ ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง และมีความหนาขึ้น นอกจากนี้ยังมีอาการหนังกำพร้าหลุด เล็บมีรูปร่างโค้ง งอ หยุดการเจริญเติบโต และเล็บค่อย ๆ หลุดออก เสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้นบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนของเล็บ เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ยากกับคนที่มีสุขภาพแข็งแรง ส่วนใหญ่มักเกิดกับคนที่อายุมาก คนที่ขาดวิตามินอี และมีโรคร้ายแรง หากมีอาการเล็บเหลือง และมีอาการป่วยอื่น ๆ เช่นอาการขาบวม แขนบวมร่วมด้วยควรรีบไปพบแพทย์
โดยสาเหตุที่ทำให้เล็บเหลืองซึ่งพบได้บ่อย มีดังนี้
- ยาทาเล็บไม่มีคุณภาพ การใช้ยาทาเล็บคุณภาพต่ำที่มีส่วนผสมของเม็ดสีหรือสารเคมีอันตราย จะทำให้สารเหล่านั้นซึมผ่านเข้าไปในเล็บและเป็นต้นเหตุทำให้เล็บเหลือง โดยเฉพาะยาทาเล็บสีเข้ม เช่น สีแดง หรือสีส้ม เป็นต้น อีกทั้งอาจส่งผลให้ยีสต์ แบคทีเรีย และเชื้อราเจริญเติบโตใต้แผ่นเล็บจนนำไปสู่ปัญหาระยะยาวได้ จึงไม่ใช่เรื่องที่ดีหากทาเล็บติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่พักเล็บบ้าง คนที่มีปัญหาเล็บเหลืองจากสาเหตุนี้อาจสังเกตได้ว่าเล็บที่งอกยาวขึ้นมาใหม่ควรมีสุขภาพดี สีเล็บใส แต่ถ้าสีเล็บยังคงเหลืองเช่นเดิม อาจเป็นสัญญาณเตือนให้รีบไปพบแพทย์
- มีอายุเพิ่มมากขึ้น เล็บของคนเรามีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุที่เพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกับร่างกายส่วนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสี ความหนา หรือรูปร่างของเล็บ ผู้สูงอายุจึงเป็นวัยที่มีแนวโน้มจะมีเล็บเหลืองตามธรรมชาติได้มากกว่าวัยอื่น
- การเจ็บป่วย บางคนอาจมีเล็บเหลืองได้จากความผิดปกติของร่างกาย หรือเป็นผลจากการรักษาอาการเจ็บป่วย เช่น การติดเชื้อราที่เล็บ โรคเบาหวาน โรคสะเก็ดเงิน โรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ โรคมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น อีกทั้งยังพบได้ในผู้ที่มีกลุ่มอาการเล็บสีเหลือง (Yellow Nail Syndrome) ซึ่งเป็นความผิดปกติที่กระทบต่อเล็บ ระบบน้ำเหลือง และระบบทางเดินหายใจ แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก
เล็บเหลือง กับอาการผิดปกติที่ควรไปพบแพทย์
การเปลี่ยนแปลงบางอย่างของเล็บอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติในร่างกาย จึงควรไปพบแพทย์หากพบว่าเล็บเปลี่ยนสีโดยไม่มีสาเหตุ มีรอยดำคล้ำหรือรอยสีขาวเกิดขึ้นบนเล็บ ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นเส้น ๆ ลักษณะของเล็บเปลี่ยนแปลงไป โดยหนาขึ้นหรือบางลง เปราะและหักง่ายกว่าปกติ หลุดร่อน เล็บแยกออกจากเนื้อ มีอาการบวมแดง มีเลือดออก หรือปวดรอบเล็บ
วิธีป้องกันเล็บเหลือง
การป้องกันเล็บเหลืองอาจทำได้เพียงบางส่วน เพราะปัญหานี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุและมีโอกาสเกิดซ้ำได้เสมอ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลสุขอนามัยของมือและเล็บ ตามคำแนะนำดังต่อไปนี้
- หลีกเลี่ยงการทาเล็บติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการทาเล็บสีเข้ม ไม่ควรปล่อยสีทาเล็บไว้บนเล็บนาน หรืออาจหยุดพักการทาเล็บบ้างอย่างน้อย 1 สัปดาห์
- ใช้ยาล้างเล็บที่ไม่มีส่วนประกอบของอะซีโตน (Acetone) และไม่ใช้ยาล้างเล็บบ่อยเกิน 1 ครั้งต่อสัปดาห์
- ทาครีมบำรุงนิ้วและเล็บเป็นประจำ
- ตัดเล็บเป็นประจำ โดยตัดให้สั้นพอประมาณ ไม่ควรตัดเซาะบริเวณจมูกเล็บ และอาจเลือกตัดเล็บในช่วงหลังการอาบน้ำ เพราะเล็บจะอ่อนนุ่มและทำให้ตัดเล็บได้ง่ายขึ้น
- ทำความสะอาดกรรไกรตัดเล็บหรืออุปกรณ์ดูแลเล็บเป็นประจำ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค
- ดูแลนิ้วและเล็บให้แห้งและสะอาดอยู่เสมอ
- ล้างมือให้สะอาดก่อนทำความสะอาดเล็บด้วยแปรงที่มีขนอ่อนนุ่ม โดยขัดเบา ๆ บริเวณรอบเล็บ และควรทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
- หากเล็บเกิดการฉีกขาดหรือได้รับบาดเจ็บ ควรตัดเล็บให้เรียบร้อย เพื่อให้เล็บใหม่งอกยาวขึ้นมาได้ตามปกติ
- หากต้องการไปทำเล็บตามร้าน ควรเลือกร้านทำเล็บที่มีมาตรฐาน มีอุปกรณ์และสีทาเล็บที่ได้คุณภาพ มีการดูแลเครื่องมือทำเล็บให้สะอาดอยู่เสมอ
- หมั่นสังเกตความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเล็บอย่างสม่ำเสมอ และไปพบแพทย์เมื่อพบความผิดปกติ