โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดันยานยนต์พลังงานสู่ล้านช้าง-แม่โขง

ไทยโพสต์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อพูดถึงกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคล้านช้าง-แม่โขง (Lancang–Mekong Cooperation: LMC) ที่ปัจจุบันกำลังผลักดันให้ประเทศสมาชิกทั้ง 6 ประเทศ ได้แก่ จีน ไทย ลาว กัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม ร่วมกันสร้างห่วงโซ่อุปทานด้านรถยนต์ไฟฟ้า ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วน แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ยานยนต์ ระบบอัจฉริยะ (Smart Mobility) การรีไซเคิลแบตเตอรี่ เป้าหมายคือ ลดการพึ่งพาซัพพลายเชนจากนอกภูมิภาค และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ร่วมกัน

ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าทางประเทศไทยมากที่สุดเนื่องจากไทยมีฐานการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน และกำลังเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยานยนต์อัจฉริยะ (Smart Vehicle) ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ LMC จึงเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขยายตลาด การลงทุน และการผลิตร่วมกัน

โดยล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)เผยผลการศึกษา โครงการประเมินความพร้อมของตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicles: NEVs) และระบบการเดินทางอัจฉริยะ (Smart Mobility) ในอนุภูมิภาคล้านช้าง-แม่โขง สนับสนุนโดยกองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยสะท้อนระดับความพร้อมและศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในแต่ละประเทศ โดยประเมินจาก 5 มิติสำคัญ ได้แก่ สถานะตลาด นโยบายภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานด้านถนนและดิจิทัล และเทคโนโลยียานยนต์

ผลการศึกษาพบว่าจีนมีความพร้อมสูงสุดในภูมิภาค เนื่องจากมีระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ครบวงจร ทั้งด้านการผลิต เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ และกรอบนโยบายที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยและเวียดนามอยู่ในระดับความพร้อมปานกลาง โดยมีการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว และได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐและการลงทุนจากภาคเอกชน แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ส่วนกัมพูชาและ สปป.ลาว ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาตลาดและยังต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมทั้งด้านนโยบาย การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น

จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะกำหนดแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เชื่อมโยงกับตลาด และห่วงโซ่อุปทานยานยนต์พลังงานใหม่ของภูมิภาคล้านช้าง-แม่โขง ซึ่งจากผลการศึกษาของ สศอ. สะท้อนว่าไทยควรเร่งยกระดับบทบาทจากฐานการผลิตยานยนต์เดิมไปสู่การเป็นฐานผลิตและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานยานยนต์พลังงานใหม่ของภูมิภาค โดยเฉพาะการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ อุตสาหกรรมแบตเตอรี่และซอฟต์แวร์ โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ มาตรฐานรองรับเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid และระบบการเดินทาง

โดยนายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)เปิดเผยว่า ล่าสุดได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานกระบวนการผลิตรถยนต์ รับฟังบรรยายสรุป ณ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี โรงงานผลิตรถยนต์ MG สามารถสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นจริงในภาคการผลิต ทั้งด้านเทคโนโลยีการลงทุน และการปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เพื่อจะเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายให้สอดคล้องกับทิศทางตลาดและข้อจำกัดของแต่ละประเทศในภูมิภาค

นายศุภกิจกล่าวว่า ผลการศึกษาจะเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนาอย่างบูรณาการ เพื่อจะเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานใหม่และระบบการเดินทางอัจฉริยะในอนุภูมิภาคล้านช้าง-แม่โขง ทั้งด้านนโยบายเทคโนโลยี พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ควบคู่กับความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างมาตรฐานร่วมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเชื่อมโยงระบบคมนาคมและพลังงานข้ามพรมแดน อันจะนำไปสู่การพัฒนา ระบบการเดินทางที่มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้เองประเทศในภูมิภาคที่ยังเผชิญความท้าทายร่วมกันหลายด้าน จึงต้องเร่งพัฒนากรอบนโยบายและกฎระเบียบด้านระบบการเดินทางอัจฉริยะและยานยนต์อัตโนมัติ ความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการบริหารจัดการข้อมูล เพื่อให้การพัฒนาระบบนิเวศของยานยนต์พลังงานใหม่และการเดินทางอัจฉริยะในภูมิภาคสามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพ.

ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...