เกษตรฯ ชง 56 โครงการ 6.4 หมื่นล้าน พลิกเกษตรไทยสู่พลังงานสะอาด
ภาคการเกษตรไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมเสนอแผนงานภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยมุ่งเน้นการลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลและยกระดับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในภาคการผลิต
ชู “ชลประทาน-กยท.-กรมการข้าว-กรมวิชาการเกษตร” เป็นหัวหอกพลิกโฉมเกษตร
นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความคืบหน้าการจัดทำโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณภายใต้กรอบวงเงินการเปลี่ยนผ่านพลังงานว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการรวบรวมและเสนอโครงการเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ทันต่อโอกาสในล็อตแรก โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการนำเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกมาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเกษตรกรมีจำนวนทั้งสิ้น 56 โครงการ วงเงินงบประมาณรวม 64,262.33 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการของส่วนราชการและองค์การมหาชน 44 โครงการ วงเงิน 49,083.27 ล้านบาท และโครงการของรัฐวิสาหกิจ 12 วงเงิน 15,179.06 ล้านบาท
ทั้งนี้โครงการเด่นที่มีมูลค่าการลงทุนสูง ได้แก่ โครงการของกรมชลประทาน การพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน วงเงินกว่า 20,343.84 ล้านบาท โครงการของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ซึ่งโครงการสนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการยางเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การทำสวนยางคาร์บอนต่ำ วงเงิน 10,020 ล้านบาท
โครงการของกรมการข้าว ในการยกระดับศูนย์ข้าวชุมชนอัจฉริยะเกษตรคาร์บอนต่ำและพลังงานสะอาด วงเงิน 8,822.64 ล้านบาท และโครงการของกรมวิชาการเกษตร ในการกู้วิกฤตโรคใบด่าง เพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยทั้งระบบ วงเงิน 6,891.67 ล้านบาท
ทั้งนี้ในหลายโครงการนอกจากจะมีการจัดซื้อครุภัณฑ์และติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(Solar Rooftop) แล้ว ยังมีโครงการที่ใช้เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบอื่นๆ เพื่อลดต้นทุนพลังงานและยกระดับภาคเกษตรอีกหลายโครงการ เช่น กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ณ สถานีเรดาร์และศูนย์ปฏิบัติการ วงเงินรวมประมาณ 32.16 ล้านบาท
กรมพัฒนาที่ดิน ใช้งบประมาณเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ วงเงินรวมประมาณ 1,105.61 ล้านบาท ส่วนกรมส่งเสริมการเกษตร ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ วงเงิน 95.42 ล้านบาท,สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ใช้งบโครงการก่อสร้างระบบสูบน้ำและระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ วงเงินรวมกว่า 30.78 ล้านบาท และองค์การสะพานปลา ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในสะพานปลาและท่าเทียบเรือประมง วงเงิน 100 ล้านบาท เป็นต้น
อัดงบสร้างผลตอบแทน แตะ 1.2 แสนล้าน
นายสราวุฒิ ได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจว่า โครงการเหล่านี้จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์สัดส่วนผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ อยู่ที่ประมาณ 1.5 ถึง 1.8 เท่า ซึ่งหากคำนวณจากงบประมาณกว่า 6.4 หมื่นล้านบาท ในสัดส่วน 1 ต่อ 1.5 มูลค่าที่จะเกิดขึ้นคือ 1 แสนล้านบาท แต่ด้วยลักษณะโครงการที่มีความต่อเนื่องและสร้างความยั่งยืน ตัวเลขผลตอบแทนอาจขยับขึ้นไปถึง 1.8 เท่า ซึ่งจะทำให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนรวมประมาณ 100,000-120,000 ล้านบาท”
นโยบายดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานการค้าเกษตรยุคใหม่ที่ต้องตอบโจทย์มาตรฐานโลก ทั้งเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงานหมุนเวียน ตัวอย่างเช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในสถานีสูบน้ำ, การสร้างศูนย์นวัตกรรมเมล็ดพันธุ์พืชอัจฉริยะ, การจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า ในสหกรณ์เกษตร เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทยในเวทีโลกอย่างแท้จริง
ชี้ชะตาเกษตรสีเขียว คลังเคาะขั้นสุดท้าย
อย่างไรก็ตามนายสราวุฒิ ได้เน้นย้ำเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชนและกลุ่มเกษตรกรว่าอำนาจในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่กระทรวงเกษตรฯ เพียงหน่วยงานเดียว แต่อยู่ที่คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ที่จะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมตามสถานการณ์งบประมาณ
“เรามีหน้าที่นำเสนอและได้เสนอไปจำนวนเยอะพอสมควร แต่ท้ายที่สุดต้องผ่านการพิจารณาของกรรมการกลั่นกรอง เนื่องจากมีหน่วยงานและองค์กรจากกว่า 10 กระทรวง รวมหลายร้อยแห่งที่เสนอโครงการเข้ามาแข่งขันเช่นกัน”
อย่างไรก็ดีในระดับกระทรวงตอนนี้มีความพร้อมแล้ว แต่อาจต้องใช้เวลาอีกเล็กน้อยในขั้นตอนธุรการ คาดว่าน่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาได้ภายในสัปดาห์หน้า หรือในเร็วๆ นี้ โดยทางกระทรวงฯ ตั้งใจอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้โครงการของเกษตรกรได้รับการอนุมัติทั้งหมดที่จะาเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรไทยสู่ยุคเศรษฐกิจสีเขียว ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนเกษตรกรทั่วประเทศ