โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เกษตรฯ ชง 56 โครงการ 6.4 หมื่นล้าน พลิกเกษตรไทยสู่พลังงานสะอาด

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ภาคการเกษตรไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมเสนอแผนงานภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยมุ่งเน้นการลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลและยกระดับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในภาคการผลิต

ชู “ชลประทาน-กยท.-กรมการข้าว-กรมวิชาการเกษตร” เป็นหัวหอกพลิกโฉมเกษตร

นายสรวุฒิ  เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความคืบหน้าการจัดทำโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณภายใต้กรอบวงเงินการเปลี่ยนผ่านพลังงานว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการรวบรวมและเสนอโครงการเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ทันต่อโอกาสในล็อตแรก โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการนำเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกมาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเกษตรกรมีจำนวนทั้งสิ้น 56 โครงการ วงเงินงบประมาณรวม 64,262.33 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการของส่วนราชการและองค์การมหาชน 44 โครงการ วงเงิน 49,083.27 ล้านบาท และโครงการของรัฐวิสาหกิจ 12 วงเงิน 15,179.06 ล้านบาท

ทั้งนี้โครงการเด่นที่มีมูลค่าการลงทุนสูง ได้แก่ โครงการของกรมชลประทาน การพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน วงเงินกว่า 20,343.84 ล้านบาท โครงการของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ซึ่งโครงการสนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการยางเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การทำสวนยางคาร์บอนต่ำ วงเงิน 10,020 ล้านบาท

โครงการของกรมการข้าว ในการยกระดับศูนย์ข้าวชุมชนอัจฉริยะเกษตรคาร์บอนต่ำและพลังงานสะอาด วงเงิน 8,822.64 ล้านบาท และโครงการของกรมวิชาการเกษตร ในการกู้วิกฤตโรคใบด่าง เพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยทั้งระบบ วงเงิน 6,891.67 ล้านบาท

เปิด 7 กรม ก.เกษตรฯ ขอรับงบสู้วิกฤต เปลี่ยนผ่านพลังงาน สูงสุด

ทั้งนี้ในหลายโครงการนอกจากจะมีการจัดซื้อครุภัณฑ์และติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(Solar Rooftop) แล้ว ยังมีโครงการที่ใช้เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบอื่นๆ เพื่อลดต้นทุนพลังงานและยกระดับภาคเกษตรอีกหลายโครงการ เช่น กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ณ สถานีเรดาร์และศูนย์ปฏิบัติการ วงเงินรวมประมาณ 32.16 ล้านบาท

กรมพัฒนาที่ดิน ใช้งบประมาณเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ วงเงินรวมประมาณ 1,105.61 ล้านบาท ส่วนกรมส่งเสริมการเกษตร ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ วงเงิน 95.42 ล้านบาท,สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ใช้งบโครงการก่อสร้างระบบสูบน้ำและระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ วงเงินรวมกว่า 30.78 ล้านบาท และองค์การสะพานปลา ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในสะพานปลาและท่าเทียบเรือประมง วงเงิน 100 ล้านบาท เป็นต้น

อัดงบสร้างผลตอบแทน แตะ 1.2 แสนล้าน

นายสราวุฒิ ได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจว่า โครงการเหล่านี้จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์สัดส่วนผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ อยู่ที่ประมาณ 1.5 ถึง 1.8 เท่า ซึ่งหากคำนวณจากงบประมาณกว่า 6.4 หมื่นล้านบาท ในสัดส่วน 1 ต่อ 1.5 มูลค่าที่จะเกิดขึ้นคือ 1 แสนล้านบาท แต่ด้วยลักษณะโครงการที่มีความต่อเนื่องและสร้างความยั่งยืน ตัวเลขผลตอบแทนอาจขยับขึ้นไปถึง 1.8 เท่า ซึ่งจะทำให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนรวมประมาณ 100,000-120,000 ล้านบาท”

นโยบายดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานการค้าเกษตรยุคใหม่ที่ต้องตอบโจทย์มาตรฐานโลก ทั้งเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงานหมุนเวียน ตัวอย่างเช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในสถานีสูบน้ำ, การสร้างศูนย์นวัตกรรมเมล็ดพันธุ์พืชอัจฉริยะ, การจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า ในสหกรณ์เกษตร เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทยในเวทีโลกอย่างแท้จริง

ชี้ชะตาเกษตรสีเขียว คลังเคาะขั้นสุดท้าย

อย่างไรก็ตามนายสราวุฒิ ได้เน้นย้ำเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชนและกลุ่มเกษตรกรว่าอำนาจในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่กระทรวงเกษตรฯ เพียงหน่วยงานเดียว แต่อยู่ที่คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ที่จะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมตามสถานการณ์งบประมาณ

“เรามีหน้าที่นำเสนอและได้เสนอไปจำนวนเยอะพอสมควร แต่ท้ายที่สุดต้องผ่านการพิจารณาของกรรมการกลั่นกรอง เนื่องจากมีหน่วยงานและองค์กรจากกว่า 10 กระทรวง รวมหลายร้อยแห่งที่เสนอโครงการเข้ามาแข่งขันเช่นกัน”

อย่างไรก็ดีในระดับกระทรวงตอนนี้มีความพร้อมแล้ว แต่อาจต้องใช้เวลาอีกเล็กน้อยในขั้นตอนธุรการ คาดว่าน่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาได้ภายในสัปดาห์หน้า หรือในเร็วๆ นี้ โดยทางกระทรวงฯ ตั้งใจอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้โครงการของเกษตรกรได้รับการอนุมัติทั้งหมดที่จะาเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรไทยสู่ยุคเศรษฐกิจสีเขียว ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนเกษตรกรทั่วประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...