สำนักวิจัย CIMB Thai เตือนไทยเสี่ยงติดกับดักโตต่ำ 3-5 ปี เศรษฐกิจไม่เห็นทางกลับไปโตเกิน 3% หากไม่ปฏิรูปโครงสร้าง
เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในไตรมาส 3 จากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง การส่งออกที่ยังแข็งแกร่ง และการลงทุนจากต่างประเทศที่ทยอยเข้ามา แต่สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) ชี้ว่า การฟื้นตัวยังเปราะบางและยังไม่ส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจฐานราก ขณะที่ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงติดอยู่ในภาวะเติบโตต่ำต่อเนื่องอีก 3-5 ปี หากรัฐบาลไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ
วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) แถลงข่าว เศรษฐกิจไทยครึ่งหลัง 2569 ไปถึงปีหน้าจะเป็นอย่างไร โดย ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2569 เริ่มเห็นแสงสว่างมากขึ้น หลังผ่านช่วงอ่อนแรงสุดของปีในไตรมาส 2 โดยปัจจัยบวกมาจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาก สหรัฐ-อิหร่านลงนามสัญญาพักรบชั่วคราวแม้จะมีโอกาสกลับมาสู้รบกันใหม่ การส่งออกของไทยเป็นแรงหนุนสำคัญ และมาตรการภาครัฐช่วยประคองกำลังซื้อ
เศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3 เริ่มเห็นแสงสว่าง
- ราคาน้ำมันเฉลี่ย 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว
หลังราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลในไตรมาส 2 ก่อนปรับตัวย่อลงมาช่วงปลายมิ.ย.-ต้น ก.ค. ลงมาต่ำกว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล มองต่อไปปัญหาอิหร่านยังระอุ แม้จะไม่ได้ทวีความรุนแรงเป็นสงครามเหมือนช่วงไตรมาส 2 สำนักวิจัยฯ คาดว่าไตรมาส 3 ราคาจะเฉลี่ยราว 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แม้ยังมีความเสี่ยงจากหลายปัจจัย แต่ถือว่าอยู่ในระดับที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้
- เฟดคงดอกเบี้ยทั้งปี ที่ 3.75% ธปท.ตรึงดอกเบี้ย 1%
สำนักวิจัยฯ มองว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ จะทยอยชะลอลงตามราคาพลังงาน และเงินเฟ้อฝั่งสหรัฐไม่ได้มาจากด้านอุปสงค์มากนัก ค่าเช่าหรือค่าจ้างแรงงานไม่ได้ทวีความทะยานขึ้นสูง จึงน่าจะอยู่ระดับควบคุมได้ เฟดไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และจะปรับตัวสมดุลในปีหน้า ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากฝั่งต้นทุนมากกว่าอุปสงค์
- สงครามการค้ารอบใหม่คือความเสี่ยงใหญ่ของครึ่งปีหลัง
แม้ความขัดแย้งด้านพลังงานคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงใหม่กำลังย้ายไปที่สงครามการค้า ต้องจับตาการใช้มาตรการ 301 ของสหรัฐฯที่เคยบังคับใช้กับจีน อาจกลับมากดดันประเทศคู่ค้าและสร้างความผันผวนต่อบรรยากาศการค้าโลกอีกครั้ง อาจกระทบการส่งออกของไทยระยะต่อไป ต้องติดตามผลดี-ผลเสียอีกครั้ง
- ค่าบาทแข็งค่าที่ 33.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
GDP ปี 2569 มีโอกาสโตได้ 2% ปัจจัยสำคัญ มาจากการลงทุนภาคเอกชน ไม่ได้มาจากการบริโภคอีกต่อไป และจะเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตได้ดีกว่า GDP พร้อมประเมินว่าค่าบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าที่ประมาณ 33.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐช่วงไตรมาส 3 จากเงินทุนไหลเข้าและแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ทรงตัว
- รัฐบาลเร่งนโยบายสร้างความเชื่อมั่น
รัฐบาลจะหาทางสร้างความเชื่อมั่น หารายได้ ลดการขาดดุลงบประมาณ มีวินัยการคลัง และไม่น่าชนเพดานหนึ้ที่ 70% ต่อ GDP ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เพื่อรักษาเครดิตของประเทศ อีกทั้ง หวัง ว่ารัฐบาลจะ เน้นการลงทุน ภาครัฐร่วมกับเอกชน หรือการลงทุนใหม่ จะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ เกิดการลงทุนระยะยาวกับประเทศ มากกว่ามาตรการแจกเงินระยะสั้น เพราะจากข้อมูลที่ผ่านมา หลังมาตรการจบ การบริโภคมักกลับมาทรุดตัว จึงอยากเห็นตัวขับเคลื่อนหลักที่มาจากมาตรการ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชน
ด้านนโยบายการเงินพร้อมผ่อนคลายต่อเนื่อง ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงก่อนหน้าธปท.มองเป็นปัญหาด้านอุปทาน ไม่ใช่ด้านอุปสงค์ เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง เงินเฟ้อก็มีโอกาสย่อลงได้ มองว่าโอกาสที่ธปท.จะคงดอกเบี้ย 1% ตลอดทั้งปี เป็นไปได้สูง ส่วนค่าเงินบาที่อ่อนค่าราวๆ 33-34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ช่วงที่ผ่านมา น่าจะเป็นผลกระทบระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นสูง และการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่สำนักวิจัยฯมองว่า ไตรมาส 3 โอกาสที่ค่าเงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าที่ 33.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐตลอดทั้งปีมีโอกาสเป็นไปได้ มีเงินไหลเข้า และการคาดการณ์ว่าสหรัฐจะยังไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยตอนนี้
ห่วงหมดมาตรการรัฐ การบริโภควูบ–สัญญาณเตือนค่าจ้างไม่โต
ดร.อมรเทพ เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาส 3 เริ่มดีขึ้น แต่การบริโภคภาคเอกชนยังคงทรงตัว รายได้โตช้า ขณะที่ค่าครองชีพยังสูง มาตรการภาครัฐไตรมาส 3 น่าจะเป็นตัวประคองสถานการณ์ น่าจะเป็นผลดีต่อกลุ่มอาหาร เครื่องดื่มของใช้ทั่วไป แต่ของใช้ขนาดใหญ่ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ เสี่ยงชะลออยู่ เพราะรายได้ของคนไม่ได้โตมาก ขณะที่ความเชื่อมั่นดูไม่ค่อยดีนัก
ดร.อมรเทพกล่าวว่า ปัญหาสำคัญคือภาคการบริโภคจะไม่สามารถกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยได้เหมือนในอดีต เนื่องจากกำลังซื้อยังถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อ และรายได้ที่เติบโตช้า
ความน่ากังวลหลักยังคงอยู่ที่ “ภาคการบริโภคในประเทศ” ที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน จากการประเมินพบว่า กำลังซื้อในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป อาหาร และเครื่องดื่ม เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง เนื่องจากประชาชนขาดความเชื่อมั่นและเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ประกอบกับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวที่คาดหวังว่าจะกลับมาฟื้นตัวก็ยังไม่ได้เร่งตัวแรงพอที่จะช่วยพยุงระบบได้
นอกจากนี้ บทเรียนจากมาตรการอัดฉีดเงินของภาครัฐในอดีต (เช่น โครงการคนละครึ่ง หรือมาตรการลดหย่อนภาษี) ชี้ชัดว่า เป็นเพียงการกระตุ้นระยะสั้นแบบเดือนต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งหลังจากหมดมาตรการลง ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนมักจะหดตัวลงทันที เศรษฐกิจไตรมาส 3 เทียบรายไตรมาสยังโตต่ำมาก
“หลังหมดมาตรการแจกเงิน คนไม่ได้ใช้เงินต่อเนื่อง การบริโภคไม่ได้ลากยาว แต่กลับชะลอลงอีก เพราะไม่ได้มีการสร้างงานและรายได้ใหม่” ดร.อมรเทพกล่าว
แนะรัฐเปลี่ยนจาก “แจกเงิน” เป็นมาตรการเฉพาะจุด
ดร.อมรเทพกล่าวว่า มาตรการโอนเงินยังมีความจำเป็นในภาวะวิกฤตเพื่อประคองกำลังซื้อ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง รัฐบาลไม่ควรใช้มาตรการแบบหว่านแหอีกต่อไป
สิ่งที่ควรดำเนินการคือ Targeted Measures หรือมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริง ควบคู่กับการลงทุนที่สร้างงานและรายได้ในระยะยาว เช่น การยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill-Reskill) การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในภาคเกษตร และระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือภัยแล้ง
“เราไม่อยากเห็นหนี้สาธารณะทะลุ 70% ของ GDP เพราะจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ”
FDI เข้า แต่ยังไม่กระจายสู่เศรษฐกิจไทย
ส่วนการลงทุนเอกชนยังไม่นิ่งแม้ FDI จะเข้าไทยในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และ Data Center แต่ยังไม่ได้มีการกระจายตัวไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ จึงยังไม่เกิดการทวีคูญทางเศรษฐกิจ ที่เร่งมากนัก ตัวภาคก่อสร้างยังทรุดตัว รายได้คนกลุ่มนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก ด้านภาคการส่งออกเป็นบวก และสนับสนุนภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมโดยรวม แต่เนื่องจากในหลายอุตสาหกรรมมีสัดส่วนนำเข้าค่อนข้างสูง จึงยังไม่เห็นการส่งออกสุทธิที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
แม้ประเทศไทยจะยังดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้ โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยี แต่การลงทุนจำนวนมากยังเป็นลักษณะ Import Content สูง ต้องนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์จากต่างประเทศ ทำให้ผลบวกต่อเศรษฐกิจภายในประเทศยังจำกัด
ปัจจุบันการลงทุนในไทยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ เช่น Data Center หรือการนำเข้าเครื่องจักร ซึ่งมีสัดส่วนการนำเข้าสูง (High Import Content) ทำให้น้ำหนักเงินลงทุนยังไม่ได้กระจายลงสู่ผู้ประกอบการ SME หรือแรงงานในท้องถิ่นอย่างเต็มที่ ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างยังคงน่ากังวลและยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
อีกทั้งแรงงานไทยยังขาดทักษะที่ตอบโจทย์นักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้การลงทุนใหม่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังผู้ประกอบการไทยและ SME ได้มากนัก
ไทยโตต่ำสุดในอาเซียน
ดร.อมรเทพกล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ไทยยังเป็นประเทศที่เติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาค แม้บริษัทไทยหลายแห่งยังสามารถเติบโตในต่างประเทศได้ดี แต่กลับไม่เลือกลงทุนภายในประเทศมากนัก
“สิงคโปร์โตมากกว่า 3% มาเลเซียประมาณ 4% อินโดนีเซียเกือบ 5% แต่ไทยยังโตต่ำที่สุดในอาเซียน นี่คือโจทย์สำคัญว่าทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง”
ปฏิรูปโครงสร้าง คือคำตอบเดียว
ดร.อมรเทพระบุว่า การทำให้เศรษฐกิจไทยกลับไปเติบโตเกิน 3% จำเป็นต้องอาศัยการปฏิรูปหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการศึกษา การยกระดับทักษะแรงงาน การเพิ่มผลิตภาพ การยกระดับภาคเกษตร การแก้ปัญหา SME การดึงการลงทุนคุณภาพสูง รวมถึงการสร้างธรรมาภิบาลและลดปัญหาคอร์รัปชัน
“ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เศรษฐกิจไทยก็น่าจะโตได้ประมาณนี้” “อีก 5 ปี ผมก็ยังไม่เห็นเศรษฐกิจไทยโตเกิน 3%”
“เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงเติบโตระดับ 2-2.5% แบบนี้ไปอีก 3-5 ปี มีโอกาสน้อยมากที่จะกลับมาโตได้เหนือ 3% ยกเว้นจะมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากกว่านี้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นปัญหาสำหรับเศรษฐกิจไทยที่ยังโตต่ำในระยะยาวหากไม่ได้รับการแก้ไข” ดร.อมรเทพ กล่าว
สำหรับเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ที่ผ่านมา คาดว่า GDP ขยายตัว 1.8% YoY แม้เป็นบวก แต่หดตัว 0.5% QOQ,SA (เทียบไตรมาสก่อนหน้า หลังปรับฤดูกาล) จากเหตุการณ์พิเศษคือสงครามอิหร่าน และคงไม่เกิดการถดถอยทางเทคนิคติดลบต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 3 สำหรับไตรมาส 2 ราคาน้ำมันพุ่งสูงทะลุ 100 เหรียญ/บาร์เรลทำให้เกิดการนำเข้าค่อนข้างมาก เศรษฐกิจไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดช่วงที่ผ่านมา การบริโภคชะลอจากราคาน้ำมันค่อนข้างสูง ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น แม้จะมีมาตรการภาครัฐมากระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายไตรมาส 2 แต่ไม่เพียงพอ การบริโภคภาคเอกชนยังเป็นบวก ไม่ได้ทรุดตัว แต่ตัวที่กระทบแรงเป็นด้านการลงทุนเอกชน ทรุดตัวจากต้นทุนสูง อีกทั้งถูกกดดันจากความเชื่อมั่นที่ลดลงค่อนข้างแรง