โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สัจนิยมกฎหมายกับทนายปีศาจ

The Momentum

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

เมื่อไม่นานมานี้ มีซีรีส์เรื่องหนึ่งออกฉายทาง Netflix และเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย นั่นคือซีรีส์ ‘ทนายปีศาจ’ ซึ่งซีรีส์ดังกล่าวดำเนินเรื่องราวผ่านตัวละครในแวดวงกฎหมาย 2 ตัวหลัก ได้แก่ เมฆ อดีตทนายสิทธิมนุษยชนที่มีอุดมการณ์แรงกล้าในการทำงาน เพื่อช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อของความอยุติธรรม และจิตตรี ทนายผู้มากประสบการณ์และเล่ห์กลที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้ฝ่ายตนชนะ

ซีรีส์ถ่ายทอดหลากหลายประเด็นที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นความอยุติธรรมในระบบกฎหมายไทย การเมืองและผลประโยชน์ การค้ามนุษย์ การล่วงละเมิดทางเพศ แต่เรื่องหลักที่ซีรีส์ชี้ให้เห็นคือ กฎหมายที่เรามองว่าศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งนั้น แท้จริงกลับผกผัน ไม่มั่นคง และสร้างความไม่เป็นธรรมได้มากเพียงใด เพราะกฎหมายมิได้ล่องลอยอยู่บนฟากฟ้า ทุกอย่างจึงไม่ได้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติอย่างที่ทุกคนคาดหวัง หากแต่กฎหมายนั้นตั้งแต่จุดตั้งต้นของมัน ล้วนสัมพันธ์กับมนุษย์อย่างแยกออกจากกันไม่ได้ ซึ่งมนุษย์ล้วนดำรงชีวิตด้วยอคติ ความเชื่อ ความคิด และผลประโยชน์ที่ตนยึดถือ กฎหมายจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือบิดผันตามผลประโยชน์ของคนที่ใช้แต่ละคน มากกว่าจะเป็นไปตามหลักการที่ปรากฏอยู่ในตำราหนังสือหรือคำพิพากษา

ซีรีส์ดังกล่าวเชื้อเชิญให้นักกฎหมายและบุคคลทั่วไปมอง ‘กฎหมายในความเป็นจริง’ (Law in Action)ได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ผมคิดถึงคำอธิบายทางกฎหมายรูปแบบหนึ่งที่เชื้อเชิญให้เหล่านักกฎหมายละสายตาจากหนังสือกฎหมาย และหันเข้าหาปรากฏการณ์ความเป็นจริงในสังคม ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่ได้เรียนมา (Law in Books) นั่นคือแนวคิดว่าด้วย ‘สัจนิยมทางกฎหมาย’ (Legal Realism) และในบทความนี้ ผมจะนำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้ในเรื่องราวจากซีรีส์ว่า เราสามารถมองปฏิบัติการของกฎหมายในความเป็นจริงได้อย่างไร

แน่ล่ะว่าหลังจากที่ซีรีส์ดังกล่าวออกฉายไป มีนักกฎหมายจำนวนไม่น้อยออกมาวิพากษ์ความไม่สมจริงและข้อผิดพลาดของซีรีส์ที่ไม่สอดคล้องกับกระบวนการในชั้นศาลว่ามีอย่างไรบ้าง แต่ในมุมของผมนั้น ซีรีส์ไม่ได้เป็นตำรากฎหมายหรือหนังสือทางวิชาการ ที่ต้องถ่ายทอดกระบวนการยุติธรรมให้ดำเนินตามกระบวนการทางกฎหมาย (Due Process) ทุกประการ หากแต่บอกเล่ามุมมองและประสบการณ์ของผู้เขียนต่อเรื่องที่ตนพบเจอมาในระบบกฎหมายของไทย ตำรากฎหมายกับสื่อบันเทิงต่างมีคุณค่าทางสังคมในรูปแบบที่แตกต่างกัน และทั้งคู่ไม่อาจทดแทนกันได้ หากต้องการให้กฎหมายเป็นเรื่องของทุกคน จึงต้องมีสื่อที่ผลิตเรื่องราวทางกฎหมายออกมา เพื่อให้สังคมซึมซับและรู้กฎหมายทั้งด้านที่ดีและที่มีปัญหา เราจึงจะเห็นคุณค่าร่วมกันของกฎหมาย และทำให้กฎหมายกลายเป็นเรื่องของทุกคนได้ ไม่เพียงเฉพาะนักกฎหมายเท่านั้น

***บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์ทนายปีศาจ***

สัจนิยมทางกฎหมายคืออะไร?

ผู้คนในสังคมย่อมคาดหวังอย่างแน่นอนว่า กฎหมายต้อง ‘บริสุทธิ์และยุติธรรม’ เพื่อที่กฎหมายจะเป็นกฎกติกาพื้นฐานที่ใช้กับทุกคนได้อย่างเท่าเทียม และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย สังคมจึงบัญญัติหลักกฎหมายในอุดมคติที่ตนคาดหวังไว้หลายประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม/ นิติรัฐ หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ หลักความศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ หลักการเหล่านี้เป็นหลักพื้นฐานของกฎหมายที่ถูกคาดหวังให้เป็นสิ่งที่ถูกใช้แก้ปัญหาอย่างเป็นธรรม เมื่อเกิดปัญหาขึ้นในสังคม ผ่านองค์กรและหน่วยงานทางกฎหมายที่ตั้งขึ้นด้วยอุดมคติ เพื่อพิทักษ์ความยุติธรรม แก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคม ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ศาล ฯลฯ

แล้วความจริงเป็นเช่นนั้นหรือ หากมันเป็นเช่นนั้น เราคงไม่ได้เห็นซีรีส์ทนายปีศาจ เมื่อกฎหมายในตำราไม่เหมือนกับกฎหมายที่ถูกใช้จริงในทางปฏิบัติ เราจะมีวิธีการอย่างไรเพื่อจะเข้าใจมันได้บ้าง หนึ่งในคำตอบดังกล่าวคือ การมองกฎหมายที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงด้วยมุมมองสัจนิยมทางกฎหมาย (Legal Realism) ซึ่งแนวคิดดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ การดำรงอยู่ใดๆ ของกฎหมายในสังคมนั้น ไม่สามารถมองผ่านบทบัญญัติและหลักการของกฎหมายเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องทำความเข้าใจถึงปฏิบัติการจริงของกฎหมายที่เกิดขึ้นภายในสังคมด้วย ซึ่งจะทำให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความไม่มีเหตุผลของกฎหมายในความเป็นจริง รวมถึงผู้คนในกระบวนการยุติธรรมกล่าวคือ เป็นการเชื้อเชิญให้มองปฏิบัติการทางกฎหมายผ่านบริบทสังคมแห่งความเป็นจริงอย่างที่กฎหมายเป็นอยู่ในสังคม มากกว่าจะกล่าวอ้างเพียงหลักการทางกฎหมายที่อยู่ในตำรา

ศาลกับการตั้งข้อสงสัยต่อข้อเท็จจริง?

จิตตรี:ถ้าเราทำให้ทนายสับสนเรื่องตำแหน่งที่ยืนได้ เราก็จะชนะคดี…

เมฆ:ที่คุณทำ คุณกำลังทำให้ศาลสับสนในข้อเท็จจริง

จิตตรี:ใช่…ข้อเท็จจริง คำมันก็บอกอยู่ว่ามีทั้งเท็จกับจริง มันเป็นหน้าที่ของศาลที่จะตัดสิน ไม่ใช่หน้าที่เรา

เมื่อเราเข้าสู่ชั้นศาล เรามักคิดว่าพื้นที่ของศาลเป็นพื้นที่ในการแสวงหาความจริง ความยุติธรรม และการดำเนินคดีจะเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักการ อย่างไรก็ตาม กระบวนการในชั้นศาลเต็มไปด้วยกลุ่มคนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศาล อัยการ ทนาย โจทก์ จำเลย พยาน ฯลฯ คนเหล่านี้ย่อมมีผลประโยชน์ เป้าหมายส่วนตัว ความรู้สึกสับสน ความเหนื่อยล้า รวมถึงอคติบางอย่างที่ดำรงอยู่ ซึ่งอาจทำให้กระบวนการในทางความเป็นจริงผิดไปจากหลักการทางกฎหมาย ดังที่ซีรีส์ดังกล่าวนำเสนอ

วิธีการของจิตตรีคือ การทำให้พยานสงสัยในตำแหน่งที่ยืนของตน เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคำให้การของพยาน ว่าจำเลยฝ่ายตนมิได้กระทำความผิด ทั้งที่ในความเป็นจริง จำเลยเป็นคนฆ่าผู้ตาย และจิตตรีก็รู้อยู่เต็มอก อีกทั้งยังนำพยานเท็จมาสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ฝ่ายตน และทุกคนก็ให้การเท็จสอดคล้องกัน จนทำให้พยานของฝ่ายตรงข้าม ‘อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ’ แล้วเช่นนี้ศาลจะทราบข้อเท็จจริงได้อย่างไร

แนวคิดสัจนิยมทางกฎหมาย จะชวนให้เราตั้งข้อสงสัยต่อข้อเท็จจริงและจะบอกว่า เราแทบไม่สามารถรู้ความเป็นจริงในกระบวนการศาลได้เลย แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะชัดเจนมากแค่ไหนก็ตาม เพราะในการดำเนินคดีนั้น ศาลจำเป็นต้องรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานเสมอ ทำให้อาจเกิดความผิดพลาดในการรับฟังข้อเท็จจริง (ไม่ว่าจะโดยความจงใจของพยานหรือไม่ก็ตาม-ผู้เขียน)อีกทั้งแนวคิดนี้ยังเชื่อว่า ผู้พิพากษาย่อมมีอคติบางอย่างที่แม้แต่ตนเองก็ไม่รู้ตัวในการรับฟังจากพยานแต่ละปากในคดีเสมอ จึงอาจเกิดการเอนเอียงได้

เมื่อจิตตรีกับเมฆต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของพยานฝ่ายตรงข้าม จิตตรีจึงมีวิธีทำให้ศาลสับสนในข้อเท็จจริง โดยการชี้ให้เห็นว่าระหว่างพยานกับจำเลยมีลำโพงขวางอยู่ ความที่ว่าพยานเห็นจำเลยยิงคนตายนั้นจึงอาจเป็นสิ่งที่เข้าใจผิด ซึ่งอาจเกิดจากความมึนเมาได้ และยังทำลายความน่าเชื่อถือของพระ ซึ่งเป็นพยานในคดีอีกปากหนึ่ง โดยการนำพยานของฝ่ายตนซึ่งเป็นข้าราชการ 3 คนมาเบิกความเท็จ และปิดท้ายด้วยคำพูดที่ว่า “ฝากศาลพิจารณาด้วยนะคะ ว่าระหว่างข้าราชการสีกากีที่ประพฤติชอบ กับพระห่มผ้าเหลืองที่ยอมให้คนกินเหล้าเปิดเทคในวัดกลางค่ำกลางคืน ใครน่าเชื่อถือกว่ากัน”การกระทำเหล่านี้คงเป็นดังที่นักสัจนิยมทางกฎหมายกล่าวไว้คือ การแสวงหาข้อเท็จจริงนั้นเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในชั้นศาล เพราะคู่ความแต่ละฝ่ายก็พร้อมจะนำเสนอพยาน หลักฐาน ซ้อมให้การพยาน ให้เป็นประโยชน์ในรูปข้อเท็จจริงของฝ่ายตนทั้งสิ้น รวมทั้งอคติบางอย่างที่ดำรงอยู่ในตัวศาลเอง (ซึ่งในซีรีส์อาจอนุมานได้ว่า คืออคติต่อกลุ่มพยานโจทก์ที่เป็นนักเลง ก่อเรื่องวิวาทแม้แต่ในศาล) จนในท้ายที่สุด ศาลในคดีดังกล่าวสั่งยกฟ้องคดี แม้จำเลยจะทำผิดจริงก็ตาม

อีกฉากหนึ่งที่ปรากฏก็คือ ฉากการให้การครั้งสุดท้ายของเมฆในคดีที่ตนโดนกล่าวหา ถึงแม้เมฆจะยืนยันในความบริสุทธิ์ของฝ่ายตน และต่อสู้ตามข้อเท็จจริงแค่ไหนก็ตาม ในท้ายที่สุด เมฆกลับตัดสินใจเปลี่ยนคำให้การในชั้นศาลไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง เพื่อให้รูปคดีเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน และชนะคดีในที่สุด ยิ่งเน้นย้ำว่า คู่ความในศาลย่อมให้การในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม

ซีรีส์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า หลักการทางกฎหมายในความเป็นจริงนั้น ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ตำราเขียนไว้ และกระบวนการในชั้นศาลไม่ได้เป็นที่แสวงหาความจริงและความยุติธรรมเสมอไป หากแต่เป็นสนามแห่งการประชัน และจะทำอย่างไรให้คู่ความฝ่ายตนได้เปรียบที่สุด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นักกฎหมายและทุกคนต้องมีสายตาที่ตั้งข้อสงสัยต่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ให้เห็นถึงปัญหาในกระบวนการยุติธรรม เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวไปพร้อมกัน ให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นจริงในสักวัน และไม่ต้องมีทนายปีศาจเกิดขึ้นในสังคม

ที่มา:

- กฤษณ์พชร โสมณวัตร. (2568). อำนาจละมุนของกฎหมาย: การเมืองเชิงวัฒนธรรมในกฎหมาย. CMU Journal of Law and Social Sciences, 18(1), 32-56. สืบค้นจาก https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/279738

- สมชาย ปรีชาศิลปกุล. (2546). นิติปรัชญาทางเลือก. กรุงเทพฯ: วิญญูชน.

- เรย์มอนด์ แวคส์. (2564). ปรัชญากฎหมาย: ความรู้ฉบับพกพา(ธงทอง จันทรางศุ และ พิเศษ สอาดเย็น, ผู้แปล). พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: บุ๊คสเคป. (ต้นฉบับพิมพ์ปี 2549).

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...