“กองทุนบำนาญออสเตรเลีย” โตเร็วสุดในโลก จ่อขึ้นอันดับ 2 โลก ทรัมป์สั่งศึกษาต้นแบบปฏิรูประบบเกษียณสหรัฐ
"กองทุนบำนาญออสเตรเลีย" ที่มีสินทรัพย์กว่า 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย โตเร็วสุดในโลก จ่อขึ้นอันดับ 2 โลก ทรัมป์สั่งศึกษาต้นแบบปฏิรูประบบเกษียณสหรัฐ
วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.16 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า กองทุนบำนาญของออสเตรเลีย หรือระบบ Superannuation กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในระบบออมเพื่อวัยเกษียณที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ด้วยมูลค่าสินทรัพย์รวม 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 3.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นกองทุนบำนาญขนาดใหญ่อันดับ 4 ของโลก และเป็นระบบที่เติบโตเร็วที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยมีการคาดการณ์ว่าจะก้าวแซงสหราชอาณาจักรและแคนาดาภายในต้นทศวรรษ 2573 ขึ้นเป็นกองทุนบำนาญใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐ
แม้สหรัฐจะมีกองทุนเพื่อการเกษียณที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก แต่เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจแล้ว ออสเตรเลียมีสัดส่วนสินทรัพย์กองทุนบำนาญสูงกว่ามาก ปัจจุบันมีมูลค่าราว 150% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 250% ของ GDP ภายในปี 2060 ส่งผลให้กองทุนเหล่านี้กลายเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของเศรษฐกิจออสเตรเลีย และเป็นนักลงทุนระยะยาวรายใหญ่ในตลาดโลก
ระบบ Superannuation ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในต้นแบบของโลก เนื่องจากกำหนดให้นายจ้างต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนเกษียณของลูกจ้าง 12% ของเงินเดือน ซึ่งเงินดังกล่าวจะถูกนำไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว ต่างจากหลายประเทศที่ยังพึ่งพาระบบบำนาญแบบกำหนดผลประโยชน์ (Defined Benefit) ซึ่งรัฐหรือองค์กรรับภาระจ่ายเงินบำนาญตามอายุงานและเงินเดือน
ผู้ลงทุนสามารถเลือกกองทุนได้เอง โดยกองทุนขนาดใหญ่ เช่น AustralianSuper, Australian Retirement Trust และ Aware Super เดิมก่อตั้งขึ้นเพื่อดูแลแรงงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก่อนเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วม และส่วนใหญ่ดำเนินงานในรูปแบบไม่แสวงหากำไร
ปัจจุบันกองทุนบำนาญของออสเตรเลียกระจายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ครอบคลุมหุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน กองทุนไพรเวทอิควิตี้ และสินเชื่อเอกชน โดยเกือบ ครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนอยู่ในต่างประเทศ ส่วนใหญ่ในสหรัฐ และยุโรป ขณะที่กองทุนยังเป็นผู้ถือครองสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น สนามบิน ท่าเรือ ถนนทางด่วน และโครงข่ายพลังงาน
แม้จะมีการลงทุนบางโครงการที่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ด้วยขนาดสินทรัพย์ที่มหาศาล ทำให้กองทุนบำนาญของออสเตรเลียกลายเป็นนักลงทุนสถาบันที่มีบทบาทสำคัญในตลาดทุนโลก และเริ่มจับมือกับกองทุนบำนาญของแคนาดาเพื่อร่วมลงทุนในโครงการระยะยาวขนาดใหญ่
การเติบโตอย่างรวดเร็วของระบบนี้มีจุดเริ่มต้นจากการปฏิรูปในปี 2535 ที่กำหนดให้นายจ้างเริ่มส่งเงินสะสมเพียง 3% ของค่าจ้าง ก่อนทยอยเพิ่มเป็น 12% ในปี 2568 ประกอบกับการเติบโตของประชากร การอพยพเข้าเมือง การว่างงานต่ำ และรายได้ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้สินทรัพย์ในระบบขยายตัวต่อเนื่อง ปัจจุบันมีบัญชี Superannuation กว่า 24 ล้านบัญชี และคาดว่ามูลค่าทรัพย์สินรวมจะเพิ่มเป็น 10 ล้านล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ภายใน 20 ปีข้างหน้า
การกำกับดูแลที่เข้มงวดยังผลักดันให้เกิดการควบรวมกองทุนอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในปี 2577 ออสเตรเลียจะมีเมกะฟันด์ที่บริหารสินทรัพย์มากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย จำนวน 11 แห่ง ซึ่งจะครองสัดส่วนถึง 74% ของสินทรัพย์ทั้งหมด
ความสำเร็จของระบบดังกล่าวได้รับความสนใจจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้สั่งให้กระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ศึกษาระบบ Superannuation ของออสเตรเลีย เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการปฏิรูประบบการออมเพื่อวัยเกษียณของสหรัฐฯ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
ทรัมป์ กล่าวว่า "ออสเตรเลียมีระบบที่ประชาชนชื่นชอบ และประสบความสำเร็จอย่างมาก" พร้อมระบุว่า จะหารือกับรัฐสภาสหรัฐฯ ถึงความเป็นไปได้ในการนำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้
ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมของสหรัฐมีแนวโน้มใช้เงินหมดภายในปี 2575 หากไม่มีการปฏิรูป ขณะที่ชาวอเมริกันจำนวนมากยังมีเงินออมเพื่อเกษียณไม่เพียงพอ โดยข้อมูลจาก Vanguard ระบุว่ายอดเงินสะสมเฉลี่ยของผู้ถือบัญชี 401(k) อยู่ที่เพียง 44,115 ดอลลาร์สหรัฐ และแรงงานภาคเอกชนราว 40% ยังไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมแผนการออมลักษณะดังกล่าว
อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญ มองว่า แม้ระบบของออสเตรเลียจะประสบความสำเร็จ แต่การนำมาปรับใช้ในสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ ยังต้องรับผิดชอบภาระผลประโยชน์ของผู้รับสิทธิ์ในระบบประกันสังคมเดิม ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีเงินเดือน และไม่สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ระบบใหม่ได้ในระยะเวลาอันสั้น
อ้างอิง : www.bloomberg.com