โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ชี้ทางรอด! ร้านชา กาแฟ ตลาดเครื่องดื่ม คนไทยยอมจ่ายแพงขึ้น เพื่อ "ความสุขเล็กๆ"

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ทำไมคนไทยยังยอมจ่ายกาแฟและชานมราคาแพง แม้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่? เจาะเทรนด์

คนไทยยอมจ่ายแพงขึ้น เพื่อ "ความสุขเล็กๆ" เทรนด์ธุรกิจใหม่ที่ผู้ประกอบการต้องรู้

ความสุขเล็กๆ ที่หลายคนยอมจ่าย แม้เศรษฐกิจจะไม่สดใสเท่าไหร่นัก

กินข้าวจานละ 60 บาท หลายคนบอกว่าแพง แต่พอเป็นมัตจะแก้วละ 180 บาท ชานมไข่มุกแก้วละ 150 บาท หรือมาการองชิ้นละหลักร้อย กลับยอมควักเงินจ่ายแบบไม่ลังเล?

หลายคนอาจเคยเป็นแบบนี้โดยไม่รู้ตัว และหากกำลังสงสัยว่าทำไมพฤติกรรมผู้บริโภคถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบอาจอยู่ที่เทรนด์การบริโภคใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

แม้ค่าครองชีพจะสูงขึ้น หลายครัวเรือนต้องรัดเข็มขัด แต่ในชีวิตประจำวัน ผู้คนจำนวนไม่น้อยกลับเลือกให้รางวัลตัวเองด้วย "ความสุขเล็กๆ" ที่เอื้อมถึง ไม่ว่าจะเป็นกาแฟแก้วโปรด ชาเขียวมัตจะะ ชานมไข่มุก เครื่องดื่มสุขภาพ หรือเมนูพรีเมียมที่มีราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไปหลายเท่า

Affordable Premium เมื่อ "รางวัลให้ตัวเอง" กลายเป็นพฤติกรรมผู้บริโภค

นักการตลาดเรียกพฤติกรรมนี้ว่า Affordable Premium หรือการยอมจ่ายแพงขึ้นกับสินค้าที่มีมูลค่าไม่สูงมาก แต่สร้างความสุข ความพิเศษ หรือช่วยเติมเต็มความรู้สึกในแต่ละวัน หลายครั้งแนวคิดนี้ยังถูกอธิบายผ่านปรากฏการณ์ Lipstick Effect ที่มักเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว เมื่อผู้บริโภคลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยชิ้นใหญ่ แต่ยังเต็มใจใช้จ่ายกับสินค้าชิ้นเล็กที่ช่วยสร้างความสุขได้

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่พบในหลายประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน โดยเฉพาะตลาดกาแฟและเครื่องดื่มที่ยังเติบโตได้ แม้กำลังซื้อโดยรวมจะชะลอลง

ตลาดเครื่องดื่มไทยโตต่อเนื่อง แม้กำลังซื้อยังเปราะบาง

สำหรับประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์มองว่าเทรนด์นี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า พฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนเข้าสู่รูปแบบ Affordable Premium และกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจบริการเครื่องดื่ม

รายงานวิเคราะห์ธุรกิจบริการเครื่องดื่มของ สนค. พบว่า ธุรกิจกลุ่มนี้เติบโตอย่างโดดเด่น ทั้งรายได้และกำไร โดยงบการเงินนิติบุคคลปี 2567 มีรายได้รวมกว่า 30,139 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.54% จากปีก่อน และในช่วงปี 2565-2567 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 33.21% ต่อปี ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 446.76% และมีมูลค่ารวม 1,291 ล้านบาท สะท้อนว่าตลาดเครื่องดื่มยังเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ขยายตัวได้ดี แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังเผชิญแรงกดดัน

ราคาเครื่องดื่มแพงขึ้น แต่ผู้บริโภคยังยอมควักเงิน

แนวโน้มดังกล่าวยังทำให้ผู้ประกอบการสามารถปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นได้ โดย สนค. ระบุว่า ปี 2568 ราคาเครื่องดื่มหน้าร้านเฉลี่ยปรับขึ้นราว 9% จากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าไฟฟ้า ค่าแรง ค่าบรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันในตลาดพรีเมียมที่ทำให้หลายร้านเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงกว่าเดิม

ทุกวันนี้ ร้านกาแฟหรือร้านชาไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องรสชาติอีกต่อไป แต่แข่งขันตั้งแต่เมล็ดกาแฟ แหล่งปลูก นมที่ใช้ คุณภาพน้ำแข็ง บรรจุภัณฑ์ การตกแต่งร้าน ไปจนถึงการออกแบบมุมถ่ายรูปสำหรับโซเชียลมีเดีย เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ "ประสบการณ์" ที่ลูกค้ากำลังซื้อ

แบรนด์ต่างชาติบุกไทย ศึกเครื่องดื่มยิ่งแข่งขันหนัก

อีกด้านหนึ่ง ตลาดเครื่องดื่มไทยกำลังกลายเป็นสนามแข่งขันของแบรนด์ระดับโลก เชนกาแฟ ร้านชานมจากจีน ร้านมัตฉะจากญี่ปุ่น รวมถึงแบรนด์เครื่องดื่มจากเกาหลีใต้ ต่างเข้ามาเปิดสาขาในไทยต่อเนื่อง พร้อมเงินลงทุน เทคโนโลยีการบริหาร และกลยุทธ์การตลาดระดับสากล

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยุคใหม่ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ความภักดีต่อแบรนด์ลดลง ผู้คนพร้อมทดลองร้านใหม่ หากตอบโจทย์ทั้งรสชาติ ราคา คุณภาพ และประสบการณ์ที่ได้รับ ยิ่งถ่ายรูปสวย แชร์ลงโซเชียลได้ ก็ยิ่งมีโอกาสสร้างกระแสและดึงลูกค้าได้มากขึ้น

ยุคนี้ไม่ได้ขายแค่เครื่องดื่ม แต่ขาย "ประสบการณ์"

ด้วยเหตุนี้ สนค. จึงมองว่า ผู้ประกอบการไม่ควรแข่งขันกันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ ผ่านการเล่าเรื่อง (Storytelling) การออกแบบเมนู และการสร้างบรรยากาศที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า สิ่งที่จ่ายไปนั้น "คุ้มค่า"

วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อแค่กาแฟหรือชา แต่กำลังซื้อประสบการณ์ ซื้อภาพลักษณ์ ซื้อไลฟ์สไตล์ และซื้อความสุขเล็กๆ ระหว่างวัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายแบรนด์ลงทุนกับการออกแบบแก้ว บรรจุภัณฑ์ เมนูตามฤดูกาล หรือจับมือกับศิลปินและคาแรกเตอร์ชื่อดัง เพื่อสร้างความแตกต่างและกระตุ้นการกลับมาซื้อซ้ำ

ทางรอดธุรกิจ แข่งกันที่ใครสร้างคุณค่าได้มากกว่า

นอกจากการสร้างแบรนด์แล้ว การบริหารต้นทุนก็เป็นอีกโจทย์สำคัญ ผู้ประกอบการควรใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารร้าน พัฒนาระบบสมาชิก เก็บข้อมูลลูกค้า ขยายช่องทางจำหน่ายทั้งหน้าร้าน เดลิเวอรี และ Grab & Go พร้อมพัฒนาเมนูที่ตอบรับกระแสรักสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มน้ำตาลน้อย ฟังก์ชันนัลดริงก์ หรือเมนูจากวัตถุดิบคุณภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้า

สนค. ยังมองว่า ธุรกิจเครื่องดื่มมีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะเชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกชา กาแฟ โกโก้ และผลไม้ ไปจนถึงอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ และแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ทำให้เกิดการจ้างงานและเม็ดเงินหมุนเวียนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

ท้ายที่สุดแล้ว ชาแก้วละ 200 บาท หรือกาแฟแก้วละ 150 บาท อาจดูแพงสำหรับบางคน แต่สำหรับอีกหลายคน นั่นคือ "ความสุขเล็กๆ" ที่ยอมจ่ายได้ และนี่คือทิศทางใหม่ของตลาดเครื่องดื่มในยุคนี้ อยากจะอยู่รอดได้ ต้องมีความแตกต่าง และประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า สิ่งที่ได้รับนั้นคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายมากที่สุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...