MISTINE ปักธงยึดน่านน้ำจีน-อาเซียน-ยุโรป พร้อมปั้นโมเดล ‘สาวมิสทิน 2.0’ ลุยอีคอมเมิร์ซ
MISTINE ปล่อยทัพสินค้าสปอร์ต-รักษ์โลก เจาะกลุ่ม Gen Z และตลาดเด็กในเวียดนาม เร่งเครื่องสัดส่วนต่างประเทศโตเท่าตัวแตะ 40% เตรียมเปิดโรงงานใหม่ในจีนรับดีมานด์พุ่ง หลังครองแชมป์ยอดขายอันดับ 1 ต่อเนื่อง 5 ปี พลิกโฉมการขายตรงสู่ MCN ปั้นสาวมิสทินนับแสนเป็น Influencer พร้อมรับมือ C-Beauty ด้วย"สูตรเฉพาะคนเมืองร้อน"
25 มิถุนายน 2569 - นายปราการ สท้านโยธิน กรรมการผู้จัดการแบรนด์มิสทิน เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจและแผนการขยายตลาดครั้งสำคัญ โดยระบุว่าอุตสาหกรรมความงามในปีนี้ยังคงมีความท้าทายจากกำลังซื้อที่ผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่แบรนด์ไทยยังมีช่องว่างในการเติบโตสูงมาก โดยเฉพาะการเจาะตลาดกลุ่ม Gen Z และการขยายฐานไปยังต่างประเทศที่ความต้องการสินค้าคุณภาพสูงจากไทยยังคงเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง
ปูพรมตลาดโลก : จากเพื่อนบ้านสู่ยุโรปและแคนาดา
ปัจจุบันมิสทินมียอดขายในประเทศไทยเติบโตขึ้นราว 30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่สัดส่วนรายได้หลัก (ไม่รวมประเทศจีน) มาจากตลาดในประเทศ 80% และต่างประเทศ 20% อย่างไรก็ตามเป้าหมายใหม่ของปีนี้คือการขยับสัดส่วนต่างประเทศให้ขึ้นไปแตะระดับ 40% โดยเน้นการรักษาฐานที่มั่นเดิมในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) และขยายสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง
ผู้บริหารให้ภาพรวมตลาดต่างประเทศ ว่า"พม่า ลาว และบังคลาเทศ ยังเป็นอันดับต้นๆ ของเรา โดยเฉพาะพม่าที่เราเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งที่คนรู้จัก 100% แต่แผนถัดไปคือการรุกเข้าสู่ ภูฏาน เนปาล แคนาดา และอินเดีย ซึ่งเพิ่งเจรจาจบในการนำกลุ่มน้ำหอมเข้าไปลุยตลาด รวมถึงยุโรปที่สนใจสินค้ากลุ่มรักษ์โลกของเรามาก"
ยุทธศาสตร์ "จีน" : ครองแชมป์หมื่นล้านด้วยโรงงานของตัวเอง
สำหรับตลาดประเทศจีนซึ่งเป็นพอร์ตรายได้มหาศาลหลักหมื่นล้านบาท คุณปราการเล่าว่ามิสทินสามารถสร้างปรากฏการณ์ครองแชมป์ยอดขายอันดับ 1 ในหมวดกันแดดบนแพลตฟอร์ม Tmall ต่อเนื่องถึง 5 ปี แม้ปัจจุบันจะใช้โมเดลการร่วมทุน (Joint Venture) และผลิตในไทยส่งออกไปเป็นหลัก แต่แผนงานล่าสุดในอีก 2 เดือนข้างหน้า มิสทินเตรียมเปิดโรงงานแห่งใหม่ในประเทศจีนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน
"คนจีนรุ่นใหม่มีความรักชาติมากขึ้นและเริ่มยอมรับสินค้าที่ผลิตในประเทศจีน (Made in China) แต่ยังคงให้ความสำคัญกับต้นกำเนิดแบรนด์ที่มีหัวใจเป็นไทย สินค้า 60% ของเรายังผลิตที่ไทยเพื่อรักษาความเชื่อมั่น แต่โรงงานใหม่ในจีนจะช่วยเรื่องการบริหารจัดการภาษีและการขนส่งให้เข้าถึงผู้บริโภคได้รวดเร็วขึ้น" ผู้บริหารระบุถึงความเปลี่ยนแปลงในตลาดจีน
เจาะ Gateway ตลาดเด็ก: ขุมทรัพย์ใหม่ในเวียดนาม
หนึ่งในประเด็นทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจคือการเบนเข็มเข้าสู่ตลาดแม่และเด็ก (Baby Care) ภายใต้แบรนด์ C-Care โดยใช้เวียดนามเป็นตลาดนำร่อง เนื่องจากมีอัตราการเกิดใหม่สูงถึงปีละ 1.2 ล้านคน ซึ่งถือเป็นช่องว่างทางการตลาดที่แบรนด์ความงามทั่วไปยังไม่ได้เข้าไปครอบคลุมเต็มตัว
ผู้บริหารเน้นย้ำถึงกลยุทธ์นี้ว่า "ถ้าเราทำให้แม่มั่นใจในสินค้าเราได้ตั้งแต่ลูกแรกเกิด เขาจะไม่กล้าเปลี่ยนแบรนด์เพราะกลัวลูกแพ้ และจะใช้ต่อเนื่องไปจนโต นี่คือประตูสำคัญที่จะสร้างฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นในระยะยาว" โดยแบรนด์ได้พัฒนาสินค้ากลุ่ม Head to Toe และสกินแคร์สำหรับเด็กที่เน้นความอ่อนโยนเป็นพิเศษเพื่อส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนโดยเฉพาะ
ทรานส์ฟอร์ม "สาวมิสทิน" สู่กองทัพ Creator ออนไลน์
ในด้านโครงสร้างการขาย มิสทินกำลังก้าวผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญจากการขายตรงผ่านแคตตาล็อกสู่โลกดิจิทัล แม้ปัจจุบัน"สาวมิสทิน" จะลดจำนวนลงจากหลักล้านเหลือหลักแสนคน แต่บริษัทยังมองเห็นศักยภาพในการปรับตัว โดยได้จัดตั้งหน่วยงาน MCN (Multi-Channel Network) ขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ตัวแทนขายผันตัวเป็นครีเอเตอร์
"เราไม่ทิ้งสาวมิสทิน แต่เราเปลี่ยนบทบาทให้เขาเป็น Affiliate และครีเอเตอร์ เพราะคนกลุ่มนี้มีทักษะการขายเฉพาะตัวสูงอยู่แล้ว เราแค่ดึงเขาเข้ามาอยู่ในระบบออนไลน์ ให้เขาไลฟ์สดขายของในไกด์ไลน์ของเรา นี่คือการปรับโครงสร้างธุรกิจ 90% ของเรายังเป็นออฟไลน์ แต่ปีนี้เราจะเห็นภาพการรุกออนไลน์ที่เข้มข้นขึ้น โดยมีแป้งรุ่น 'หลิงหลิง' เป็นตัวนำร่องที่เปิดตัวด้วยออนไลน์ 100% ในช่วงแรก"
นวัตกรรมสินค้า: สปอร์ต-รักษ์โลก และกลุ่มผู้ชาย (Men's Care)
ในงาน Cosmoprof ปีนี้ มิสทินได้ขนทัพนวัตกรรมใหม่ที่เน้นการใช้งานจริงและรับผิดชอบต่อสังคม อาทิ:
- กันแดดรักษ์โลก : สินค้าเรือธงที่ได้รับตราสัญลักษณ์จากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เป็นเจ้าแรกในไทย ที่สามารถทาลงเล่นน้ำทะเลได้โดยไม่ทำลายปะการัง (Coral Reef Safe) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการบุกตลาดยุโรป
- สินค้ากลุ่มสปอร์ต : แป้งพัฟและกันแดดที่ผ่านการทดสอบแบบ In Vivo (ทดสอบกับผิวคนจริง) เพื่อยืนยันประสิทธิภาพในการกันน้ำ กันเหงื่อ และทนทานต่อมลภาวะ
- Men’s Care : การขยายพอร์ตสินค้าสำหรับผู้ชาย ตั้งแต่น้ำยาอนามัย โฟมล้างหน้าสูตรดีท็อกซ์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลเครา (Face & Beard Wash) เพื่อตอบโจทย์ตลาดผู้ชายที่หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น
สู้ C-Beauty ด้วย "สูตรเฉพาะคนเมืองร้อน"
ต่อประเด็นการไหลเข้าของเครื่องสำอางจีนราคาถูก (C-Beauty) มิสทินมองว่าเป็นความท้าทายแต่ไม่ใช่ความน่ากังวล เนื่องจากแบรนด์ไทยมีความเข้าใจในสรีระและสภาพอากาศมากกว่า โดยเฉพาะการเลือกใช้ส่วนผสมที่ตอบโจทย์คนในแถบเส้นศูนย์สูตร
"จุดแข็งของไทยคือการปรุงสูตร (Formulation) เราอาจใช้สารสกัดระดับโลกเหมือนกัน แต่คนไทยเก่งที่สุดในการปรุงให้เข้ากับผิวจริง การที่แบรนด์ต่างชาติจะเข้ามาเจาะตลาดเราจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเรายังรักษามาตรฐานและพัฒนาสินค้าที่ตอบ Pain Point ของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด"
การรุกตลาดในปี 2026 นี้ มิสทินยังคงให้น้ำหนักกับการสร้างประสบการณ์ผ่าน Pop-up Store ในพื้นที่ชุมชนและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ควบคู่ไปกับการเติบโตบนโลกออนไลน์ โดยมุ่งหวังให้แบรนด์ไทยไม่ได้เป็นเพียงสินค้าที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นนวัตกรรมความงามที่คนทั่วโลกยอมรับและเลือกใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง