โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

MISTINE ปักธงยึดน่านน้ำจีน-อาเซียน-ยุโรป พร้อมปั้นโมเดล ‘สาวมิสทิน 2.0’ ลุยอีคอมเมิร์ซ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 25 มิถุนายน 2569 เวลา 23.32 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

MISTINE ปล่อยทัพสินค้าสปอร์ต-รักษ์โลก เจาะกลุ่ม Gen Z และตลาดเด็กในเวียดนาม เร่งเครื่องสัดส่วนต่างประเทศโตเท่าตัวแตะ 40% เตรียมเปิดโรงงานใหม่ในจีนรับดีมานด์พุ่ง หลังครองแชมป์ยอดขายอันดับ 1 ต่อเนื่อง 5 ปี พลิกโฉมการขายตรงสู่ MCN ปั้นสาวมิสทินนับแสนเป็น Influencer พร้อมรับมือ C-Beauty ด้วย"สูตรเฉพาะคนเมืองร้อน"

25 มิถุนายน 2569 - นายปราการ สท้านโยธิน กรรมการผู้จัดการแบรนด์มิสทิน เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจและแผนการขยายตลาดครั้งสำคัญ โดยระบุว่าอุตสาหกรรมความงามในปีนี้ยังคงมีความท้าทายจากกำลังซื้อที่ผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่แบรนด์ไทยยังมีช่องว่างในการเติบโตสูงมาก โดยเฉพาะการเจาะตลาดกลุ่ม Gen Z และการขยายฐานไปยังต่างประเทศที่ความต้องการสินค้าคุณภาพสูงจากไทยยังคงเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง

ปูพรมตลาดโลก : จากเพื่อนบ้านสู่ยุโรปและแคนาดา

ปัจจุบันมิสทินมียอดขายในประเทศไทยเติบโตขึ้นราว 30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่สัดส่วนรายได้หลัก (ไม่รวมประเทศจีน) มาจากตลาดในประเทศ 80% และต่างประเทศ 20% อย่างไรก็ตามเป้าหมายใหม่ของปีนี้คือการขยับสัดส่วนต่างประเทศให้ขึ้นไปแตะระดับ 40% โดยเน้นการรักษาฐานที่มั่นเดิมในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) และขยายสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง

ผู้บริหารให้ภาพรวมตลาดต่างประเทศ ว่า"พม่า ลาว และบังคลาเทศ ยังเป็นอันดับต้นๆ ของเรา โดยเฉพาะพม่าที่เราเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งที่คนรู้จัก 100% แต่แผนถัดไปคือการรุกเข้าสู่ ภูฏาน เนปาล แคนาดา และอินเดีย ซึ่งเพิ่งเจรจาจบในการนำกลุ่มน้ำหอมเข้าไปลุยตลาด รวมถึงยุโรปที่สนใจสินค้ากลุ่มรักษ์โลกของเรามาก"

ยุทธศาสตร์ "จีน" : ครองแชมป์หมื่นล้านด้วยโรงงานของตัวเอง

สำหรับตลาดประเทศจีนซึ่งเป็นพอร์ตรายได้มหาศาลหลักหมื่นล้านบาท คุณปราการเล่าว่ามิสทินสามารถสร้างปรากฏการณ์ครองแชมป์ยอดขายอันดับ 1 ในหมวดกันแดดบนแพลตฟอร์ม Tmall ต่อเนื่องถึง 5 ปี แม้ปัจจุบันจะใช้โมเดลการร่วมทุน (Joint Venture) และผลิตในไทยส่งออกไปเป็นหลัก แต่แผนงานล่าสุดในอีก 2 เดือนข้างหน้า มิสทินเตรียมเปิดโรงงานแห่งใหม่ในประเทศจีนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

"คนจีนรุ่นใหม่มีความรักชาติมากขึ้นและเริ่มยอมรับสินค้าที่ผลิตในประเทศจีน (Made in China) แต่ยังคงให้ความสำคัญกับต้นกำเนิดแบรนด์ที่มีหัวใจเป็นไทย สินค้า 60% ของเรายังผลิตที่ไทยเพื่อรักษาความเชื่อมั่น แต่โรงงานใหม่ในจีนจะช่วยเรื่องการบริหารจัดการภาษีและการขนส่งให้เข้าถึงผู้บริโภคได้รวดเร็วขึ้น" ผู้บริหารระบุถึงความเปลี่ยนแปลงในตลาดจีน

เจาะ Gateway ตลาดเด็ก: ขุมทรัพย์ใหม่ในเวียดนาม

หนึ่งในประเด็นทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจคือการเบนเข็มเข้าสู่ตลาดแม่และเด็ก (Baby Care) ภายใต้แบรนด์ C-Care โดยใช้เวียดนามเป็นตลาดนำร่อง เนื่องจากมีอัตราการเกิดใหม่สูงถึงปีละ 1.2 ล้านคน ซึ่งถือเป็นช่องว่างทางการตลาดที่แบรนด์ความงามทั่วไปยังไม่ได้เข้าไปครอบคลุมเต็มตัว

ผู้บริหารเน้นย้ำถึงกลยุทธ์นี้ว่า "ถ้าเราทำให้แม่มั่นใจในสินค้าเราได้ตั้งแต่ลูกแรกเกิด เขาจะไม่กล้าเปลี่ยนแบรนด์เพราะกลัวลูกแพ้ และจะใช้ต่อเนื่องไปจนโต นี่คือประตูสำคัญที่จะสร้างฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นในระยะยาว" โดยแบรนด์ได้พัฒนาสินค้ากลุ่ม Head to Toe และสกินแคร์สำหรับเด็กที่เน้นความอ่อนโยนเป็นพิเศษเพื่อส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนโดยเฉพาะ

ทรานส์ฟอร์ม "สาวมิสทิน" สู่กองทัพ Creator ออนไลน์

ในด้านโครงสร้างการขาย มิสทินกำลังก้าวผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญจากการขายตรงผ่านแคตตาล็อกสู่โลกดิจิทัล แม้ปัจจุบัน"สาวมิสทิน" จะลดจำนวนลงจากหลักล้านเหลือหลักแสนคน แต่บริษัทยังมองเห็นศักยภาพในการปรับตัว โดยได้จัดตั้งหน่วยงาน MCN (Multi-Channel Network) ขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ตัวแทนขายผันตัวเป็นครีเอเตอร์

"เราไม่ทิ้งสาวมิสทิน แต่เราเปลี่ยนบทบาทให้เขาเป็น Affiliate และครีเอเตอร์ เพราะคนกลุ่มนี้มีทักษะการขายเฉพาะตัวสูงอยู่แล้ว เราแค่ดึงเขาเข้ามาอยู่ในระบบออนไลน์ ให้เขาไลฟ์สดขายของในไกด์ไลน์ของเรา นี่คือการปรับโครงสร้างธุรกิจ 90% ของเรายังเป็นออฟไลน์ แต่ปีนี้เราจะเห็นภาพการรุกออนไลน์ที่เข้มข้นขึ้น โดยมีแป้งรุ่น 'หลิงหลิง' เป็นตัวนำร่องที่เปิดตัวด้วยออนไลน์ 100% ในช่วงแรก"

นวัตกรรมสินค้า: สปอร์ต-รักษ์โลก และกลุ่มผู้ชาย (Men's Care)

ในงาน Cosmoprof ปีนี้ มิสทินได้ขนทัพนวัตกรรมใหม่ที่เน้นการใช้งานจริงและรับผิดชอบต่อสังคม อาทิ:

  • กันแดดรักษ์โลก : สินค้าเรือธงที่ได้รับตราสัญลักษณ์จากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เป็นเจ้าแรกในไทย ที่สามารถทาลงเล่นน้ำทะเลได้โดยไม่ทำลายปะการัง (Coral Reef Safe) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการบุกตลาดยุโรป
    • สินค้ากลุ่มสปอร์ต : แป้งพัฟและกันแดดที่ผ่านการทดสอบแบบ In Vivo (ทดสอบกับผิวคนจริง) เพื่อยืนยันประสิทธิภาพในการกันน้ำ กันเหงื่อ และทนทานต่อมลภาวะ
    • Men’s Care : การขยายพอร์ตสินค้าสำหรับผู้ชาย ตั้งแต่น้ำยาอนามัย โฟมล้างหน้าสูตรดีท็อกซ์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลเครา (Face & Beard Wash) เพื่อตอบโจทย์ตลาดผู้ชายที่หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น

สู้ C-Beauty ด้วย "สูตรเฉพาะคนเมืองร้อน"

ต่อประเด็นการไหลเข้าของเครื่องสำอางจีนราคาถูก (C-Beauty) มิสทินมองว่าเป็นความท้าทายแต่ไม่ใช่ความน่ากังวล เนื่องจากแบรนด์ไทยมีความเข้าใจในสรีระและสภาพอากาศมากกว่า โดยเฉพาะการเลือกใช้ส่วนผสมที่ตอบโจทย์คนในแถบเส้นศูนย์สูตร

"จุดแข็งของไทยคือการปรุงสูตร (Formulation) เราอาจใช้สารสกัดระดับโลกเหมือนกัน แต่คนไทยเก่งที่สุดในการปรุงให้เข้ากับผิวจริง การที่แบรนด์ต่างชาติจะเข้ามาเจาะตลาดเราจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเรายังรักษามาตรฐานและพัฒนาสินค้าที่ตอบ Pain Point ของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด"

การรุกตลาดในปี 2026 นี้ มิสทินยังคงให้น้ำหนักกับการสร้างประสบการณ์ผ่าน Pop-up Store ในพื้นที่ชุมชนและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ควบคู่ไปกับการเติบโตบนโลกออนไลน์ โดยมุ่งหวังให้แบรนด์ไทยไม่ได้เป็นเพียงสินค้าที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นนวัตกรรมความงามที่คนทั่วโลกยอมรับและเลือกใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...