โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ความดันโลหิตสูง’ ภัยเงียบไร้สัญญาณเตือน คนไทยป่วยเพิ่มต่อเนื่อง เสี่ยงหัวใจวาย เส้นเลือดสมองแตก ไตวายเฉียบพลัน

ไทยโพสต์

อัพเดต 18 พ.ค. เวลา 13.14 น. • เผยแพร่ 18 พ.ค. เวลา 06.14 น.

'ความดันโลหิตสูง' กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาทางสุขภาพที่คุกคามคนไทยอย่างเงียบๆ โดยหลายคนไม่รู้ตัวว่ากำลังป่วย เพราะแทบไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน กว่าจะรู้ตัวอีกครั้งอาจสายเกินแก้ ส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจวาย เส้นเลือดสมองแตก อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือไตวายเรื้อรัง จนถูกขนานนามว่าเป็น 'ฆาตกรเงียบ' ที่คร่าชีวิตผู้คนได้แบบไม่ทันตั้งตัว ปัจจุบันพบว่าคนไทยมากกว่า 1 ใน 4 กำลังเผชิญภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดทั่วโลก

18 พ.ค. 2569 - นพ.เจษฎา ลักขณาวงศ์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ สถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) คือ ภาวะที่ความดันในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปวินิจฉัยความดันโลหิตสูงในคลินิกจะใช้เกณฑ์มากกว่าเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท และความดันที่บ้าน จะใช้เกณฑ์มากกว่าเท่ากับ 135/85 มิลลิเมตรปรอท แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น มีโรคประจำตัวร่วมด้วย อาจเริ่มรักษาตั้งแต่ระดับ 130/80 มิลลิเมตรปรอท โรคนี้มักไม่แสดงอาการล่วงหน้า และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงภาวะไตวาย

สำหรับสาเหตุสำคัญของโรคความดันโลหิตสูง คือ พันธุกรรมและพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดย “พันธุกรรม” ถือเป็นปัจจัยอันดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดโรค ผู้ที่มีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเกิดภาวะความดันโลหิตสูงมากกว่าคนทั่วไป และบางรายอาจเริ่มมีความดันสูงตั้งแต่อายุประมาณ 30 ปี หรืออายุน้อยกว่านั้น

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ “ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต” ซึ่งเป็นตัวเร่งให้โรคเกิดเร็วขึ้นและรุนแรงขึ้น เช่น การบริโภคอาหารรสเค็ม ปัจจุบันคนไทยจำนวนมากบริโภคโซเดียมเกินความจำเป็น ทั้งจากอาหารแปรรูป ฟาสต์ฟู้ด และอาหารรสจัด เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป จะทำให้เกิดการกักเก็บน้ำ ปริมาณเลือดเพิ่มขึ้น หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้ระดับความดันสูงขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ ภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน ความเครียด การนอนน้อย การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และการบริโภคคาเฟอีนในปริมาณมาก ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ความดันโลหิตสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานที่มีพฤติกรรมใช้ชีวิตเร่งรีบ พักผ่อนน้อย และเผชิญความเครียดสะสมเป็นประจำ

นพ.เจษฎา ให้ข้อมูลต่อว่า “โรคความดันโลหิตสูง” เป็นภัยเงียบที่อันตรายมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการเตือน หลายคนยังสามารถใช้ชีวิต ทำงาน และดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ แต่ในความเป็นจริง หลอดเลือดทั่วร่างกายกำลังถูกทำลายจากแรงดันเลือดที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อร่างกายมีความดันโลหิตสูงต่อเนื่อง หลอดเลือดจะต้องรับแรงดันมากกว่าปกติ ร่างกายจึงพยายามปรับตัวด้วยการสร้างกล้ามเนื้อรอบผนังหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ทำให้หลอดเลือดค่อยๆ แข็งตัว ตีบ แคบ และสูญเสียความยืดหยุ่น ส่งผลให้เส้นเลือดเปราะและแตกง่ายมากขึ้น ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน เส้นเลือดสมองแตก อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือไตวาย

“โรคความดันโลหิตสูง” สามารถเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองตีบได้ประมาณ 2 เท่า และเพิ่มความเสี่ยงเส้นเลือดสมองแตกสูงอย่างมีนัยยะสำคัญ ขณะเดียวกันยังส่งผลให้ไตทำงานหนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเสี่ยงเข้าสู่ภาวะไตวายในระยะยาว รวมถึงอาจทำให้เส้นเลือดที่ดวงตาเสื่อมจนเกิดอาการตาพร่ามัว หรือสูญเสียการมองเห็นได้

แม้โรคความดันโลหิตสูงจะไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก แต่บางรายอาจเริ่มมีสัญญาณเตือน เช่น ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือแขนขาอ่อนแรง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและสมองเริ่มเกิดขึ้นแล้ว หากปล่อยให้ความดันสูงเรื้อรังเป็นเวลา 10–20 ปี ความเสียหายจะค่อยๆ สะสมโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว อวัยวะสำคัญอย่างหัวใจ สมอง ไต หรือดวงตา อาจเสื่อมสภาพอย่างถาวรจนไม่สามารถฟื้นกลับมาได้

นพ.เจษฎา กล่าวปิดท้ายว่า วิธีสำคัญที่สุดในการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง คือ การหมั่นตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยค้นหาโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยประชาชนควรมีเครื่องวัดความดันโลหิตประจำบ้าน และวัดอย่างถูกวิธี คือ นั่งพักประมาณ 5 นาที ก่อนวัด ซ้ำ 2–3 ครั้ง แล้วนำค่าเฉลี่ยมาประเมิน รวมถึงควรวัดทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็นเพื่อดูแนวโน้มของระดับความดันในแต่ละวัน

“ค่าความดันที่วัดเองที่บ้านไม่ควรเกิน 135/85 มิลลิเมตรปรอท หากสูงกว่านี้ควรรีบพบแพทย์ และกรณีผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ หรือไขมันในเลือดสูง ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องควบคุมความดันอย่างใกล้ชิด หากค่าความดันมากกว่า 130/80 ควรพบแพทย์”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการควบคุมโรคความดันโลหิตสูง คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการลดอาหารเค็ม ลดน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด งดสูบบุหรี่ และลดการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งหากสามารถควบคุมปัจจัยเสี่ยงได้ดี ก็มีโอกาสช่วยลดระดับความดันลงได้อย่างมีนัยสำคัญ และในบางรายอาจสามารถลดปริมาณยาหรือหยุดยาได้ภายใต้การดูแลของแพทย์

โรคความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า การรู้เร็ว ตรวจเร็ว และควบคุมได้เร็ว คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการสูญเสียในอนาคต สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง “โรคความดันโลหิตสูง” สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือโทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...