โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (5)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

บทความพิเศษ | สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ

520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (5)

เช้าวันใหม่ เงียบงัน

และศักดิ์ศรีที่ยังคิดหวงป้อง

“ตึ๊ง ตึ๊ง ตึ๊ง… บูรพารัสมิง…” เสียงฆ้อง ขิมและบทสวดดังขึ้นมาจากทีวี ก่อนมีบทสวดตามมา

เราลืมตาขึ้นพร้อมหน้าที่ยังงัวเงียอยู่ เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนพลิกตัวนอนต่อ แต่แล้วก็มีเสียงตบมือดังขึ้นจากห้องข้างๆ “เห้ยๆ ตื่นสวดมนต์” ทุกคนในห้องจึงรีบลุกขึ้นมานั่งพนมมือ

ส่วนเราก็ทำตามแบบไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ เพราะยังง่วงอยู่เลย

เช้าของทุกวันเวลาประมาณตี 5 ครึ่ง เรือนจำจัดให้มีการสวดมนต์ 30 นาที ทั้งเช้าและเย็น แต่เอาเข้าจริงนานกว่านั้น

เราเคยคุยกับผู้คุมในเรื่องนี้ แกเล่าให้ฟังว่า “กรมเขาสั่งมา เพื่อช่วยให้ผู้ต้องขังได้ขัดเกลาจิตใจ ให้เป็นคนดีขึ้น”

แต่ในหัวเราคิดเถียงว่า “ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ประเทศไทยคงไม่มีคนติดคุกหรอก เพราะเราเมืองพุทธ”

ขณะที่ทุกคนลุกขึ้นมานั่ง มาสวด โอริเวอร์กลับนอนนิ่ง ไม่ลุกมานั่ง

จนประมาณ 6 โมงครึ่ง มีเสียงกริ่งดังขึ้น เสียงเหมือนสัญญาณไฟไหม้ แต่ไม่ใช่ มันคือเสียงเตือนว่า ผู้คุมกำลังมาเช็กยอด และเปิดขังผู้ช่วย

“แก๊กๆ” เสียงไขกุญแจดังขึ้น “ห้อง 23” เสียงนับเลขเสียงดัง ทุกคนในห้องรีบตื่นตัว เก็บข้าวของ ก่อนนั่งเป็นแถวแบบเมื่อคืน จนห้องแรกนับเสร็จจึงถึงเป็นตาห้องเรา

ผู้คุมเดินมาด้วยสีหน้าที่จริงจัง “อ้าวไหน ทำไมไม่บอกเพื่อนให้ลุกขึ้นมาสวดมนต์ หันไปมุมบนห้อง เห็นมั้ยมีอะไร กูเห็นทุกอย่างอยู่ที่ว่าจะพูดมั้ย อย่าให้มีรอบหน้าอีก ทราบมั้ย”

ก่อนทุกคนจะตอบ “ทราบ”

เราหันไปมองรอบห้องเห็นมุมหน้าห้องและหลังห้องมีกล้อง CCTV ติดอยู่ เอาเข้าจริงตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในนี้แล้วด้วยซ้ำ มีกล้องติดอยู่ทุกมุมจริงๆ ไม่มีจุดไหนเล็ดลอดสายตาผู้คุมไปได้ เราไม่รู้หรอกหลังจอเขาอยู่หรือไม่ แต่เราต้องกลัวไว้ก่อน และในเหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่า “พวกเอ็งถูกมองอยู่”

“นับยอดได้แล้ว หัวหน้าห้องอยู่ไหน ทำไมไม่ยืน” ผู้คุมพูดกับพี่เล็ก แล้วการนับยอดก็เริ่มขึ้น

“นับเสร็จแล้วนั่งนิ่งๆ จนกว่าจะมีคำสั่งเลิกแถว แล้วให้พูดพร้อมกันว่า ‘ขอบคุณครับ’ แล้วแยกย้ายได้” ผู้คุมคนเดิมบอก ก่อนเดินไปยังห้องถัดไป

“ทั้งหมดเลิกแถว” ผู้คุมตะโกนสุดเสียง

ทุกคนของทั้ง 3 ห้องชั้นล่างพูดพร้อมกัน “ขอบคุณครับ” ก่อนผู้ช่วยจะเดินเรียงแถวออกมาจากห้อง แล้วเริ่มกิจวัตรประจำวันและหน้าที่ของตัวเอง

ส่วนเราหรอ นอนต่อสิรอไร

แต่คนในห้องกลับปลุกเรา แล้วบอก “ไปคุยกับเพื่อนเอ็งหน่อย ไอ้หรั่งอะ พวกกูไม่อยากโดนแดก” คนหนึ่งพูด เป็นคนที่มาเพิ่มเติมจากศาลอื่น เขาเรียกกันคอลาย จากลอยสักที่เต็มไปทั้งตัวไปถึงคอ

เราตัดความรำคาญ เพราะอยากนอนต่อ เลยทำเหมือนจะไปพูดกับโอริเวอร์ “เมื่อกี้ผู้คุมบอกว่าให้นั่งด้วยตอนสวดมนต์”

โอริเวอร์ตอบ “แต่ฉันไม่มีศาสนา เป็นสิทธิ์ของฉันที่จะไม่ทำ”

พระเจ้า จะอธิบายยังไงเนี่ย จึงหันไปหาพี่ไก่ “เอาไงดีพี่”

แกตอบ “เดี๋ยวพี่คุยเอง” แล้วก็หันไปนั่งคุยกับโอริเวอร์พักหนึ่งเลย

มันยากนะจะอธิบายความเป็นไทยให้คนที่ไม่เคยมีสำนึกไทยๆ ฟัง เพราะในสายตาคนนอกมันคือสิ่งไร้สาระ และนี้คือการบังคับ ซึ่งพี่ไก่ใช้เวลาตรงนั้นในการอธิบายว่าทำไมต้องทำตามนานอยู่ ก่อนโอริเวอร์เหมือนจะเข้าใจขึ้น และตอบว่า

“เออๆ รอบหน้าจะทำตามแล้วกัน” โอริเวอร์ตอบด้วยสีหน้าที่เบื่อหน่าย

ชั่วโมงต่อมา…

“ห้องนี้มีใครจะกินน้ำร้อน เอาแก้วมาวางไว้หน้าประตู ส่วนหัวหน้าห้องมาเอาข้าวไปแจกเพื่อน” ผู้ช่วยเดินมาแจ้งหน้าห้อง ก่อนแนะนำตัว “พี่ชื่อพี่แซม จะเป็นคนดูแลห้องนี้นะครับ มีอะไรบอกได้” แกเป็นเสียงนิ่ม ใจดี ดูเป็นมิตร

พี่ไก่ถามเราว่า “เอามั้ย” เราตอบกลับว่า “ไม่เป็นไร” พร้อมกลับไปนอนต่อ

ในห้อง 22 นี้ เป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวลึกลงไป ถูกปูด้วยกระเบื้อง ข้างหลังมีลูกกรงขนาดใหญ่อยู่ติดบล็อก (ห้องน้ำเปิดประทุน ที่เป็นแค่อิฐก่อเตี้ยๆ ครึ่งตัว) เราต้องนอนเบียดๆ มีพื้นที่แค่กระเบื้องสองแผ่นเท่านั้น ถัดจากเราไปหน่อยมีแท่งเหล็กถูกยึดไว้กับพื้นทำเป็นที่ตั้งถังน้ำในห้อง นอกนั้นจะมีแค่ทีวีที่ติดไว้ในห้อง และนาฬิกาที่ทำให้รู้เดือนรู้ตะวัน

แล้วเวลาก็ล่วงเลยไปถึง 9 โมงกว่าๆ

“เอ้าทุกคนเรียกแถว ออกมายืนหน้าห้องเตรียมไปตัดผมและสอบประวัติ” พี่แซมเดินมาบอก

ในหัวเราคิดว่า เราต้องได้ประกันแน่ๆ ผมเปรียบดั่งศักดิ์ศรีของเรา ยังไงจะปกป้องไว้ให้ถึงที่สุด แล้วเลยนึกขึ้นได้ว่า สามารถเลื่อนวันตัดผมได้ เราจึงบอกพี่แซมว่า “ขอพบเจ้าหน้าที่ครับ”

พี่แซมดูมีสีหน้าที่ตกใจ แล้วถามว่าใจเย็นมีเรื่องอะไรหรอ?

“ผมกำลังทำเรื่องประกันตัวอยู่ครับ จะขอไม่ตัดผมครับ” เราตอบกลับไป

พี่แซมนิ่งไปสักพัก ก่อนคิดอะไรได้แล้วบอกกับเราว่า “งั้นออกมาก่อน ไปสอบประวัติ แล้วเดี๋ยวพี่คุยกับนายให้”

เราจึงออกมาข้างนอกไปโรงเลี้ยงพร้อมทุกคนเพื่อนั่งรอสอบประวัติอีกครั้ง

ในโรงเลี้ยงถูกแบ่งโต๊ะไว้เป็นจุด ทุกคนถูกจัดให้นั่งเก้าอี้ยาวมุมกำแพง

“นั่งให้เป็นระเบียบ เดี๋ยวมีเจ้าหน้าที่มาทำประวัตินะ” ผู้ช่วยในโรงเลี้ยงพูดขึ้น

แต่แก๊งคอลายดื้อ ไม่นั่งเก้าอี้ แก๊งนี้เลือกนั่งบนโต๊ะแทน (น่าจะแสดงความเก๋า) ผู้ช่วยก็คงรู้ว่าพวกนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เข้ามา จากท่าที่นิ่งๆ กลายเป็นดุดันทันที “พวกมึงนั่งดีๆ สิวะ อย่าให้กูติดเรื่อง (มีเรื่อง)”

แก๊งนั้นจึงยอมนั่งปกติ ก่อนจะมีผู้คุมเดินเข้ามา

“อ้าวฟังๆ ถ้าเรียกชื่อใคร ให้มานั่งตรงนี้ แล้วถ้าเสร็จแล้วให้ไปโต๊ะถัดไปตามลำดับ จะมีสอบประวัติ พิมพ์ลายนิ้วมือ และคัดกรองโรค และจำเลขตัวเองไว้ด้วย นายสมชาย นายสมหมาย (นามสมมุติ) มานี่” ผู้คุมคนหนึ่งพูดขึ้น จากทั้งหมดสองคน

เรานั่งรอจนถึงตาเรา ระหว่างที่ทำประวัตินั้น คนที่ถูกสอบเสร็จแล้ว จะถูกเรียกให้ไปตัดผมหน้าโรงเลี้ยง ก่อนมานั่งรอคนอื่นๆ ต่อ

จนถึงตาเรา “สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ”

“สิรภพ นามสกุลอะไร” ผู้คุมถาม “พุ่มพึ่งพุทธครับ”

“เคยเข้ามาก่อนมั้ย” เขาถามต่อ “เคยครับไม่ได้ประกันในคดีนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่ได้ประกัน 3 วันต่อมาครับ”

“คดีอะไร” คำถามสำคัญ “112 ครับ”

“นอกจากนี้ยังมีอีกกี่คดี” เป็นคำถามต่อเนื่องกัน “5 คดีครับ พ.ร.บ.ชุมนุม พ.ร.ก.ฉุกเฉินครับ 112 มีคดีเดียวครับ ที่เหลือยกฟ้องไป 3 รอส่งฟ้อง 2 พิพากษา และ 112 กำลังอุทธรณ์ 1 ครับ” เราพยายามตอบละเอียดที่สุด เพราะไม่อยากโดนถามเยอะ

“เป็นคดีสื่อมั้ย ตอบตามความเป็นจริง” เขาถาม “หมายถึงออกทีวีหรอครับ เป็นมั้งครับ” เราตอบแบบตะกุกตะกัก เพราะเราไม่รู้ว่าคำตอบจะมีผลต่อชีวิตเรามั้ย

เขามองหน้าเราพร้อมถามขึ้น “มีตำหนิที่ร่างกายมั้ย รอยสัก ปาน”

“ไม่มีนะครับ ไม่สัก ไม่มีแผลเป็น ตรงนี้นับมั้ยครับ อันนี้ทอดขนมแล้วน้ำมันลวก เลยเป็นแผลเล็กๆ ครับ” เราตอบ

เขามองหน้าด้วยความ อิหยังของมันวะ พร้อมบอกว่า “ไม่ได้ๆๆ เอาที่ใช้ยืนยันตัวตนคุณได้”

“ไฝตรงคิ้วได้มั้ยครับ” เราถาม

“อ่าๆ ได้ๆ” ผู้คุมตอบ

(สิ่งนี้เรามารู้ทีหลังว่า ที่ถามเพราะข้างในมันมีการแอบสัก แอบดัดแปลงอวัยวะเพศกัน ฝังมุก ผ่าเบนซ์ เลยต้องทำทะเบียนไว้ ถ้ามีข้อสงสัยได้มีหลักฐานว่า วันแรกที่เขามีหรือไม่มี ถ้าถูกจับได้ว่า แอบสัก หรือดัดแปลง จะถูกโทษทางวินัยร้ายแรง หรือถึงขั้นย้ายเรือนจำได้)

“บิดามารดา… ที่อยู่… เลขบัตรประชาชน…” เราถูกถามไปเรื่อยๆ จนครบ และให้ไปโต๊ะถัดไป พิมพ์นิ้ว เมื่อวานอุตส่าห์ดีใจที่เป็นแบบสแกน มาวันนี้ เป็นแบบพิมพ์หมึกอีกแล้ว “ต้องล้างมืออีกแล้ววววว”

เสร็จตรงนี้ เราเดินไปจุดต่อไป มีผู้ช่วยนั่งรออยู่ “ชื่ออะไร มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง มียาประจำตัวมั้ย” เราก็ตอบไป “สิรภพ… เป็นภูมิแพ้ ต้องกินยาฟาเทคและทาครีม TA” เขาก็ก้มลงไปจดข้อมูลที่ได้มา

(เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ช่วยให้เข้าถึงยาง่ายขึ้นอะไร แค่ทำตามระเบียบที่กำหนดเท่านั้น)

พี่แซมเดินเข้ามาในโรงเลี้ยงแล้วถาม “น้องสิรภพเสร็จยัง พี่เรียกไปคุย”

หลังเราถูกสอบประวัติเสร็จ กำลังจะถูกจับไปตัดผม เสียงสวรรค์นี้ช่วยเราไว้ จึงถูกพาไปหาผู้คุมแทน เราได้เข้าไปในห้องนั้นที่มีแค่เรากับผู้คุมแค่ 2 คน ในห้องมีทีวีที่เห็นกล้องทุกตัวในแดน ตรงหน้าจอนั้นก็มีรูปเราใบใหญ่ติดอยู่ เป็นรูปที่เราถูกถามเมื่อวาน พร้อมมีตัวอักษรสีแดงเขียนกำกับมุมล่างว่า “รายสำคัญ” (เป็นคดีสื่อ ได้รับความสนใจของสังคม คดีร้ายแรง ที่ต้องได้รับการจับตาเป็นพิเศษ รวมถึงมีการทำรายงานส่งกรมทุกวันด้วย)

แกเริ่มด้วยแนะนำตัว “พี่ชื่อนก น้องขนุนใช่มั้ย พี่เห็นข่าวน้องละ สบายใจได้นะ ขอไว้ใช่มั้ยเรื่องตัดผม น้องต้องเข้าใจพี่ก่อน ในนี้มีระบบระเบียบของมัน การตัดผมก็เป็นกฎหนึ่งเพื่อให้ที่นี้เป็นระเบียบ พี่เข้าใจน้องเป็นนักสู้” เขาพูดโดยไม่เปิดช่องใดๆ กับเราเลย

จนเราได้จังหวะ “แต่พี่ครับ ผมกำลังทำเรื่องประกันอยู่ ขอแค่ 3 วัน ถ้าไม่ได้ ผมจะยอมตัดได้มั้ยครับ?” เราพยายามต่อรอง เพราะเรายังเชื่อว่า เราจะได้ประกันตัว

แกนิ่งไปประเดี๋ยว ก่อนกดกริ่งที่ไว้ใช้เรียกผู้ช่วยให้เข้ามาในห้อง “ไปเอาใบคำร้องมาให้น้องเขาหน่อย เขียนว่า คำร้องขอผ่อนผันการตัดผมเป็นเวลา 3 วัน แบบนี้น้องโอเคแล้วนะ”

เรามองหน้าแล้วตอบกลับไป “ขอบคุณครับ”

แกพูดต่อ “ข้างบนรู้จักไบรท์ (ชินวัตร จันทร์กระจ่าง) มั้ย เขาก็อยู่ในแดนนี้ เรียกแซมให้หน่อย พาน้องกลับห้องแล้วบอกผู้ช่วยว่า ยังไม่ต้องตัด รอ 3 วัน แล้วเดี๋ยวค่อยตัด”

ในวันนี้เราจึงรอดโดนตัดผมไป แล้วถูกพากลับไปที่ห้อง หลายคนมารุมถามเราว่าเกิดอะไรขึ้น เราจึงไม่ได้บอกอะไรมาก บอกแค่ “ผู้คุมเรียกคุยครับ”

ในตลอดทั้งวันนี้ รอบแดนมีแต่เสียงประกาศ “รายชื่อดังต่อไปนี้ ออกเยี่ยมญาติรอบเวลา 14.00 น. ครับ” หรือ “นาย… พบทนายความที่ห้องหมายเลข 2” วนไปอย่างนี้ ในหัวเราได้แต่คิดและคาดหวังว่าจะมีชื่อเราบ้าง แต่เราก็ได้แต่ผิดหวังเพราะไม่มีการประกาศเรียกชื่อใดๆ อีกหลังเสียงประกาศสุดท้าย

“คงไม่ใช่วันของเรา” เราคิด

เราเดินไปล้างตัวในบล็อกเพราะด้วยอากาศที่ร้อน เราไม่อยากดูเน่าในสายตาคนอื่น ตลอดทั้งวันมีอาหารมาส่งสามมื้อ แต่เราไม่กินเลยสักมื้อ จะเรียกว่าตรอมใจก็ได้ มันเป็นความรู้สึกที่เฉื่อยชา ไม่อยากทำอะไร คิดถึงแต่ตัวเองว่า “ต้องอยู่ในนี้จริงๆ หรอ คิดถึงบ้านจัง” และ “ข้างนอกทำอะไรกัน หาทางช่วยเราออกไปอยู่ใช่มั้ย” จนวันนี้จบลง แล้วเริ่มเช็กยอดเย็นอีกครั้ง ซึ่งมันจะวนไปแบบนี้เกือบเดือน เราจะถูกขังในห้องกักโรค ไม่ได้ออกไปเดิน อยู่แต่ในห้องที่ร้อนและอบอ้าวทั้งวัน เพื่อรอคอยวันที่จะต้องถูกจำแนกแดน

สุดท้าย สิ่งที่ยากสุดของการเข้ามาคือการ “ยอมรับว่าตัวเองเข้ามา” ไม่มีวันไหนเลยที่ผมรับได้กับสภาพที่ต้องเจอ ทั้งความเป็นอยู่ สังคม และชีวิต

ผมพูดเสมอกับหลายๆ คนว่า “แม้ตัวผมอยู่ในนี้ แต่ผมไม่เคยเอาใจเข้ามาด้วย ใจของผมยังมีอิสรภาพอยู่ข้างนอก”

ด้วยประโยคนี้ผมยึดติดกับมันมากจนวันสุดท้ายก่อนได้อิสระ ได้ออกจากกำแพงสูงหนาแห่งนี้…

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (5)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...