โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชำแหละ TH-AI Passport 1.6 พันล้าน-ต่างจากข้อเสนอในการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ

เดลินิวส์

อัพเดต 2 มิถุนายน 2569 เวลา 0.26 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
“ทวี” ชำแหละนโยบาย AI ของกระทรวงดิจิทัลฯ ผ่านโครงการ TH-AI Passport วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท แตกต่างจากข้อเสนอในรายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.69 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ว่า ชำแหละนโยบาย AI : รัฐบาลโดยกระทรวง DE “ซื้อสิทธิ์แจก” VS กมธ. ศึกษา AI สภาผู้แทนฯ “มุ่งสร้างฐานข้อมูลและให้คนไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยี”

การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเป็นประเด็นสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทย

แต่แนวทางที่รัฐบาลโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ดำเนินโครงการ TH-AI Passport วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท กลับสะท้อนแนวทางการพัฒนา AI ที่แตกต่างจากข้อเสนอในรายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางในการควบคุมและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

คณะกรรมาธิการดังกล่าวได้ศึกษาข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องรวม 74 หน่วยงาน ก่อนจัดทำรายงานแล้วเสร็จ แต่ยังไม่ทันเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากมีการยุบสภาเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ยังสะท้อนมุมมองเชิงนโยบายที่สำคัญต่อทิศทาง AI ของประเทศไทยในอนาคต เมื่อเปรียบเทียบแนวคิดของโครงการ TH-AI Passport กับข้อเสนอในรายงานของคณะกรรมาธิการ จะเห็นความแตกต่างสำคัญใน 6 มิติ ดังนี้ 1.ซื้อสิทธิ์ใช้งาน หรือ สร้างฐานข้อมูลของชาติ

โครงการ TH-AI Passport ใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อจัดหาสิทธิ์การใช้งาน AI จากต่างประเทศและแจกจ่ายให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้มากขึ้น

ในทางกลับกัน รายงานของคณะกรรมาธิการเสนอว่า สิ่งที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการคือการพัฒนาฐานข้อมูลภาครัฐแบบเปิด (Open Government Data) และข้อมูลในรูปแบบที่เครื่องสามารถอ่านและประมวลผลได้ (Machine-readable Data) เพื่อให้นักพัฒนาและผู้ประกอบการไทยสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปสร้างและพัฒนา AI ของตนเอง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าประชาชนจะได้ใช้ AI ฟรีหรือไม่ แต่คือประเทศไทยจะเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี หรือจะเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีของตนเองในอนาคต

2.ส่งเงินภาษีไปต่างประเทศ หรือ ลงทุนในผู้ประกอบการไทย ข้อมูลที่คณะกรรมาธิการศึกษาแสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรม AI ของไทยมีศักยภาพเติบโตสูง แต่ผู้ประกอบการและสตาร์ตอัพไทยจำนวนมากยังขาดแคลนเงินทุนและโอกาสในการแข่งขัน

เมื่อรัฐใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาทในการจัดซื้อสิทธิ์ใช้งานจากต่างประเทศ ย่อมมีคำถามว่าทรัพยากรดังกล่าวควรถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และสร้างนวัตกรรม AI ภายในประเทศมากกว่าหรือไม่

หากประเทศไทยต้องการสร้างอุตสาหกรรม AI ที่เข้มแข็ง การลงทุนในผู้ประกอบการไทย นักวิจัยไทย และสถาบันการศึกษาไทย ย่อมสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และองค์ความรู้ภายในประเทศได้มากกว่าการเช่าใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศเพียงชั่วคราว

3.เพิ่มยอดผู้ใช้ หรือ พัฒนาคนอย่างเป็นระบบ โครงการ TH-AI Passport มุ่งเน้นการขยายจำนวนผู้เข้าถึงเครื่องมือ AI และกำหนดหลักสูตรการเรียนรู้ประกอบการใช้งาน ขณะที่คณะกรรมาธิการเสนอแนวทางพัฒนากำลังคนด้าน AI อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน (AI Beginner) ระดับวิศวกรและนักพัฒนา (AI Engineer) ไปจนถึงระดับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญขั้นสูง พร้อมผลักดันระบบสะสมและเทียบโอนหน่วยกิตระดับชาติ (National Credit Bank) เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้กับคุณวุฒิวิชาชีพและตลาดแรงงาน

ความสำเร็จของการพัฒนาคนจึงไม่ควรวัดจากจำนวนผู้ลงทะเบียนหรือผู้ผ่านหลักสูตรเท่านั้น แต่ต้องวัดจากศักยภาพที่เพิ่มขึ้นและความสามารถในการสร้างนวัตกรรมของประเทศ

4. รวมศูนย์อำนาจ หรือ สร้างธรรมาภิบาล รายงานของคณะกรรมาธิการตั้งข้อสังเกตว่า การกำหนดนโยบาย การส่งเสริม และการกำกับดูแลเทคโนโลยี หากอยู่ภายใต้กลไกเดียวกัน อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อน จึงเสนอให้แยกบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) ออกจากหน่วยงานส่งเสริมและพัฒนา รวมถึงผลักดันระบบข้อมูลเปิดและการจัดซื้อจัดจ้างที่ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบการใช้งบประมาณได้อย่างโปร่งใส สาระสำคัญของประเด็นนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคของ AI แต่เป็นเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นของสังคมต่อการบริหารงบประมาณภาครัฐ

5.พึ่งพาต่างประเทศ หรือ สร้างอธิปไตยทางดิจิทัล แม้ข้อมูลผู้ใช้งานจะถูกจัดเก็บภายในประเทศ แต่การประมวลผล AI จำนวนมากยังต้องอาศัยโมเดลที่พัฒนาโดยบริษัทต่างชาติ คณะกรรมาธิการจึงเสนอแนวคิด Digital Autonomy หรือการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาและควบคุมโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติได้ด้วยตนเอง

ประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงองค์ความรู้ วิธีคิด และข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจกลายเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศในอนาคต

6.โครงการระยะสั้น หรือ ยุทธศาสตร์ระยะยาว หัวใจสำคัญของความแตกต่างระหว่างสองแนวทางอยู่ที่มุมมองต่ออนาคต แนวทางหนึ่งมุ่งเน้นการเพิ่มการเข้าถึง AI ในระยะสั้นผ่านการจัดซื้อสิทธิ์ใช้งาน ขณะที่อีกแนวทางหนึ่งมุ่งสร้างระบบนิเวศ AI ของประเทศผ่านการลงทุนในข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และนวัตกรรม

คณะกรรมาธิการเตือนว่า หากประเทศไทยไม่เร่งสร้างระบบนิเวศ AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเอง ประเทศอาจสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และความมั่นคงทางเทคโนโลยีในระยะยาว

สรุป วิสัยทัศน์ตามรายของคณะกรรมาธิการเสนอ “การพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่ผลิตโดยคนไทยจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ช่วยให้ประเทศไทยสามารถลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...