UN ลงมติท่วมท้น หนุนความเห็นศาลโลกด้านสภาพภูมิอากาศ “สหรัฐ” โหวตค้าน
UN ลงมติท่วมท้น 141 ต่อ 8 หนุนศาลโลกชี้ประเทศต่าง ๆ มีหน้าที่ตามกฎหมายแก้ปัญหาโลกร้อน ขณะ "สหรัฐ" เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ลงมติคัดค้าน
วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 07.41 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN General Assembly) มีมติด้วยคะแนนเสียง 141 ต่อ 8 รับรองข้อมติสนับสนุนความเห็นทางกฎหมายของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ที่ระบุว่า ประเทศต่าง ๆ มีพันธกรณีทางกฎหมายในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นหนึ่งในประเทศที่ลงมติคัดค้าน
นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวหลังการลงมติ ซึ่งมี 28 ประเทศงดออกเสียง ว่า ผลการลงคะแนนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลทั่วโลกมีหน้าที่ต้องปกป้องประชาชนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น
กูเตอร์เรส ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เขายินดีกับการรับรองข้อมติดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการยืนยันอย่างทรงพลังต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ หลักวิทยาศาสตร์ และความรับผิดชอบของรัฐในการปกป้องประชาชนจากวิกฤตโลกร้อน
ข้อมติดังกล่าวเสนอโดยประเทศวานูอาตู และเป็นการรับรองความเห็นเชิงที่ปรึกษาของ ICJ เมื่อเดือน ก.ค. 2568 ที่ระบุว่า ประเทศต่าง ๆ มีหน้าที่ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและดำเนินมาตรการแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง
แม้ความเห็นของ ICJ จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรง แต่คาดว่าจะถูกนำไปใช้อ้างอิงในคดีด้านสภาพภูมิอากาศทั่วโลกในอนาคต
ประเทศที่ลงมติคัดค้าน ประกอบด้วย สหรัฐฯ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิสราเอล อิหร่าน เยเมน ไลบีเรีย และเบลารุส ขณะที่ตุรกี เจ้าภาพการประชุม COP31 อินเดีย กาตาร์ และไนจีเรีย เป็นกลุ่มประเทศที่งดออกเสียง
ด้านรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ถอนสหรัฐออกจากความตกลงปารีสและข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมสำคัญหลายฉบับ พร้อมเดินหน้านโยบายสนับสนุนการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล
นางแทมมี บรูซ รองเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า ข้อมติดังกล่าวมีข้อเรียกร้องทางการเมืองที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับเชื้อเพลิงฟอสซิล และระบุว่าสหรัฐไม่เห็นเหตุผลที่จะให้เลขาธิการสหประชาชาติจัดทำรายงานด้านกฎหมายตามที่ข้อมติกำหนด
ขณะที่นายวิชาล ปราสาด ผู้อำนวยการกลุ่ม Pacific Islands Students Fighting Climate Change ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ผลักดันให้ ICJ ออกความเห็นครั้งนี้ กล่าวว่า การลงมติดังกล่าวถือเป็นคำมั่นของประชาคมโลกในการทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง
อ้างอิง : www.reuters.com