'ชลณัฏฐ์' จี้หั่นงบจัดอีเวนต์กีฬา หันลงทุนพัฒนาศักยภาพคน
นางสาวชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ในส่วนของงบประมาณการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โดยตั้งข้อสังเกตว่า แม้งบประมาณด้านกีฬาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ระบบกีฬาของไทยกลับยังไม่พัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน เพราะงบประมาณจำนวนมากถูกใช้ไปกับการจัดการแข่งขันและอีเวนต์ระยะสั้น มากกว่าการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนานักกีฬาอย่างยั่งยืน
คนไทยเป็นชาติที่ชื่นชอบกีฬาและติดตามการแข่งขันอย่างจริงจัง ในช่วงปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นซีเกมส์ การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก การแข่งขัน MotoGP รวมถึงการผลักดันมวยไทยสู่เวทีโลก และการจัดมหกรรมกีฬาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว จนทำให้ประเทศไทยดูเหมือนเป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งด้านกีฬา
อย่างไรก็ตามคำถามสำคัญคือ เมื่อรัฐบาลใช้งบประมาณด้านกีฬาเพิ่มขึ้น ระบบกีฬาของประเทศพัฒนาตามไปด้วยหรือไม่
สำหรับปีงบประมาณ 2570 การกีฬาแห่งประเทศไทยขอรับงบประมาณ 3,445.74 ล้านบาท ซึ่งสนับสนุน หากงบประมาณดังกล่าวถูกนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬา ดูแลบุคลากร และสร้างระบบกีฬาที่เข้มแข็ง แต่ในความเป็นจริง งบประมาณเกือบครึ่งกลับถูกใช้ไปกับการจัดอีเวนต์กีฬา ขณะที่สวัสดิการของนักกีฬาไทยยังอยู่ในระดับที่น่ากังวล
ชี้ปัญหาไม่ใช่งบน้อย แต่ใช้งบไม่ตอบเป้าหมาย
นางสาวชลณัฏฐ์ ระบุว่า ปัญหาของวงการกีฬาไทยไม่ได้อยู่ที่มีงบประมาณน้อย หรือไม่มีเป้าหมาย เพราะแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2565-2570) กำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจไว้อย่างชัดเจน ทั้งการพัฒนานักกีฬาไทยสู่ความสำเร็จระดับนานาชาติ การสร้างอาชีพและรายได้จากกีฬา และการผลักดันกีฬาให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
แต่เมื่อตรวจสอบการจัดสรรงบประมาณจริง กลับพบว่างบส่วนใหญ่ถูกใช้กับการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันและกิจกรรมระยะสั้น โดยยังไม่มีการเชื่อมโยงระหว่างงบประมาณกับผลลัพธ์ในระยะยาว
โดยตั้งคำถามว่า ภายใน 5-10 ปี ประเทศไทยต้องการสร้างนักกีฬาอาชีพจำนวนเท่าใด ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬาไปถึงระดับใด และงบประมาณในแต่ละปีสอดคล้องกับเป้าหมายเหล่านั้นหรือไม่ "วันนี้เราลงทุนด้านกีฬาเพื่อพัฒนาระบบกีฬา หรือเพียงเพื่อสร้างอีเวนต์กีฬา"
งบกว่า 40% ใช้จัดการแข่งขัน
ยกตัวอย่างงบปี 2569 ซึ่ง กกท.ใช้งบจัดการแข่งขันกีฬา 1,585 ล้านบาท จากงบทั้งหมด 3,762 ล้านบาท หรือคิดเป็น 42% ของงบทั้งองค์กร เฉลี่ยวันละประมาณ 4 ล้านบาท ใช้จัดการแข่งขันซีเกมส์ มวยไทย การแข่งขันกีฬาระดับชาติ และ MotoGP ส่วนงบปี 2570 ก็ยังมีลักษณะคล้ายเดิม ได้แก่
- โครงการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงกีฬา 429 ล้านบาท
- โครงการสนับสนุนการแข่งขันกีฬานานาชาติ 437 ล้านบาท
ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นงบจัดอีเวนต์ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ กกท.ยังมีรายได้จากหลายแหล่ง ทั้งงบประมาณแผ่นดิน กองทุนกีฬา และรายได้จากสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ รวมแล้วมากกว่า 6,000 ล้านบาท
กองทุนกีฬาเงินสะพัดหลายพันล้าน แต่นักกีฬาได้เงินเพียง 8%
น.ส. ชลณัฏฐ์ กล่าวว่า นอกจากงบของ กกท.แล้ว ยังมีกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งได้รับเงินจากภาษีสุราและยาสูบในอัตรา 2% ปี 2569 กองทุนได้รับเงินประมาณ 3,931 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะได้รับงบประมาณอีกประมาณ 4,000 ล้านบาท แต่เมื่อตรวจสอบงบการเงินที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รับรองแล้ว พบว่า
- เงินสนับสนุนกีฬาตามวัตถุประสงค์รวม 4,700 ล้านบาท
- เงินรางวัลที่ตกถึงมือนักกีฬาเพียง 380 ล้านบาท หรือประมาณ 8%
พร้อมตั้งคำถามว่า เงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวไปอยู่ที่ใด
ค้างจ่ายเงินรางวัลนักกีฬา 291 ล้านบาท
แม้กองทุนจะมีเงินจำนวนมาก แต่กลับยังค้างจ่ายเงินรางวัลนักกีฬารวม 291 ล้านบาท ตัวอย่าง
- เงินรางวัลการแข่งขันเรือยาว (Dragon Boat) ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ประมาณ 128 ล้านบาท
- การแข่งขันที่ประเทศจีนอีกกว่า 51 ล้านบาท
- เงินรางวัลจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ปารีส ซึ่งแข่งขันมาแล้วหลายปี ยังมีบางส่วนไม่ได้รับ
- เงินรางวัลกีฬามหาวิทยาลัยโลกก็ยังค้างจ่าย
โดยมองว่า นักกีฬาไทยเดินทางไปแข่งขัน สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้ประเทศ แต่กลับยังไม่ได้รับเงินรางวัลที่สมควรได้รับ
ยกปัญหาสมาคมกีฬา ทุจริต-หักเบี้ยเลี้ยงนักกีฬา
น.ส. ชลณัฏฐ์ ยังยกตัวอย่างปัญหาการบริหารจัดการของสมาคมกีฬาหลายแห่ง เช่น
- สมาคมฮอกกี้น้ำแข็ง ถูกกล่าวหาทุจริตค่าเช่าและเบี้ยเลี้ยงประมาณ 7 ล้านบาท จนผู้ว่าการ กกท.ต้องเข้าแจ้งความ
- กรณีนักแบดมินตันทีมชาติ "วิว" และ "เมย์" ถูกหักเบี้ยเลี้ยงจาก 60,000 บาท เหลือเพียง 6,000 บาท
- กรณีสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย ที่เบิกเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาไว้ 10 เดือน แต่จ่ายให้นักกีฬาเพียง 3 เดือน ก่อนเรื่องจะถูกเปิดเผย
มองว่าปัญหาเหล่านี้สะท้อนช่องโหว่ในการบริหารงบประมาณกีฬา
เตือนงบเก็บตัวนักกีฬาเกือบพันล้าน ยังเสี่ยงทุจริต
แม้ปัจจุบันกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติจะปรับระบบโอนเงินรางวัลเข้าบัญชีนักกีฬาโดยตรง ลดปัญหาการหักหัวคิวได้ระดับหนึ่ง แต่ยังมีงบอีกส่วนที่ยังมีความเสี่ยง ได้แก่ งบสนับสนุนการเก็บตัวและเตรียมนักกีฬา 988 ล้านบาท แบ่งเป็น ผ่าน กกท. 794 ล้านบาท และ ผ่านการกีฬาแห่งจังหวัด 194 ล้านบาท งบดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อเตรียมนักกีฬาระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งยังเปิดช่องให้เกิดปัญหาการทุจริตและการหักหัวคิวได้
หากประเทศไทยต้องการส่งนักฟุตบอลไปแข่งขันฟุตบอลโลก หรือสร้างนักกีฬาอาชีพระดับโลก ระบบกีฬาไทยจำเป็นต้องทำงานเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่ปัจจุบันแต่ละหน่วยงานทำงานแยกส่วน ต่างคนต่างตั้งงบประมาณ จัดการแข่งขัน และกำหนดโครงการของตนเอง โดยไม่มีแผนร่วมกันว่าจะสร้างนักกีฬาอาชีพอย่างไร
ตั้งคำถามสร้างสนามกีฬาใหม่ที่บุรีรัมย์
น.ส. ชลณัฏฐ์ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นโครงการเดียวของปีนี้ โครงการดังกล่าวเป็นอาคารกีฬาขนาด 5,000 ที่นั่ง วงเงินผูกพัน 325 ล้านบาท โดยปีแรกใช้งบประมาณ 48 ล้านบาท
โดยตั้งคำถามว่า จังหวัดบุรีรัมย์มีโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาอยู่แล้ว ทั้งสนามฟุตบอลมาตรฐาน FIFA และสนามแข่งรถระดับโลก การก่อสร้างสนามแห่งใหม่ในจังหวัดเดิมมีความจำเป็นเพียงใด และมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนหรือไม่ว่าพื้นที่ใดควรได้รับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานกีฬา
น.ส. ชลณัฏฐ์ ย้ำว่า ไม่ได้คัดค้านการลงทุนในจังหวัดบุรีรัมย์ แต่ต้องการเห็นหลักเกณฑ์การกระจายงบประมาณที่เป็นธรรมและอิงความจำเป็น
ขอรัฐบาลชี้เป้าหมายงบ MotoGP 4,000 ล้านบาท
น.ส. ชลณัฏฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้คัดค้านการจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก เพราะเห็นว่าช่วยสร้างบรรยากาศ กระตุ้นการออกกำลังกาย และส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า การลงทุนเหล่านี้ช่วยพัฒนาระบบกีฬาไทยอย่างไร โดยเฉพาะโครงการ MotoGP ที่ประเทศไทยใช้งบผูกพันช่วงปี 2566-2569 แล้วกว่า 1,300 ล้านบาท และมีแผนผูกพันงบเพิ่มอีกประมาณ 4,000 ล้านบาทในระยะ 5 ปี
รัฐบาลจึงควรชี้แจงว่า งบดังกล่าวจะช่วยพัฒนานักแข่งไทย บุคลากรมอเตอร์สปอร์ต และการถ่ายทอดองค์ความรู้ จนทำให้ประเทศบรรลุเป้าหมายด้านกีฬาได้อย่างไร
สำหรับโครงการ Youth Development วงเงิน 129 ล้านบาท เห็นด้วยกับแนวทางการพัฒนาเยาวชน แต่ยังไม่เห็นตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน เสนอให้รัฐบาลใช้งบประมาณสร้าง "ระบบนิเวศกีฬา" ที่ครบวงจร ตั้งแต่การค้นหาเยาวชนที่มีศักยภาพ การลงทุนด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา การสนับสนุนทุนการศึกษา และการสร้างเส้นทางสู่นักกีฬาอาชีพอย่างเป็นระบบ พร้อมย้ำว่า เด็กไทยมีพรสวรรค์ แต่สิ่งที่ขาดคือระบบที่ทำให้พรสวรรค์เหล่านั้นเติบโต
งบประมาณด้านกีฬาจะมีความหมายก็ต่อเมื่อสามารถตอบได้ว่า ช่วยให้คนคนหนึ่งก้าวไปเป็นนักกีฬาอาชีพได้อย่างไร ยกระดับคุณภาพชีวิตนักกีฬาได้อย่างไร และทำให้ระบบกีฬาไทยพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างไร
หากการกีฬาแห่งประเทศไทยยังคงยึดเป้าหมายการพัฒนานักกีฬาสู่ความสำเร็จระดับนานาชาติ และการสร้างเศรษฐกิจจากกีฬา งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ก็ควรถูกใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ไม่ใช่เพียงการจัดการแข่งขันหรืออีเวนต์ขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ต้องสร้างระบบกีฬาไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว