โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

จับตาบอร์ด EEC เคาะอนาคตไฮสปีด 3 สนามบิน เดิมพันเศรษฐกิจภาคตะวันออก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี (EEC) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ไฮสปีด 3 สนามบิน) ภายหลังบริษัท เอเชีย เอรา วัน ซึ่งมีกลุ่มซีพี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แจ้งใช้สิทธิตามสัญญาเพื่อยุติสัญญาร่วมลงทุนว่า ขั้นตอนหลังจากนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และบริษัทเอกชนในฐานะคู่สัญญาจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญา

ทั้งในส่วนของสิทธิ หน้าที่ และประเด็นทรัพย์สินหรือค่าเสียหายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในส่วนอีอีซี จะต้องนำเรื่องเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ดอีอีซี) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อรับทราบการสิ้นสุดสัญญา และพิจารณาแนวทางดำเนินโครงการในระยะต่อไปว่าจะดำเนินการในรูปแบบใด

อย่างไรก็ดี ต้องเรียนว่าขณะนี้ยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาการประชุมได้ ต้องรอการกำหนดวันประชุมจากนายกรัฐมนตรีก่อน เรื่องของสัญญาเป็นเรื่องระหว่างร.ฟ.ท. กับเอกชน เมื่อสัญญาสิ้นสุดแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็ต้องไปดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญา ส่วนภาครัฐต้องมาดูว่าโครงการจะเดินหน้าต่ออย่างไร เพราะระบบรางที่เชื่อมสนามบินอู่ตะเภายังจำเป็นต้องมี แต่จะเป็นรูปแบบใด ต้องมาพิจารณากันอีกครั้ง

ร.ฟ.ท.-เอเชีย เอรา วันต้องเจรจากันเอง

ส่วนประเด็นการชดเชยหรือค่าเสียหายต่างๆ รวมถึงค่าเสียเวลา เสียโอกาสการใช้ไฮสปีดเทรนด์นั้น เป็นเรื่องที่ร.ฟ.ท.และเอเชีย เอรา วัน คู่สัญญาจะต้องเจรจากันเอง ซึ่งอีอีซีไม่ได้เป็นคู่สัญญา จึงไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงรายละเอียดได้

จับตาบอร์ด EEC เคาะอนาคตไฮสปีด 3 สนามบิน เดิมพันเศรษฐกิจภาคตะวันออก

“หากให้เปรียบเทียบ ก็เหมือนคนแต่งงานกันแล้วหย่า ยุติความสัมพันธ์ แต่ละฝ่ายต้องไปแบ่งสิทธิและทรัพย์สินกันเอง ค่าเสียหาย ค่าลงทุนที่ลงทุนไปก่อนหน้านี้ ก็ต้องไปตกลงกัน ส่วนที่บริษัทเอกชนชี้แจงว่า ไม่ได้ถอนการลงทุน แต่เป็นการใช้สิทธิตามสัญญานั้น คือการเลือกใช้ถ้อยคำเป็นสิทธิของเอกชน แต่ในข้อเท็จจริง หากสัญญาสิ้นสุดลง ก็ถือว่า สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ รวมถึงสิทธิการบริหารแอร์พอร์ตลิ้งค์ก็ต้องจบลงด้วย โดยรายละเอียดสามารถพิจารณาได้จากข้อกำหนดในสัญญา”

สำหรับแนวทางดำเนินโครงการหลังจากนี้ จะต้องหารือร่วมกับ ร.ฟ.ท.เพื่อกำหนดรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดว่า จะใช้แนวทางเดิมแล้วปรับรูปแบบใหม่ หรือดำเนินการในลักษณะใด ซึ่งเป้าหมายสำคัญที่สุด คือ การเชื่อมต่อระบบคมนาคมไปยังสนามบินอู่ตะเภาให้เกิดขึ้นโดยเร็ว และต้องเกิดขึ้นไปพร้อมกัน จึงยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะต้องเปิดประมูลใหม่หรือไม่ เพราะต้องหารือรายละเอียดก่อน สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรไม่ให้ประเทศเสียเวลาไปมากกว่านี้ เราเสียเวลากับโครงการนี้มานานแล้วถึง 8 ปี

อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนนั้น สิ่งที่ภาครัฐควรทำในเวลานี้คือเร่งกำหนดแนวทางใหม่ให้เกิดความชัดเจน มากกว่ากลับไปถกเถียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เพราะอดีตก็แก้ไขไม่ได้จะมัวแต่ยืนอยู่กับที่หรือจะเดินหน้าต่อ

มองว่าควรเดินหน้าเพราะถ้ามัวแต่รื้ออดีต ก็ไปไม่ถึงอนาคต ขณะที่รูปแบบโครงการในอนาคต ยังไม่จำเป็นต้องสรุปว่า จะต้องเป็นรถไฟความเร็วสูงเหมือนเดิมหรือไม่ ทุกทางเลือกยังเปิดกว้าง หากรัฐบาลเห็นว่ายังควรเดินหน้าในรูปแบบเดิมก็สามารถทำได้ แต่จะต้องใช้เวลาในการออกแบบและจัดทำกระบวนการใหม่ทั้งหมด

เวลานี้หนึ่งในทางเลือก คือ แนวคิดระบบรางระยะประมาณ 160 กิโลเมตร แต่ทั้งหมดต้องหารือร่วมกับร.ฟ.ท. เปรียบเทียบทุกทางเลือก เพราะเป้าหมายสำคัญคือ ไม่ให้ประเทศเสียเวลาไปมากกว่านี้ ส่วนที่ว่านักลงทุนไม่เชื่อมั่นในการลงทุนแล้วนั้น ถ้าจะไม่เชื่อมั่นก็ไม่เชื่อมั่นตั้งแต่แรกอยู่แล้วไม่เกี่ยวกับว่าโครงการล้ม แล้วที่ว่าบางธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว ดิสนีแลนด์ ที่เคยจะมาลงทุนในไทยอาจไม่มาลงทุนแล้ว เพราะไม่มีไฮสปีด แต่ไม่ได้บอกว่า ไม่มีรถไฟแล้ว ยังมี แต่แค่ความเร็วมันลดลง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...