Lemon Law ฉบับไทย หมดยุค ‘สินค้าไม่ได้คุณภาพ’ ที่ผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบ
ลองจินตนาการว่า คุณเป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดาคนหนึ่งที่ตั้งใจจะสร้างครอบครัว คุณตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าหวังประหยัดค่าน้ำมัน แต่แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าในไทยมีมากมาย คุณจึงตัดสินใจเลือกซื้อรถแบรนด์ยุโรปที่โด่งดังด้านความปลอดภัย แม้ราคาจะแพงกว่าหน่อยแต่คุณก็ย่อมจ่ายเพื่อความสบายใจ หลังจากนั้นไม่นาน คุณก็ได้อ่านข่าวรถยนต์รุ่นเดียวกันไฟไหม้เนื่องจากปัญหาความร้อนของแบตเตอรี่ ที่สำคัญคือ เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ประเทศไทย
รถยนต์ที่คุณทุ่มเงินที่เก็บหอมรอมริบมาค่อนชีวิตเพื่อใช้เป็นเงินดาวน์ ยอมเป็นหนี้ภาระผูกพันอีกหลายปีเพื่อผ่อนชำระ รถยนต์ที่ควรจะอำนวยความสะดวกสบายและสร้างความสบายใจให้ กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้คุณกังวลทุกครั้งที่ขับ
และยิ่งเมื่อคุณรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ได้เกือบเดือน ก็ยิ่งไม่กล้าจะเอาชีวิตน้อยๆ มาเสี่ยง แม้บริษัทเจ้าของแบรนด์จะพยายามชดเชยและพร้อมเปลี่ยนแบตเตอรี่รุ่นใหม่ให้ฟรี แต่สิ่งเดียวที่คุณต้องการคือ อยากได้เงินคืน
แน่นอนว่า ประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค แต่กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ระบุกรอบเวลาในการซ่อมแซมหรือกระบวนการแก้ไขที่ชัดเจนเพียงพอ อีกทั้งภาระในการพิสูจน์ความบกพร่องยังตกเป็นของฝั่งผู้ซื้อ ที่ผ่านมาผู้บริโภคก็ได้แต่ทำใจ พลางคาดหวังให้ผู้ขายมีความรับผิดชอบ เพราะการพึ่งพากระบวนการยุติธรรมดูเป็นเรื่องเสียเงินและเสียเวลาโดยยากจะคาดเดาผลลัพธ์ แต่อีกไม่นานปัญหาดังกล่าวจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่างกฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. หรือ Lemon Law
กฎหมายดังกล่าวเปิดทางให้ผู้บริโภคเลือกแนวทางการเยียวยาที่ชัดเจนเมื่อสินค้าที่ซื้อมา ไม่ว่าจะเป็นสินค้าทั่วไป สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงรถยนต์และรถจักรยานยนต์นั้นไม่ได้คุณภาพ เสียซ้ำเสียซาก โดยซ่อมแซมแล้วก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ กฎหมายฉบับนี้จะกำหนดกรอบเวลาการซ่อมแซมที่ชัดเจน เพิ่มสิทธิในการขอเปลี่ยนสินค้าใหม่ทันทีกรณีพบข้อบกพร่องที่เป็นสาระสำคัญ นอกจากนี้ ภาระในการพิสูจน์ข้อบกพร่องยังตกเป็นของผู้ขายอีกด้วย
ทำไมต้องเรียกว่า Lemon Law
คำว่า ‘เลมอน’ นี้มีที่มาจากตลาดรถยนต์ในสหรัฐอเมริกา การซื้อรถยนต์ในตลาดรถยนต์มือสองก็คล้ายกับลอตเตอรี่ เพราะเราแทบไม่มีทางรู้ว่า รถยนต์ที่กำลังจะซื้อนั้นผ่านอะไรมาบ้าง ชาวอเมริกันจึงมีชื่อเล่นสำหรับเรียกรถยนต์มือสองคุณภาพดีว่า ‘พีช’ ส่วนรถยนต์มือสองที่ภายนอกสวยแต่ใช้ไม่นานก็ต้องซ่อมแล้วซ่อมอีกว่า ‘เลมอน’ ในทางกลับกัน ผู้ขายคือฝ่ายที่รู้เป็นอย่างดีว่ารถยนต์คันไหนมีประวัติความเป็นมาอย่างไร ดังนั้นฝั่งผู้ขายจึงพอจะทราบว่าคันไหนน่าจะมีปัญหา
ในปี 1970 จอร์จ อะเคอลอฟ (George Akerlof) นักเศรษฐศาสตร์หนุ่มต้องการอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวในตลาดรถมือสอง ในสถานการณ์ที่รถยนต์มีทั้งพีชและเลมอนผสมกัน ผู้บริโภคที่มีเหตุมีผลย่อมไม่ยอมจ่ายเงินซื้อในราคาพีช ส่วนผู้ขายย่อมไม่ยอมขายรถยนต์ในราคาเลมอน ดังนั้นราคาในตลาดรถยนต์มือสองจึงเป็น ‘ราคาเฉลี่ย’ ระหว่างรถที่ดีกับรถที่ห่วย
อย่างไรก็ตาม ราคาเฉลี่ยที่ว่านี้ย่อมต่ำกว่าราคาที่เจ้าของรถมือสองคุณภาพสูงยินดีจะขาย พวกเขาจึงเลือกที่จะเก็บรถเอาไว้ หรือไม่ก็ประกาศขายเองโดยไม่ต้องผ่านเต็นท์รถมือสอง เมื่อรถพีชทยอยถอนตัวออกจากตลาด สัดส่วนรถเลมอนก็เพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ผู้บริโภคก็จะยอมจ่ายราคาที่น้อยลงไปอีก หมุนวนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตลาดมือสองมีแต่รถคุณภาพต่ำ ในขณะที่ราคาขายก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
อะเคอลอฟอธิบายว่า ตัวการสำคัญที่นำไปสู่สถานการณ์เลวร้ายนี้ไม่ใช่ความโลภ แต่เกิดจากการที่ผู้ซื้อและผู้ขายมีข้อมูลไม่เท่าเทียมกัน หรือช่องว่างด้านข้อมูลข่าวสาร (Information Gap) หากปิดช่องว่างนี้ได้ ก็จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่น และตลาดจะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ข้อเสนอของเขานำไปสู่ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่โด่งดังที่สุดทฤษฎีหนึ่ง และทำให้อะเคอลอฟได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2001
แต่ก่อนที่รัฐบาลจะออกกฎหมายใดๆ มาแก้ปัญหาดังกล่าว ตลาดก็หาทางรับมือปัญหาเลมอนด้วยการรับประกัน บริษัทที่จำหน่ายรถยนต์คุณภาพสูงย่อมพร้อมรับประกัน เช่น ‘ซ่อมฟรี 1 ปีแรก’ หรือ ‘มีปัญหายินดีคืนเงินภายใน 3 เดือน’ เพราะพวกเขามั่นใจในคุณภาพสินค้า และเชื่อว่าต้นทุนเหล่านั้นจะไม่ได้มากมายอะไร ในทางกลับกัน บริษัทที่ไม่มั่นใจในคุณภาพสินค้าย่อมไม่กล้ารับประกันในแบบเดียวกัน นี่คือการ ‘ส่งสัญญาณ’ ถึงคุณภาพสินค้า ยิ่งรับประกันยาวนาน ยิ่งสะท้อนว่าผู้ขายเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าของตนเองอย่างแรงกล้านั่นเอง
ที่ผ่านมากฎหมายเลมอนของไทยอาจไม่ได้มีความจำเป็นนัก ส่วนหนึ่งเพราะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ มอเตอร์ไซค์ และรถยนต์ของบ้านเราผลิตและจัดจำหน่ายโดยแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและน่าเชื่อถือ พร้อมระบบรับประกันและซ่อมแซมที่ชัดเจนและครอบคลุมโดยผู้ขาย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเราเจอกับสารพันสินค้าแบรนด์ใหม่ที่อาจไม่คุ้นชื่อและไม่คุ้นตา บางแบรนด์มีจำหน่ายตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า บางบริษัทไม่มีตัวแทนในประเทศไทย อู่ซ่อมแซมไม่เพียงพอ หรือการรับประกันไม่ชัดเจน สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้รัฐจำเป็นต้องออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
Lemon Law จากเทศถึงไทย
กฎหมาย Lemon Law ฉบับแรกที่ถูกบังคับใช้ เกิดขึ้นที่รัฐคอนเนทิคัต สหรัฐฯเนื่องจากผู้บริโภคจำนวนมากเผชิญปัญหารถยนต์ใช้งานไม่ได้ หรือต้องซ่อมแซมบ่อยครั้ง แม้เพิ่งซื้อมาใหม่ไม่นาน ในขณะที่ผู้ขายก็ไม่รู้ร้อนรู้หนาว และยังขายรถยนต์ดังกล่าวต่อไปอย่างหน้าตาเฉย ในปี 1982 รัฐคอนเนทิคัตจึงบังคับใช้กฎหมายที่ผู้ผลิตจะต้องเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่หรือคืนเงินให้ผู้ซื้อ ในกรณีที่รถยนต์บกพร่องหรือไม่สามารถซ่อมแซมได้ภายในกรอบเวลากำหนด หลังจากนั้นราว 1 ทศวรรษ กฎหมายดังกล่าวก็บังคับใช้แทบทั้งสหรัฐฯ
แม้ว่ากฎหมายเลมอนในสหรัฐฯ จะเน้นให้ผู้ผลิต ‘ซื้อคืน’ สินค้า พร้อมกับตีตราว่ารถยนต์ที่ซื้อคืนคันนั้นเป็น ‘เลมอน’ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่สนใจจะซื้อคนต่อไปมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างครบถ้วน ส่วนยุโรปเลือกใช้วิธีการที่เรียบง่ายกว่า โดยผู้ขายจะต้องรับประกันอย่างน้อย 2 ปีและหากสินค้าเสียหายภายในปีแรก ให้สันนิษฐานว่าความบกพร่องนั้นมีมาตั้งแต่แรกแล้ว ขณะที่สิงคโปร์ก็มีกฎหมายเลมอนเช่นกัน โดยมีความโดดเด่นสำคัญคือ ช่องทางระงับข้อพิพาทด้วยศาลคดีมโนสาเร่ (Small Claims Tribunals)ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ต้องใช้ทนายความ เพื่อประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาในกระบวนการ
สำหรับร่างกฎหมาย Lemon Law ของไทย ก็นับว่าเป็นฉบับมาตรฐานที่กำหนดกรอบเวลาและสิทธิต่างๆ ของผู้บริโภค ซึ่งแน่นอนว่าผู้ซื้ออย่างเราๆ ท่านๆ ย่อมได้รับประโยชน์เต็มๆ เช่นเดียวกับผู้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐานก็ได้ประโยชน์เช่นกัน เพราะกฎหมายนี้ย่อมบีบให้บริษัทที่ผลิตสินค้าคุณภาพต่ำอยู่ไม่ได้ นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะความเชื่อมั่นของผู้บริโภคว่าจะได้รับการคุ้มครอง ย่อมนำไปสู่ธุรกรรมซื้อขายสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น สรุปคือมีแต่ได้กับได้
ส่วนฝ่ายที่เสียประโยชน์มากที่สุดคือ เหล่าบริษัทที่ผลิตสินค้าคุณภาพต่ำออกมาวางขาย เพราะหลังจากนี้มีภาระความรับผิดชอบเต็มๆ จากความบกพร่องดังกล่าว ส่วนกลุ่มที่โดนหางเลขไปด้วย คือตัวกลางทางการเงินที่ให้บริการผ่อนชำระหรือปล่อยสินเชื่อ เพราะวันดีคืนดีผู้ซื้ออาจขอพักชำระหนี้เนื่องจากสินค้าไม่ได้คุณภาพ ทั้งที่ปัญหาเหล่านั้นเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต และเหล่าตัวกลางที่เป็นแหล่งเงินทุนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเหล่านั้นแต่อย่างใด ซึ่งอาจนำไปสู่การปล่อยสินเชื่อที่ระมัดระวังและเคร่งครัดกว่าในอดีต
อย่างไรก็ตาม ประเด็นหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือ การที่กฎหมายดังกล่าวเปรียบเสมือนการที่รัฐบังคับให้เอกชนผู้ขายสินค้าพ่วงการประกันเข้าไปด้วย ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่เอกชนจะผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค นอกจากนี้ กฎหมายเลมอนยังมีโอกาสกลายเป็นการกีดกันผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากการยกระดับคุณภาพสินค้าหรือบริการเช่นนี้ มักจะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น และอาจทำให้กลุ่มคนยากจนเข้าถึงสินค้าและบริการดังกล่าวได้น้อยลงนั่นเอง
กฎหมายฉบับนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค แต่ในขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องติดตามผลลัพธ์หลังกฎหมายดังกล่าวบังคับใช้ พร้อมกับเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ จากการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าของผู้ผลิต
เอกสารประกอบการเขียน
June 4: America’s First “Lemon Law”
The Market for "Lemons": Quality Uncertainty and the Market Mechanism