เปิดลิสต์หุ้นรับอานิสงส์ หลัง ADB ดันโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเอเชีย
การผลักดันงบลงทุนมูลค่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐของ Asian Development Bank (ADB) เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและดิจิทัลทั่วภูมิภาคเอเชีย ยิ่งตอกย้ำแนวโน้มที่ไทยกำลังเร่งเดินหน้าอยู่แล้ว นั่นคือการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง AI และดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โครงการดังกล่าวที่ประกาศในเดือนพฤษภาคม 2026 มีเป้าหมายเพื่อขยายระบบการเชื่อมต่อดิจิทัล (Digital Connectivity), โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ (Cloud Infrastructure), และระบบพลังงานที่จำเป็นต่อความต้องการ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม วงจรการลงทุนของไทยเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ก่อนการประกาศของ ADB แล้ว หลังคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลรวมมูลค่ากว่า 720,000 ล้านบาท โดยมีบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก อย่าง Microsoft, AWS, Google และ TikTok ขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง
โดยตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2026 บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ได้หยิบยกหุ้นหลายตัวในธีมนี้ ที่ดูมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเติบโตของปริมาณการรับส่งข้อมูล (Data Traffic), ความต้องการใช้ไฟฟ้า, การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม, และงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับการขยายตัวของผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก
ซึ่งเมื่อข่าวของ ADB ออกมา ก็ยิ่งตอกย้ำโอกาสที่หุ้นของบริษัทเหล่านี้จะได้รับประโยชน์สูง ทำให้เราต้องกลับมาจับตาหุ้นเหล่านี้กัน
กลุ่มโทรคมนาคม ได้อานิสงส์จากการเติบโตของ AI
หนึ่งในกลุ่มที่ถูกมองว่าได้ประโยชน์ชัดเจนคือผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของไทยอย่าง ADVANC และ TRUE
ดาต้าเซ็นเตอร์ที่รองรับ AI ยุคใหม่ต้องการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง, ความหน่วงต่ำ (Low-Latency), และโครงสร้างไฟเบอร์ (Fiber Infrastructure) ความหนาแน่นสูง เพื่อรองรับการประมวลผลและการรับส่งข้อมูลจำนวนมหาศาล
ก่อนหน้านี้ บล.กรุงศรี มองว่า ADVANC มีจุดแข็งจากกลยุทธ์โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทั้งบริการคลาวด์สำหรับองค์กรและโซลูชัน Private 5G ซึ่งอาจช่วยสร้างรายได้ประจำระยะยาวจากบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติที่ดำเนินธุรกิจในไทย
นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายแห่งยังนิยมจัดเก็บและรับส่งข้อมูลภายในประเทศ เนื่องจากข้อกำหนดด้านอธิปไตยข้อมูล (Data Sovereignty) ซึ่งยิ่งเพิ่มความสำคัญให้กับผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมในประเทศ
กลุ่มพลังงาน มีโอกาสได้แรงหนุนจากความต้องการไฟฟ้าระยะยาว
ไฟฟ้าอาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของการขยายตัว AI ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่สำหรับ AI สามารถใช้ไฟฟ้าเทียบเท่าหลายหมื่นครัวเรือน โดยเฉพาะเมื่อการฝึกโมเดล AI ที่ใช้หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งนี้ทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้าไทยอย่าง GULF และ GPSC ถูกมองว่าอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ
บล.กรุงศรี มองว่าทั้งสองบริษัทมีความเกี่ยวข้องกับโครงการพลังงานขนาดใหญ่ (Utility-Scale Energy Projects) และมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการจัดหาไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพให้กับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ได้ประโยชน์จากการขยายตัวของ Hyperscalers
ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้ต้องการเพียงเซิร์ฟเวอร์และไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังต้องการที่ดินขนาดใหญ่พร้อมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น
สถานีไฟฟ้าแรงสูง (High-Voltage Substations)
ระบบไฟเบอร์ออปติก (Fiber Optic Connectivity)
ระบบน้ำ
โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม
ใบอนุญาตและผังอุตสาหกรรม
นี่จึงเป็นเหตุผลที่บริษัทพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอย่าง AMATA และ WHA ถูกมองว่าอาจเป็นผู้ได้รับประโยชน์สำคัญ
พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์หลักของไทย เนื่องจากมีที่ดินพร้อมระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว ช่วยลดระยะเวลาการก่อสร้างของโครงการขนาดใหญ่ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกแข่งขันกันเพิ่มกำลังรองรับ AI ในภูมิภาค พื้นที่อุตสาหกรรมแบบ “พร้อมสร้างทันที” (Ready-to-Build) ก็อาจกลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ
กลุ่มก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน อาจได้แรงหนุนจากรอบลงทุนใหม่
การก่อสร้างศูนย์ข้อมูลสำหรับ AI ยังสร้างโอกาสให้กับบริษัทวิศวกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน บริษัทอย่าง CK และ BEM อาจได้รับประโยชน์จากงานด้านต่างๆ เช่น
ระบบระบายความร้อนเฉพาะทาง
การวางสายไฟเบอร์ใต้ดิน
ระบบไฟฟ้ากำลังสูง
งานเสริมความแข็งแรงป้องกันแรงสั่นสะเทือน
การขยายระบบสาธารณูปโภค
ก่อนหน้านี้ กรุงศรีมองว่าบริษัทเหล่านี้อาจได้ประโยชน์จากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Foreign Direct Investment: FDI) และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก
และต่างจากการก่อสร้างทั่วไป ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Hyperscale มีความซับซ้อนสูง ต้องใช้ระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และวิศวกรรมเฉพาะทาง ทำให้ผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์อาจมีโอกาสสร้างรายได้ระยะยาวจากโครงการเหล่านี้ได้มากขึ้น
ทำไมธีมนี้จะยังไปต่อได้
การประกาศของ ADB ไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มสำหรับธีมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่เป็นการยืนยัน แนวโน้มที่เกิดขึ้นในไทยอยู่แล้ว เพราะไทยสามารถดึงดูดโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจำนวนมากได้ก่อนที่แผนลงทุนระดับภูมิภาคจะถูกประกาศออกมาเสียอีก
ขณะเดียวกัน การที่กรุงศรียังคงเป้าหมายดัชนี SET ที่ระดับ 1,600 จุดในเดือนพฤษภาคม 2026 พร้อมย้ำธีมผู้ได้ประโยชน์กลุ่มเดิม สะท้อนว่านักวิเคราะห์ยังมองเห็นโอกาสการเติบโตต่อเนื่องอีกหลายปี