โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สารบัญรัตติกาล “..การตกหลุมรัก... ไม่เคยแก่ชรา..”

สยามรัฐ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

ปากกาขนนก/สกุล บุณยทัต

ในความเหลื่อมซ้อนของวันเวลา ความเชื่อมโยงต่อประเด็นอันเป็นเนื้อในของชีวิต ย่อมคาบเกี่ยวระหว่างกันและกัน จนบังเกิดเป็นมิติแห่งการเคลื่อนขยายต่อธารสำนึกแห่งตัวตนอย่างต่อเนื่องและพันผูกไม่รู้จบ… ทุกสิ่งมีจังหวะเวลาที่จะแปรค่าลมหายใจในแต่ละสัดส่วนออกมา… เป็นเรื่องราวที่กัดกินใจในหัวใจอันไม่รู้จบรู้สิ้น… ตราบเท่าที่ความมืดและความไสวสว่าง จะฉายประกายแห่งความจริงทั้งหลายทั้งปวงให้ “โลกและโลกย์” ได้ประจักษ์…!

“การตกหลุมรัก… ไม่เคยแก่ชรา” อาจถือเป็นนิยามหนึ่ง ซึ่งแสดงถึงลำดับการณ์แห่งภาวะ “รับรู้ในรู้สึก” ของสรรพชีวิต ที่อุบัติขึ้นทั้งด้วยความแผ่วเบาและเปลวประทีปที่รุนแรง… เหนือกระแสอารมณ์ที่ไม่อาจปิดกั้นได้… จากมายาคตินานา ที่คอยโหมซัดใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า…!

“….ใครหรือจะปฏิเสธแสงจันทร์ ก่อนปีนี้ เจ้ามากับลม / ทิ้งตัวล้มนอน บนตักข้า กลิ่นตัวเจ้า… เหมือนกลิ่นเจ้าสาวอ่อนๆ / ข้าตกหลุมรักเจ้า ราวตกหลุมรักหญิงสาว… ที่ไม่ได้แก่ชรา / ข้าตกหลุมรักเจ้า การตกหลุมรัก… ไม่เคยแก่ชรา…/”

สาระอันงดงามเบื้องต้น… คือนัยแห่งภาพรวมของชุมนุม “บทกวี” ที่สื่อสารถึง “ภาวะรู้สึก” ด้านใน สู่ความเหลื่อมล้ำแห่งการเปิดเปลือยในตัวตนด้วย “จิตวิญญาณสำนึก” รวมทั้ง… ความอ่อนโยนและกล้าแกร่งภายใต้พลังสร้างสรรค์ของการมีชีวิตอยู่…!

“การมีชีวิตอยู่ / ซ่อนเก็บความฝันกันไวอย่างลึกลับ เราหยิบมีดเฉือนเนื้อจากเขียง / ชิมรสชาติ ยกแก้วไวน์ขึ้นดื่ม / _ลิ้นของเรา… / ปากของเรา… ..รสซึ่งกลายเป็นความทรงจำ / ..รสซึ่งกลายเป็นความฝัน …ความฝันที่มีรสลึกลับ… ดั่งจิตใจมนุษย์”

“สารบัญรัตติกาล”… รวมทัศนะเหนืออารมณ์ความรู้สึกในนามของบทกวี… ที่ยืนยันถึงความมีอยู่นานาภายใต้การดำรงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความแปรปรวนขัดแย้ง การสอดผสานกลมกลืน หรือกระทั่งความคลุมเครือซับซ้อนอันไม่รู้จบ! ทั้งหมดคือเหล่ากุญแจดอกสำคัญในการขานไข “ภาพสะท้อนแห่งภาพสะท้อนของชีวิต” ให้ได้หยั่งเห็นถึงความจริงนานาที่กลับด้าน… แปลกต่าง… แปลกหน้า และชวนถกเถียง… โดยกวีหนุ่มนักสังเกตการณ์โลกกว้างอันวิกฤต “ชานนท์ ญาณากร”

“แล้ววันเวลาก็เป็นสนิม / พระเจ้า ดูที่นั่นห่างไกล / … นั่งลงสิ! พระเจ้า คล้ายคลึงพระเจ้า / และตัวฉัน../ ที่เหมืองทองแห่งหนึ่ง / ฝนตกหนัก / นี่เอง! / เมื่อวาน เงียบๆ / ฉันพูดให้ตัวเองฟัง / ความหมาย ซึ่งคุณอาจไม่ได้ยิน / พูดในจิตใจ เงียบๆ / ฉันพูดให้ตัวฉันเองฟัง!”

ความนัยเชิง “กลับด้าน” ในบทกวี “พระเจ้าในตนเอง” บทนี้ แสดงให้เห็นถึงแสงแห่งสำนึกอันเร้นลึก… แม้จะปรากฏพลังเสียงออกมาอย่างผะแผ่ว… แต่คนของโลกก็ย่อม “สัมผัสในสัมผัส” ได้ว่า… มันเป็นคำพูดที่พูดหยั่งลึกอยู่ในจิตใจ… อันยากจะหลบเร้น..! “ฉันพูดให้ตัวเองฟัง.. เงียบๆ… แล้วเวลาก็เป็นสนิม!!!”

งานเขียนของ “ชานนท์” ค่อยๆ ซึมลึกเข้าสู่ความแปลกแยกอันหมุนคว้างทางความรู้สึก เป็นการเผชิญหน้ากับองค์ความคิดที่ไขว้สลับกับวิถีสามัญอันกลืนกลาย… เหมือนดั่งการค่อยๆ แทะเล็มพุทธิปัญญา… ด้วยกลไกเชิงซ้อนแห่ง “ลีลากวี”… เหตุนี้… บทกวีส่วนหนึ่งของเขา… จึงคล้ายดั่งถูกกักขังไว้ในคอกขังแห่งสถานการณ์อัน… มืดดำล้ำลึก… อยู่อย่างนั้น…!

“แล้วฉันก็ถูกกักขังไว้ในกระจกสีดำ / แล้วฉันก็ถูกกักขังไว้ในกระจกสีดำ ลิงก์ซ้ำย้ำเน้นภาวะอันซ้ำซาก ไร้สาระ และผะอืดผะอม… (…) ความฝันของฉันอิงแอบแนบชิดสีดำ…”

สัญญะแห่งบทกวี “รัฐประหาร” บทนี้ ย้ำเน้นถึงภาวะอันซ้ำซาก ไร้สาระ และผะอืดผะอมที่ชวนให้เบื่อหน่าย… ความฝันกับการทำรัฐประหาร ณ บางที่บางแห่ง อาจสถาปนาขึ้นมาเหมือนอาการเด็กเล่นขายของ แต่การขายตัวตนของตนด้วยผลลัพธ์อันตีบตันอยู่ซ้ำๆ ย่อมคือการเป็นเหมือนภาวะแห่งการครอบงำตัวเองด้วยสิ่งอันเป็น “แรงสะท้อนที่มืดดำ” เหมือนจะมองเห็น แต่ก็ไม่มีใครได้มองเห็น… “ความเจิดกระจ่าง” ผ่าน “กระจกแห่งเงาสะท้อน” เหล่านั้น… มันคือการ “รัฐประหารตัวตนในตัวตน” ที่จมปลักอยู่กับวังวนอุบาทว์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปร… ไม่ว่าเมื่อใด..!

บทกวีบทนี้… เล่นกับหมายเลขจำนวนครั้งที่เป็นนัยความหมาย และการไล่เรียงจำนวนครั้งที่น่าสะอิดสะเอียนในความทรงจำของใครต่อใครหลายๆ คน… ที่ไม่อาจลบเลือน! หากมองลึกเข้าไปในมโนสำนึกทางจิตวิญญาณ “ชานนท์” ได้ใช้กระแสสำนึก (Stream of Consciousness) ตีแผ่ภาวการณ์อันสับสน เปราะบาง ผ่านภาวะแห่งการค้นหาตัวเอง ท่ามกลางความซับซ้อนที่บดขยี้ตัวตนให้ทั้งกระอักและสำลักความสิ้นไร้ศักดิ์ศรีออกมา… อย่างสิ้นท่า..!

“ผู้มีกาย คล้ายคลึงกัน / ฉันมองเห็นเขา อยู่ตรงนั้น ยามเย็นอันชั่วร้าย / เราและพวกเราเด็กๆ/.. บางที เราควรจะโบยตีพวกเขาเสียบ้าง / ด้วยแส้ ด้วยไม้ ด้วยเชือก ซึ่งกลายเป็นลวดหนาม เพื่อมิให้ -พวกเขา- ผู้ใหญ่ / ลืมเลือนแผลเป็นอันสุขงาม / ความโศกเศร้าหรูหรา / กลางคืนคือเบื้องหนึ่ง ความหลงใหลทำให้สิ่งไม่มีชีวิต / เกิดขึ้นเป็นเรื่องราว /”

ความซ้ำและคำซ้ำในเนื้อในแห่งบทกวีชุดนี้… เปรียบดั่งสารบัญชีวิตที่ร่ายเรียง “ปริศนาที่ค้างคาใจ” ออกมาเป็นภาพวาดของความทุกข์เศร้า มันร่ำระบายออกมาด้วยสีสันของการถูกกระทำที่ไขว้สลับอย่างน่าคลางแคลง… มันคือ “อวัยวะรองรับความทุกข์ทรมาน” ในรอยบาปแห่งตน… ของคนทุกคน… ณ วันนี้!

“… ฉันได้ยินเสียง ความทุกข์ กำลังทรมาน”

ฉันได้ยินเสียง ใบหูของเธอ ปากของฉัน*

ฉันได้ยินเสียง คางของเธอ หน้าผากของฉัน*

ฉันได้ยินเสียง นัยน์ตาของเธอ จมูกของฉัน*

ฉันได้ยินเสียง เหงือกของเธอ ฟันกรามของฉัน*

ฉันได้ยินเสียง อาหารของเธอ มือของฉัน*

ฉันได้ยินเสียง มีดของเธอ กระเพาะของฉัน* “ฉันได้ยินเสียง ความทุกข์ กำลังทรมาน!”

ครั้นเมื่อคนเราสูญเสียความเป็นตัวตนของตัวเอง เหมือนผู้คนส่วนใหญ่ของโลกวันนี้… เราจึงขาดซึ่งการควบคุมชีวิต สูญเสียสัมพันธภาพที่แท้จริงกับคนอื่น และมักโบยตีต่อตนเองว่า “ชีวิตขึ้นอยู่กับสิ่งภายนอก”… เพียงแค่นั้น..!

“…. โอ้! ใบหน้าที่ระทมทุกข์ / โอ้! ดวงตาที่สูญหาย โอ้! ใบหูซึ่งฟังไม่ได้ / โอ้! ร่างกายแห่งฉัน เหมือนประเทศที่ทุกข์ยาก / นอนเถอะ นอนเถอะ มนุษย์มีฝัน นอนเถอะ นอนเถอะ ประเทศมีฝัน / นอนเถอะ นอนเถอะ ร่างกายกำลังฝัน นกฝูงหนึ่งสีดำ นกฝูงหนึ่งสีขาว นกฝูงหนึ่งกำลังบิน…/”

ในทางจิตวิทย่ายุคใหม่ หลักการสำคัญที่เราจะรับมือความแปลกแยกได้ก็คือ… การต้องสร้างความสัมพันธ์และเกื้อกูลกับคนรอบข้าง การกลับคืนมาเข้าใจจิตใจภายในของตนเอง รวมทั้งการใฝ่หาคุณค่าของชีวิตเพื่อลดความโดดเดี่ยวในตน… ตลอดไป..!

“อย่าเป็นเช่นนั้นเลย / ความทุกข์ขมุกขมัวเหนือถนนหนทางมืดมิดสิ้นดี เหมือนเข็มหน้าปัดนาฬิกาเรือนเก่าหม่นหมอง / หัวใจไปทุกแห่งหน ร้องไห้! อย่าเป็นเช่นนั้นเลย / เหมือนบิดามารดาตาบอดมิยอมหลับใหล เหมือนเศษเหรียญในกระเป๋ากระทบกัน ก็สร้างเสียงปวดร้าวไปทั่วท้อง .. อย่าเป็นแบบนั้นเลย / อย่าเป็นเช่นนั้น และแบบนั้น..”

ระหว่างและท่ามกลางความจริงจังในหนักแน่น บทกวีในมิติสร้างสรรค์ของ “ชานนท์” เปรียบประหนึ่งสะพานข้ามภาวะสำนึกอันเหยียดยาวและสลับซับซ้อน… ประดับประดาไปด้วยรอยแผลแห่งริ้วรอยของการกระทำและถูกกระทำ… “ในความแข็งกร้าว หน่วงหนัก และคลางแคลงนั้น… มีความอ่อนโยน และนุ่มเนียนเฝ้าคอยอยู่ที่… ประตูแห่งความเงียบงัน”

“ถึงคุณผู้กุมหัวใจ / ค่ำคืนเล่าความฝันกับดวงดาว ดวงจันทร์คือกล่าวอธิษฐาน / ความคิดถึงบอกกล่าวความฝันแก่กัน ที่ประตูความเงียบ / ดวงจันทร์เอ๋ย ดวงจันทร์ ข้าร้องเพลงรัก ก้อนหิน และรัตติกาล! / ราตรีได้ปลุกหัวใจประกายคลื่น เธอเดินทางอยู่แสนไกลเหมือนดวงจันทร์ / ฉันเฝ้ามองเเธอเนืองดุจนกพิราบ ความฝันของเธอช่างนิจนิรันดร์ / เธอที่รัก ฉันร้อยเรียงบทกวีมากำนัลแด่เธอ..”

“สารบัญรัตติกาล”… ถือเป็นบทตอนทางความรู้สึก จากความรักถึงความรัก / จากความชังถึงความชัง… มันเป็นดั่ง “ถ้อยคำของกาลเวลา” ที่ตอกสลักความเป็นตัวตนของ “โลกแห่งชีวิต” ให้เข้ากับม่านฉากของการกระทำซ้อนการกระทำ… ให้ผสานเข้ากับหลืบมุมความคิดที่เร้นกายอยู่ในเงาอำพราง… ของจิตใจ..!

ทั้งหมด… คือความอ่อนโยนในแข็งกระด้าง / คือความแข็งกระด้างในมายาการแห่งชีวิต และคือ… ประพันธกรรมแห่งหลุมพรางของจิตวิญญาณ… ที่ทั้งตื่นและดับ… อันประกอบสร้างด้วยความพร่ามัวแห่งโลกและโลกย์! ด้วยจิตพิสัยอันคลุมเครือและเคลือบแคลง… และด้วยความซ้อนซับแห่งใจซ้อนใจอันวกวน… เวียนว่าย! มวลสำนึกแห่งบทกวีทั้งหมดจึงเสมือนว่า…

“โลก คือของขวัญ / กว่าบางครั้ง เสียงคลื่นโถมซัด / ชีวิตจักเป็นเช่นใด? / หากขาดความปรารถนา / ดวงตาหลับสนิท ชีวิตหลับตาลง เปลี่ยนแปลงใบหน้า เปลี่ยนเสื้อคลุมกาลเวลา… เมื่อฉันจุมพิตเธอ… ชีวิตเป็นเพียงชั่วครู่ขณะ… เท่านั้น!!!”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...