“สิทธิสุขภาพ” ในมือนักการเมือง
วันนี้มาพูดเรื่องร้อนแรงในวงสาธารณสุขกันบ้าง เมื่อในที่สุดสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตัดสินใจบรรจุยาฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ (Gender-Affirming Hormone Therapy)ในชุดสิทธิประโยชน์ให้กับกลุ่ม ผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยใช้งบประมาณกว่า 145 ล้านบาท ครอบคลุมประมาณ 2 หมื่นคน มีผลแล้ว 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา ก็ปลุกคำถามสวนขึ้นทันควันถึงความคุ้มค่าและเกณฑ์การพิจารณาหรือลำดับความสำคัญของสปสช.ในการเคาะให้สิทธิดังกล่าว เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่า “การแปลงเพศ” ไม่ใช่โรค และยังไม่เร่งด่วนถึงขั้นที่หากไม่ทำในวันนี้ก็ไม่ก็ไม่ถึงแก่ชีวิต เมื่อเทียบกับโรคอื่นๆ ที่รอให้สปสช.พิจารณาบรรจุให้ยา หรือหัตถการรักษาเข้าไป
เพราะในทางกลับกัน อย่างกรณีของ “วัคซีนไอพีดี : IPD” หรือ วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (Pneumococcal Disease) เป็นวัคซีนเสริมที่ใช้ป้องกันแบคทีเรีย Streptococcus pneumoniae ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบ (ปอดบวม) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และการติดเชื้อในกระแสเลือด โดยโรคเหล่านี้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง พิการ หรือเสียชีวิตได้
ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว เรื่องวัคซีนไอพีดีนั้น ทางกลุ่มกุมารแพทย์ผลักดันมา ว่า 10 ปี 20 ปีเพื่อให้เด็กไทยได้รับสิทธิ์ในการฉีดวัคซีนดังกล่าวฟรี แต่กลับไม่ได้รับการตอบสนอง จากบอร์ดสปสช. มีการโยกโย้ ยืดเยื้อ อ้างว่าต้องมีการศึกษาประสิทธิภาพความคุ้มค่าความคุ้มทุน ต่างๆ มากมาย กระทั่งมี เด็กต้องเสียชีวิตจากโรค เหล่านี้มากขึ้น บางคนไม่ตายก็พิการ กลุ่มกุมารแพทย์จึงแท็กทีม รวมพลังกันสู้เพื่อเด็กอีกครั้งสุดท้ายบอร์ดสปสช. ก็ยอมรับฟัง แต่เป็นเพียงการพิจารณาให้เพียง เป็นโครงการนำร่องเท่านั้น
ยิ่งเมื่อเทียบสิทธิประโยชน์ 2 เรื่องนี้ ยิ่งทำให้เกิดคำถามต่อการทำหน้าที่ของสปสช. ในฐานะผู้ซื้อบริการ ที่กำลังออกชุดสิทธิประโยชน์แบบสนอง "ฝ่ายการเมือง" ด้วยติดอยู่กับโมเดลความสำเร็จ "30 บาทรักษาทุกโรค" ที่สร้างชื่อให้กับ "พรรคไทยรักไทย" ในอดีตจนมาเป็น "เพื่อไทย" ในวันนี้ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าโครงการนี้ มีประโยชน์มากทำให้คนไทยเข้าถึงระบบการรักษาที่มีประสิทธิภาพ
แต่อย่างที่บอกว่าวันนี้ กลับยึดติดความสำเร็จในอดีต ทำให้นักการเมือง พรรคการเมืองอื่นๆ ที่หมุนเวียนเข้ามาดูแลงานด้านสาธารณสุข อยากจะมีสิทธิประโยชน์ที่เป็นลายเซ็นของตัวเอง ซึ่งหากบ้านเรา มีเงินถุงเงินถังมากพอการอัดชุดสิทธิประโยชน์ให้กับทุกกลุ่มคงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เมื่อเงินมีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย งบประมาณสำหรับสิทธิประโยชน์ที่จำเป็นยังชักหน้าไม่ถึงหลัง โรงพยาบาลขาดสภาพคล่องกันเป็นแถบจนต้องมาเปิดขอรับบริจาค
แต่สปสช.หลังทำงานแบบออกชุดสิทธิประโยชน์เน้นปริมาณ มากกว่าการจัดลำดับความสำคัญ จึงมีคำถามดังๆ จากการให้ "ฮอรโมนเพศ" ที่ถูกเสนอโดยองค์กรภาคประชาสังคมได้เสนอชุดบริการเข้าสู่การพิจารณาในโครงการพัฒนาสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (UCBP) ในปี 2563 สมัยนายอนุทิน ชาญวีรกูร นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นรมว.สาธารณสุขสมัยนั้น
แต่ปัดตกวัคซีนเด็กครั้งแล้วครั้งเล่า…เป็นเพราะเด็กๆ ยังเลือกตั้งไม่ได้หรือไม่ โดยเฉพาะ “การแปลงเพศ” กว่าบุคคลใด บุคคลหนึ่งจะตัดสินใจเรื่องนี้ได้ อายุอานามที่เข้าสู่วัยทำงาน นั่นหมายความว่าผันตัวเข้าสู่ “ระบบประกันสังคม” พ้นขอบเขตของสปสช.ที่ดูแลสิทธิบัตรทอง
เรื่องนี่ ล่าสุด "นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย” สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา เชิญสปสช.เข้าชี้แจง ถึงเหตุผลการเร่งรัดให้สิทธิประโยชน์ดังกล่าว หรือมีผลการศึกษา ถึงผลกระทบผลข้างเคียงความปลอดภัย จากการใช้ยาฮอร์โมนดังกล่าวอย่างละเอียดตลอดจนมีการศึกษาความคุ้มทุน คุ้มค่า อย่างไร โดยนพ.วีระพันธ์ ระบุว่า เท่าที่ศึกษามายังไม่มีข้อมูลส่วนนี้ออก มารองรับการอนุมัติสิทธิประโยชน์ดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้นคือเป็นการอนุมัติ ทั้งๆที่ยังไม่มีไกด์ไลน์หรือแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ยาดังกล่าวไปอย่างใด
นอกจากนี้ “ก่อนใช้ยาในกรณีที่แปลงเพศ คำถามคือตอนแปลงเพศผู้รับบริการใช้งบประมาณของตัวเองหรือไม่ หรือ สปสช ให้สิทธิ์การผ่าตัดแปลงเพศฟรีด้วย?" และนี่ก็เป็นคำถามสำคัญที่คนไทยอยากรู้ด้วย.