โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลูกา โมดริช และความโหดร้ายของฟุตบอลที่ไม่เคยปรานีแม้แต่ตำนาน

THE STANDARD

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ลูกา โมดริช และความโหดร้ายของฟุตบอลที่ไม่เคยปรานีแม้แต่ตำนาน

ฟุตบอลไม่ได้สัญญากับใครว่าจะมีตอนจบที่สวยงามเสมอไป ต่อให้คนนั้นจะเป็นหนึ่งในนักเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดของยุคสมัยก็ตาม

และเกมที่โปรตุเกสเอาชนะโครเอเชีย 2-1 ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026 สิ่งที่จบลงไม่ได้มีเพียงเส้นทางของทีมชาติโครเอเชียในทัวร์นาเมนต์นี้

หากยังอาจเป็นการปิดฉากฟุตบอลโลกของ ลูกา โมดริช กัปตันทีมชาติโครเอเชีย หนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดเท่าที่โลกฟุตบอลเคยมีมา

นี่ควรเป็นเกมที่ถูกพูดถึงในฐานะ “Last Dance” ของสองตำนาน คริสเตียโน โรนัลโด ในวัย 41 ปี และโมดริชในวัย 40 ปี แต่เมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น เรื่องราวกลับไม่สมมาตรแบบที่ฟุตบอลโรแมนติกควรเป็น

โรนัลโดยังได้ไปต่อ เขายิงประตูในรอบน็อกเอาต์ฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรกในอาชีพจากจุดโทษ ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออก และได้เห็น กอนซาโล รามอส โหม่งประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

ส่วนโมดริชต้องยืนมองทีมของตัวเองตกรอบจากข้างสนามแห่งความจริง ที่ไม่มีพื้นที่ให้ความดีงามในอดีตช่วยต่อเวลาให้กับปัจจุบัน

โครเอเชียไม่ได้แพ้เพราะยอมแพ้ และโมดริชไม่ได้จากฟุตบอลโลกไปแบบทีมที่หมดสภาพ ตรงกันข้าม พวกเขาสู้จนวินาทีสุดท้าย หลังจากโดนโปรตุเกสบุกกดดันหนักในครึ่งแรก

โครเอเชียกลับมาเปลี่ยนโมเมนตัมของเกมได้หลังพักครึ่งจากการปรับแท็กติกของ ซลัตโก ดาลิช ด้วยการส่ง อิกอร์ มาตาโนวิช ลงมาแทน อันเต บูดิเมียร์ ทำให้แนวรุกมีพลังมากขึ้น

การแก้เกมเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นรอบข้างเล่นได้ดุดันกว่าเดิม ก่อนที่ อิวาน เปริซิช ในวัย 37 ปี จะโผล่มาที่เสาสอง ควบคุมบอลอย่างนิ่ง แล้วซัดให้โครเอเชียขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 53

ช่วงเวลานั้นเหมือนประตูแห่งความทรงจำเปิดออกอีกครั้ง ภาพของโครเอเชียที่ไม่ยอมตายง่ายๆ กลับมาให้เห็นเหมือนปี 2018 และ 2022

ทีมชุดนี้อาจไม่เร็วที่สุด ไม่สดที่สุด และไม่ได้เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์เหมือนชาติมหาอำนาจอื่น แต่พวกเขามีบางอย่างที่จับต้องได้ยากกว่า นั่นคือความเชื่อ ความทรหด และความสามารถในการลากเกมเข้าสู่พื้นที่ที่คู่แข่งไม่สบายใจ

โครเอเชีย เสมือนเป็นทีมที่รู้ดีว่าในฟุตบอลโลก ไม่มีใครจำเป็นต้องเหนือกว่าทั้งเกม ขอเพียงยืนอยู่ให้นานพอ และคว้าช่วงเวลาของตัวเองให้ได้

แต่ฟุตบอลก็โหดร้ายตรงนี้เอง เพราะในวันที่โครเอเชียเริ่มเข้าใกล้ชัยชนะ โปรตุเกสกลับได้จุดโทษจากจังหวะ VAR ที่ตัดสินว่า นิโคลา วลาซิช มีการเหนี่ยว เรนาโต เวย์กา ในกรอบเขตโทษ

โรนัลโดเดินไปที่จุดโทษด้วยพิธีกรรมที่เราคุ้นเคยมาทั้งชีวิต หายใจลึก ตั้งสมาธิ แล้วชิปบอลเข้ากลางประตูอย่างเยือกเย็น

มันเป็นประตูที่ทั้งธรรมดาและไม่ธรรมดาในเวลาเดียวกัน ธรรมดาเพราะโรนัลโดยิงจุดโทษแบบนี้มานับไม่ถ้วน แต่ไม่ธรรมดาเพราะนี่คือประตูแรกของเขาในรอบน็อกเอาต์ฟุตบอลโลก หลังรอคอยมานานเกือบทั้งอาชีพ

จากนั้นเกมก็เปลี่ยนเป็นการต่อสู้ของรายละเอียดเล็กที่สุด

โครเอเชียมีจังหวะยิงเข้าแล้วถูกริบคืนจากล้ำหน้า โปรตุเกสเองก็ต้องถอดโรนัลโดออกเพื่อปรับสมดุลแดนกลาง ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญของ โรแบร์โต มาร์ติเนซ เพราะในเกมที่อาจเป็นนัดสุดท้ายของหนึ่งในนักเตะยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล

การเปลี่ยนเขาออกไม่ใช่แค่เรื่องแท็กติก แต่คือการยอมบอกว่า ณ เวลานั้น ทีมต้องมาก่อนตำนาน และผลลัพธ์ก็พิสูจน์ว่าการตัดสินใจนั้นถูกต้อง เมื่อโปรตุเกสกลับมาคุมพื้นที่ได้ดีขึ้น ก่อนที่เลเอาจะเปิดบอลให้รามอสโหม่งประตูชัยในช่วงท้ายเกม

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่บีบหัวใจที่สุดไม่ได้อยู่ที่ประตูของรามอส แต่อยู่หลังจากนั้น เมื่อ ยอชโก กวาร์ดิโอล ส่งบอลเข้าสู่ประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ และทั้งโครเอเชียเหมือนได้ชีวิตใหม่กลับมาอีกครั้ง

แต่ VAR ใช้เทคโนโลยีตรวจจับการสัมผัสบอลอย่างละเอียด ก่อนชี้ว่า อิกอร์ มาตาโนวิช สัมผัสบอลบางเบาในจังหวะก่อนหน้า ทำให้ มาริโอ ปาซาลิช อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า ประตูถูกริบคืน

ในตอนนั้น ขวดพลาสติกถูกขว้างลงสนาม เสียงโห่ร้องดังขึ้น แต่ผลการแข่งขันไม่เปลี่ยนแปลง

นั่นคือความจริงของฟุตบอลยุคใหม่ ความรู้สึกของคนทั้งชาติอาจพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดและตกลงสู่ก้นเหวภายในไม่กี่นาที เพียงเพราะเส้นล้ำหน้าหรือสัญญาณกราฟเล็กๆ บนหน้าจอ

โมดริชเคยสร้างเวทมนตร์ด้วยการสัมผัสบอลเพียงหนึ่งครั้ง แต่ในคืนสุดท้ายของเขา ฟุตบอลกลับตัดสินชะตาด้วยการสัมผัสบอลที่แทบไม่มีใครมองเห็น นี่คือความงามและความโหดร้ายที่อยู่ร่วมกันในเกมเดียวกัน

โมดริชไม่ใช่นักเตะที่ควรถูกจดจำจากค่ำคืนนี้ เขาควรถูกจดจำจากเส้นทางทั้งหมด

จากเด็กชายที่เติบโตท่ามกลางสงคราม ผู้ลี้ภัยที่ใช้ฟุตบอลเป็นทางออก ก่อนกลายเป็นกัปตันของประเทศเล็กๆ ที่พาโครเอเชียเข้าชิงฟุตบอลโลก 2018 และคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์ เขาพาทีมขึ้นโพเดียมอีกครั้งในปี 2022 และทำให้เสื้อหมากรุกแดงขาวกลายเป็นสัญลักษณ์ของความภาคภูมิใจ ความอดทน และการไม่ยอมแพ้

สำหรับโครเอเชีย โมดริชไม่ใช่แค่กัปตันทีม เขาคือภาษากลางของทั้งประเทศ เป็นนักเตะที่ทำให้ชาติเล็กเชื่อว่าสามารถยืนเคียงข้างมหาอำนาจได้โดยไม่ต้องก้มหน้า

เขาไม่ได้สูงใหญ่ ไม่ได้แข็งแกร่งกว่าใครในเชิงกายภาพ แต่เขายิ่งใหญ่เพราะวิธีมองเกม วิธีควบคุมจังหวะ และหัวใจที่ทำให้ทุกคนรอบตัวดีขึ้นเสมอ

แต่ฟุตบอลไม่ให้รางวัลตอบแทนความงดงามเสมอไป บางครั้งมันให้เพียงเสียงปรบมือ น้ำตา และความทรงจำ

โปรตุเกสไปต่อเพราะพวกเขาเฉียบคมกว่าในช่วงเวลาสำคัญ มีโรนัลโดที่ยิงจุดโทษได้ มีรามอสที่พร้อมเป็นฮีโร่ในเวลาที่ทีมต้องการ และมีเลเอาที่สร้างความแตกต่างจากริมเส้น

โครเอเชียเองมีหัวใจ มีประสบการณ์ และมีโมดริช แต่ในค่ำคืนนี้ สิ่งเหล่านั้นไม่เพียงพอ

นี่อาจไม่ใช่ตอนจบที่แฟนฟุตบอลอยากเห็นสำหรับโมดริช แต่มันอาจเป็นตอนจบที่ซื่อสัตย์ที่สุดต่อธรรมชาติของฟุตบอล

สำหรับฟุตบอลมันไม่เคยสัญญาความยุติธรรม ไม่เคยสัญญาว่าตำนานจะได้เดินจากไปพร้อมชัยชนะ สิ่งเดียวที่ฟุตบอลมอบให้คือโอกาส 90 นาที หรือมากกว่านั้นเล็กน้อย แล้วปล่อยให้ทุกอย่างตัดสินกันในพื้นที่แคบๆ ระหว่างความหวังกับความพ่ายแพ้

โมดริชจากฟุตบอลโลกไปพร้อมน้ำตา แต่ไม่ได้จากไปพร้อมความพ่ายแพ้ในความหมายของชีวิตนักฟุตบอล เพราะสิ่งที่เขาทิ้งไว้ใหญ่กว่าผลการแข่งขันหนึ่งนัด

เขาทิ้งมาตรฐานของความเป็นผู้นำ ความสง่างามในสนาม และบทพิสูจน์ว่านักฟุตบอลคนหนึ่งสามารถทำให้คนทั้งชาติฝันใหญ่กว่าขนาดของประเทศตัวเองได้

ฟุตบอลโลกจะเดินหน้าต่อไป โปรตุเกสจะพบสเปนในรอบต่อไป โรนัลโดยังมีโอกาสไล่ตามความฝันสุดท้ายของตัวเอง แต่สำหรับโมดริช บทนี้อาจปิดลงแล้ว

และถึงมันจะไม่ใช่ตอนจบที่สวยงามที่สุด แต่มันคือความจริงที่สุด

เพราะฟุตบอลไม่ได้งดงามเสมอไป…แต่นั่นแหละ คือเหตุผลที่เรารักมัน

ภาพ:Justin Setterfield / Getty Images

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...