ค้านด้วยเหตุด้วยผล…ย่อมดลให้เกิดประโยชน์
ในสังคมประชาธิปไตยโดยทั่วไป ก็จะมีฝ่ายรัฐบาลทำหน้าที่บริหารประเทศด้วยนโยบายที่แถลงไว้กับสภาผู้แทนราษฎร และจะทำโครงการต่างๆ เพื่อทำตามสัญญาที่หาเสียงไว้ ในขณะเดียวกันก็จะมีฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ในการตรวจสอบนั้น ก็จะมีการคัดค้านบางนโยบาย ไม่เห็นด้วยกับบางโครงการ และควบคุมการทำงานของรัฐบาลให้มีความโปร่งใสตามหลักการของธรรมาภิบาล โดยการค้านหรือการท้วงติงนั้น ควรจะทำด้วยเหตุผล มีการใช้วิจารณญาณอย่างคนที่มีวุฒิภาวะเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่ใช่ทำด้วยอารมณ์ของความแค้นที่
ตัวเองไม่ได้เป็นรัฐบาล ทำงานด้วยแนวคิดที่ว่า “ถ้าหากข้าไม่ได้ พวกเอ็งก็ต้องไม่ดี” ทำให้พฤติกรรมของการค้านแสดงเจตนาของการล้มล้างรัฐบาลให้ต้องล่ม สร้างวาทกรรมด่าทอต่อว่า ด้อยค่ารัฐบาล เพื่อให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลที่กำลังอยู่ในตำแหน่งเวลานี้เป็นรัฐบาลที่ไม่ดี จะต้องช่วยกันขับไล่ให้พ้นๆ ไป
การด่าทอต่อว่ารัฐบาลว่าทำอะไรไม่ถูกต้อง ไม่โปร่งใส มีการคดโกง มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการออกนโยบายเพื่อเอื้อให้เกิดการโกงที่ถูกต้องตามกฎหมาย ที่เรียกกันว่า “คอร์รัปชันเชิงนโยบาย” หรือทำให้เห็นว่าเป็นการใช้นโยบายและทำโครงการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และการตำหนิรัฐบาลทุกเรื่องควรจะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจน ไม่ใช่พูดลอยๆ เชิงกล่าวหา โดยไม่มีหลักฐานใดๆ หรือปั้นข่าวเท็จกล่าวหารัฐบาล ใช้วาทกรรมที่ไพเราะสวยหรูให้คนเชื่อ เมื่อถามหาหลักฐานเพื่อยืนยันข้อกล่าวหาก็ไม่มี และเมื่อฝ่ายรัฐบาลหาหลักฐานเชิงประจักษ์มาหักล้างได้ ก็ตีเนียนทำเฉย ไม่เคยออกมาขอโทษ และพึงพอใจที่ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเชื่อไปแล้วว่ารัฐบาลทำผิดคิดชั่ว มีการโกงกิน มีการจัดทำนโยบายและมีการทำโครงการเพื่อหาผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง
ที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างก็คือ การเมืองไทยเวลานี้เป็นการเมืองแบบแบ่งขั้วอย่างชัดเจน นอกจากนักการเมืองจะแบ่งกันเป็นพรรคที่ทำงานแบบเป็นศัตรูกันแล้ว คนที่สนับสนุนพรรคก็จะอยู่ในสภาพของการเล่นกีฬาสี มีทั้งสีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า สีน้ำเงิน และหลากสีที่เรียกกันว่าสีสลิ่ม ประชาชนที่ระบุตัวเองเป็นแฟนคลับ (FC) ของสีใดก็จะมีพฤติกรรมเชียร์พรรคที่ตัวเองรักแบบสุดลิ่มทิ่มประตูที่เราเรียกกันว่า “ด้อม” ประชาชนที่มีพฤติกรรมเป็น “ด้อม” จะเชื่อทุกอย่างที่คนในพรรคที่ตนเองชื่นชอบ โดยไม่มีการตรวจสอบใดๆ ไม่มีการขอหลักฐานการกล่าวหาใดๆ และจะไม่พอใจสิ่งที่พรรคอื่นที่ตนเองไม่ได้ชอบ และจะพากันเข้าไปด่าทอต่อว่าคนที่พูดจาขัดแย้งกับแกนนำของพรรคที่ตนเองชื่นชอบ แบบที่พวกเราเรียกว่า “เอาทัวร์ไปลง” อันที่จริงการมีความคิดเห็นแตกต่างกันในสังคมประชาธิปไตยเป็นเรื่องปรกติ และแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือคนไม่พอใจคำพูดของใครบางคน เมื่อเอาทัวร์ไปลง ก็มักจะใช้ถ้อยคำที่รุนแรง หยาบคาย ต่ำตม ไม่สุภาพ ด่ากันเป็นหมูเป็นหมา จนทำให้สังคมของเราเป็นสังคมของความแตกแยก จนเราลืมกันไปว่า “แตกต่าง ไม่ควรที่จะแตกแยก”
เวลานี้เรามีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน และประเทศมหาอำนาจบางประเทศก็อยากจะครอบครองเรา แม้จะไม่ได้ใช้สงคราม หรือพฤติกรรมการค้าระหว่างประเทศที่เป็น Hard power ทำร้ายเรา แต่ก็พยายามจะใช้ประโยชน์จากนักการเมืองที่กระหายเงิน กระหายอำนาจเป็นไส้ศึกให้เขาสามารถรุกคืบเข้าควบคุมการพัฒนาประเทศของเราแบบรัฐพันลึก (Deep State) มีเป้าหมายคือการแย่งชิงทรัพยากรของเรา ถ้าหากเรามีนักการเมืองหิวเงินหิวอำนาจทำตัวเป็นแนวร่วม เป็นไส้ศึกของพวกเขา เราก็จะสูญเสียอธิปไตยไปทีละนิด จนในที่สุด เราอาจจะสูญเสียบูรณภาพแห่งดินแดน เราจะตกอยู่ในอันตรายของยุทธศาสตร์การล่าอาณานิคมสมัยใหม่ (Neo Colonization) ที่ไม่ได้ใช้อาวุธทำสงคราม แต่ใช้การปลูกฝังอุดมการณ์ที่เป็นอันตรายต่อระบอบการปกครองของประเทศเรา ทำลายความมั่นคงของประเทศเรา เพราะแนวความคิดเรื่องการล่าอาณานิคม (Colonialism) ยังไม่ได้จางหายไปจากประเทศมหาอำนาจทั้งหลายที่เคยเป็นนักล่าอาณานิคม และเมื่อภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงไป ประเทศที่นิยมการล่าอาณานิคมก็เพิ่มขึ้น และพวกเขาใช้ยุทธศาสตร์การล่าอาณานิคมแบบไม่ใช้สงครามและการกลั่นแกล้งทางเศรษฐกิจที่เป็น Hard Power แต่ใช้การปลูกฝังค่านิยม อุดมการณ์ วัฒนธรรม และความเชื่อเป็น Soft Power หล่อหลอมความคิดของนักการเมืองผู้กระหายอำนาจและเงินให้เป็นแนวร่วมในยุทธศาสตร์ Soft Power ของพวกเขา
เมื่อเป็นเช่นนี้ นักการเมืองทั้งหลายต้องตระหนักว่าเรากำลังตกอยู่ในสภาวะอันตรายของ Neo-colonization ค้านสิ่งที่ควรค้านอย่างมีเหตุผล บางเรื่อง แม้จะชมไม่ลง ก็เงียบปากไปบ้างก็ได้ ค้านอย่างมีเหตุผล กล่าวหาอย่างมีพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ อย่าค้านด้วยอารมณ์แค้นเพื่อกำจัดรัฐบาลด้วยความมุ่งหวังที่จะเข้ามาเป็นผู้ครองอำนาจเอง ที่สำคัญต้องระมัดระวังไม่ให้ตัวเองกลายเป็นแนวร่วมในยุทธศาสตร์ Soft Power ของชาติใดๆ ที่ต้องการเข้ามาเป็น Deep State กำกับและควบคุมแนวทางการพัฒนาประเทศของเรา เพื่อแย่งชิงทรัพยากรของเรา ทำให้เราสูญเสียอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ต้องตระหนักรู้ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศต่างๆ อย่าทำตัวเป็นฝ่ายค้านที่กระหายอำนาจและกระหายเงิน และยอมทำทุกอย่างที่ตนเองจะได้ประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดกับประเทศไทยของเรา ฝ่ายรัฐบาลต้องมีธรรมาภิบาล มีจริยธรรม ฝ่ายค้านต้องค้านด้วยความจริงใจ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน อย่าทำตัวเป็นฝ่ายแค้นที่ต้องการล้มรัฐบาลเพื่อให้พรรคของตนได้เป็นรัฐบาล จนมีคนบางคนพูดว่า “บ้านเมืองจะไม่มีวันสงบ ถ้าหากคนพวกนี้ไม่ได้เป็นรัฐบาล” ขอให้ยึดหลักการว่า “ถ้าค้านด้วยเหตุด้วยผล ย่อมดลบันดาลให้เกิดสิ่งดีกับประเทศชาติและประชาชน ถ้าค้านด้วยอารมณ์ของคนกระหายอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตน ย่อมดลให้เกิดความหายนะกับประเทศ และประชาชนจะเดือดร้อน”.